"อีอีซี"จับมือญี่ปุ่นตั้งศูนย์"IOT"ดันรง.อัจฉริยะ

กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) อยู่ระหว่างผลักดันโรงงานอัจฉริยะ 4.0 หรือสมาร์ทแฟคตอรี่ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาค ตะวันออก (อีอีซี) ที่จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมต่างๆ มาใช้ในการบริหารจัดการ โดยมีแนวทางดำเนินงาน 5 ด้าน ได้แก่
          1.ลดขั้นตอน ลดระยะเวลาผ่านระบบออนไลน์ โดยมุ่งสร้างความสะดวกสบายให้แก่ผู้ประกอบการ ทั้งลดขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติ กระบวนการขออนุญาต การต่ออายุ หรือแม้กระทั่งการขยายโรงงาน ที่แต่เดิมจะใช้ระยะเวลาประมาณ 30 วัน โดย กรอ.จะนำระบบดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมาช่วย จะเหลือเวลาแค่ 3-10 วัน
          2.ผลักดันโครงสร้างพื้นฐาน และสนับสนุนเพื่อขยายการลงทุน โดยเฉพาะเอสเอ็มอี กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย และกลุ่มอุตสาหกรรมในอีอีซี อาทิ ปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนเครื่องจักร ยกเว้นภาษีหรือออกสิทธิพิเศษเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันการเงิน สนับสนุนด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย จัดทำมาตรการรองรับด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ การกำจัดแบตเตอรี่ที่ใช้แล้วในกลุ่มยานยนต์แห่งอนาคต
          3.ระบบจัดการกากอุตสาหกรรม 4.0  โดยมุ่งเน้นศูนย์กลางข้อมูล (บิ๊ก ดาต้า) เพื่อกำกับดูแลกระบวนการกำจัดของเสียจากโรงงานให้มีความรวดเร็วขึ้น โดยร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดทำฐานข้อมูลการกำจัดกากขยะอุตสาหกรรมให้เป็นระบบเดียวกัน พร้อมกับพัฒนาระบบออนไลน์เพื่อติดตามดูแลการกำจัดขยะอุตสาหกรรมในโรงงาน หรือ "ออโต้ ไลเซนส์" ทั่วประเทศเรียบร้อยแล้ว 4.เสริมการจัดการด้านพลังงาน เพื่อลดต้นทุนการผลิตและประสิทธิภาพประหยัดพลังงาน ภายในปี 2561-2565 กรอ.มุ่งยกระดับโรงงานให้ใช้ระบบสมาร์ท บอยเลอร์ หรือหม้อน้ำอุตสาหกรรมอัจฉริยะให้ได้กว่า 13,000 เครื่อง หรือประมาณ 7,840 โรงงาน จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในภาพรวมได้ปีละกว่า 1,000 ล้านบาท รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้เชื้อเพลิงทำให้ลดการปลดปล่อยมลภาวะ ส่งผลให้สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยดีขึ้น
          5.ระบบมอนิเตอร์ริ่งครบวงจร โดย กรอ.จัดทำระบบการกำกับดูแล ติดตาม และควบคุมคุณภาพอากาศ น้ำ ดิน และน้ำใต้ดิน เพื่อป้องกันและรักษาสิ่งแวดล้อมไม่ให้เกินค่ามาตรฐานจากการประกอบกิจการ เช่น มีระบบบีโอดี ออนไลน์ ที่จะคอยเตือนระดับค่าน้ำก่อนปล่อยสู่แหล่งธรรมชาติ ระบบการตรวจวัดมลพิษทางอากาศจากปล่องระบายความร้อน โดยระบบเหล่านี้จะตรวจสอบ ประมวลผล และรายงานผลแบบเรียลไทม์ ปัจจุบันมีการรายงานตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่จะพัฒนาการทำงานของระบบให้ครบวงจร มีประสิทธิภาพการส่งข้อมูล
          แนวทางทั้งหมดนี้นำเสนอ อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พิจารณาในขั้นตอนสุดท้าย เพื่อประกอบแผนยกระดับโรงงานทั่วประเทศสู่ สมาร์ทแฟคตอรี่ 4.0
          นอกจาก กรอ.จะผลักดันให้เกิดโรงงานอัจฉริยะ 4.0 หรือสมาร์ทแฟคตอรี่ทั่วประเทศแล้ว ในส่วนของภาคเอกชนก็มีส่วนสำคัญที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว โดยเฉพาะในพื้นที่ "อีอีซี"ทั้งนี้ โรงงานอัจฉริยะ หรือ "สมาร์ท แฟคตอรี่" จะมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ในการผลิต โดยเฉพาะการใช้อินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง (Internet of Things : IoT) แต่จะต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วย
          "ญี่ปุ่น" ถือเป็นประเทศหนึ่งที่มีองค์ความรู้ด้าน "IoT" ในการพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม และสนใจที่เข้ามาช่วยยกระดับอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นในไทย และอุตสาหกรรมของไทย โดยเป้าหมายแรกคือในพื้นที่"อีอีซี"เมื่อปลายปีที่แล้ว ฮิโรชิเกะ เซโกะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรม ประเทศญี่ปุ่น (เมติ) นำ คณะผู้บริหารบริษัทเอกชนชั้นนำของญี่ปุ่นกว่า 600 คน เดินทางมาเยือนไทย โดยอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการอุตสาหกรรม ให้การต้อนรับและนำลงพื้นที่ "อีอีซี"
