แผนพัฒนา IoT "มิว สเปซ"

 ในปัจจุบัน การเติบโตของธุรกิจด้าน IoT ในประเทศไทย กำลังเป็นที่น่าจับตามอง แต่ในความเป็นจริง การนำผลิตภัณฑ์ IoT ไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพยังคงอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม มิว สเปซฯ ได้มีวิสัยทัศน์และเล็งเห็นถึงการเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจและอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยี IoT ในวันที่สังคมเปลี่ยนเข้าสู่ยุค 5G ดังนั้น มิว สเปซ จึงก้าวเข้ามาร่วมในเทรนด์ธุรกิจดังกล่าว
          ทั้งนี้ มิว สเปซฯ อยู่ในขั้นตอนของการสรุปการออกแบบและพัฒนาระบบ การทำงานของผลิตภัณฑ์ IoT ซึ่งใกล้จะ แล้วเสร็จ และพร้อมออกสู่ตลาด โดยวางแผนในการเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ IoT หลากหลายด้าน เช่น เสื้ออัจฉริยะ (Smart Apparel) เพื่อเก็บข้อมูลด้านสุขภาพของผู้ใช้งาน และเป็นประโยชน์ในการวินิจฉัยโรคได้ เป็นต้น
          ในอนาคต มิว สเปซฯ มีโครงการที่จะเข้าร่วมทดสอบผลิตภัณฑ์ IoT ต่างๆ ภายในสถาบัน IoT รวมไปถึงพื้นที่ของสถาบัน IoT ที่กำลังจะตั้งขึ้นภายในเขตดิจิทัลพาร์ค ของประเทศไทย ในโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก เพื่อส่งเสริมธุรกิจดิจิทัล ภายในพื้นที่ขนาด 960,000 ตารางเมตร ณ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
          โดยสถาบัน IoT ในพื้นที่ดิจิทัลพาร์ค มีแผนจะแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2563 ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวได้ออกแบบมาเพื่อสนับสนุน และอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการภาคธุรกิจ และบริษัทสตาร์ทอัพต่างๆ ในการวิจัยและพัฒนา รวมถึงทดสอบผลิตภัณฑ์ IoT ทั้งในด้านการเกษตร ด้านการผลิต ด้านสุขภาพและการแพทย์ รวมไปถึงการ จัดจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ ภาครัฐ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถาบัน IoT จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ของธุรกิจสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน (Tech Startup Ecosystem) เพื่อการปฏิรูปประเทศเข้าสู่ สังคมเศรษฐกิจดิจิทัล และบรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ในการยกระดับประเทศไทยให้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจ และเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
          ในส่วนของความร่วมมือกับสถาบัน IoT นั้น มิว สเปซฯ พร้อมที่จะสนับสนุนรัฐบาลในการยกระดับและขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อเข้าสู่สังคมดิจิทัล โดยเรามีความเชื่อมั่นว่า ในอนาคต ผลิตภัณฑ์ด้าน IoT ที่บริษัทได้พัฒนาขึ้นนั้น จะช่วยเป็นสะพานเชื่อมสังคมเข้าสู่ยุคดิจิทัล เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ และส่งเสริมสังคมไทยให้พัฒนาได้อย่างยั่งยืนในอนาคต
          จากงานวิจัยของ Frost & Sullivan, พบว่าในปี พ.ศ. 2557 ธุรกิจด้าน IoT ในประเทศไทยมีมูลค่ารวมกันถึงสองพันล้านบาท และคาดว่าธุรกิจในด้านดังกล่าวนี้ จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้ถึงสามพันสองร้อยล้านบาทในปี พ.ศ. 2563
          เมื่อเปรียบเทียบจำนวนธุรกิจ IoT ในระยะเริ่มต้น และจำนวนภาคธุรกิจ IoT ของประเทศไทยในอนาคต คาดว่าจะมีอัตรา เพิ่มขึ้นสูงที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจ IoT ด้วยกันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากการคาดการณ์ข้างต้น หากเทคโนโลยี IoT มีการเติบโตจนกลายเป็นส่วนหนึ่งใน วิถีชีวิตประจำวันของคนทั่วไป เมื่อนั้น จะเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ที่ทำงานภายใต้คำสั่งคอมพิวเตอร์มากยิ่งขึ้น โดยเราอาจพบว่า อุปกรณ์ต่างๆ เหล่านั้นถูกควบคุมโดยมนุษย์น้อยลง ขณะเดียวกัน อุปกรณ์ต่างๆ จะถูกออกแบบขึ้นเพื่อให้ทำงานได้เองโดยคำสั่งอัตโนมัติ