          รมว.เมติให้ความสนใจกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลไทยอย่างมาก และให้ความมั่นใจว่านักลงทุนญี่ปุ่นจะเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น ทั้งใน "อีอีซี" และในพื้นที่อื่นๆ โดยเฉพาะใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ญี่ปุ่นมีความชำนาญ และหวังจะให้ไทยเป็นประตูเชื่อมให้ญี่ปุ่นออกไปสู่ภูมิภาคอาเซียนได้โดยเร็ว ทั้งด้านการค้า การคมนาคม เทคโนโลยี รวมถึงการเป็นศูนย์กลางด้านการพัฒนาบุคลากรคุณภาพ
          รมว.เมติยังแนะนำแนวทาง "Connected Industry" หรือการเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิต โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ทั้งระบบอัตโนมัติ และ "IoT" เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดได้ตรงเป้า และสนองลูกค้าให้ตรงกับรสนิยมหรือคำสั่งซื้อ โดยจะช่วยยกระดับให้ฐานการผลิตของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทยก้าวเข้าสู่ความทันสมัย และเชื่อมโยงกับฐานการผลิตที่มีอยู่ทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
          ระหว่างการเยือนดังกล่าวของ รมว.เมติ มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือสำนักงานอีอีซี กับบริษัท ฮิตาชิ จำกัด ซึ่งเป็นองค์กรนวัตกรรมชั้นนำจากญี่ปุ่น
          จากเอ็มโอยูดังกล่าว ทำให้บริษัท ฮิตาชิ เข้ามาเปิด "ศูนย์ฮิตาชิลูมาดาเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้" เมื่อเร็วๆ นี้ ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จ.ชลบุรี ถือเป็นก้าวแรกของความร่วมมือระหว่างไทยกับญี่ปุ่นที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ในการเพิ่มขีดความสามารถอุตสาหกรรมไทยสู่อุตสาหกรรมไฮเทค
          นอกจากนี้ "ศูนย์ฮิตาชิลูมาดาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" ยังถือเป็นศูนย์แรกในโลกนอกประเทศญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อให้บริการ "IoT" ในการพัฒนาโรงงานอัจฉริยะให้กับผู้ประกอบการทุกรายที่สนใจจะใช้ "IoT" เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยเทคโนโลยีระดับสูง
          คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ "อีอีซี" อธิบายว่า ศูนย์ฮิตาชิลูมาดาฯ จะเสมือนเป็นพี่เลี้ยง และเป็นที่ปรึกษาในการทำ การเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตร่วมกับผู้ประกอบการญี่ปุ่นในประเทศไทยและผู้ประกอบการไทย โดยถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์เพื่อให้การปรับตัวเข้าสู่ "IoT" อย่างมีประสิทธิภาพ ในรูปแบบ ต่างๆ ทั้งสร้าง "IoT" แพลตฟอร์มเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต ผ่านการเชื่อมต่อ และวิเคราะห์ชุดข้อมูลขนาดใหญ่ของลูกค้า และสร้างโซลูชั่นผ่านการใช้เทคโนโลยี co-creating digital solutions
          รวมทั้งนำเครื่องมือ "AI" หรือปัญญาประดิษฐ์ ของศูนย์ฮิตาชิลูมาดาฯ รวมความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการดำเนินงาน (OT) และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) เข้าด้วยกันไปปรับใช้กับกลุ่มอุตสาหกรรมใช้งานใน รูปแบบต่างๆ
          "คณิศ" แจกแจงเพิ่มเติมว่า ศูนย์ฮิตาชิ ลูมาดาฯตั้งเป้าจะเข้าถึงโรงงานทั่วประเทศไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต โดยระยะแรกเป็นการยกระดับเป็นโรงงานอัจฉริยะ หรือสมาร์ทแฟคตอรี่ จากหลากหลายเครื่องมือ เช่น การติดตามและตรวจสอบจากระยะไกล จากนั้นในระยะต่อไปจะยกระดับสู่การจัดการระหว่างโรงงานต่อโรงงาน ด้วยการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ
          "ศูนย์ลูมาดาฯจะเป็นกุญแจสำคัญที่เข้ามาช่วยสนับสนุนโรงงานในพื้นที่อีอีซี สู่การเป็นสมาร์ทแฟคตอรี่ โดยมาถ่ายทอดเทคโนโลยีและประสบการณ์ให้กับภาคธุรกิจหรืออุตสาหกรรมนำไปสู่การต่อยอดการวิจัยและพัฒนาในด้านต่างๆ อาทิ การบริหารจัดการเมือง ด้านการแพทย์ ด้านความปลอดภัย ด้านโลจิสติกส์ ด้านอาคารสถานที่ ด้านระบบราง และอื่นๆ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 อย่างสมบูรณ์แบบ" คณิศสรุป--จบ--

          --มติชน ฉบับวันที่ 18 ต.ค. 2561 (กรอบบ่าย)--