ค่ายมือถือเดือด ผนึกเชนสโตร์เผด็จศึกคู่แข่ง

บิ๊กเนมผนึกธุรกิจ ชูจุดแข็งช่องทาง
          สงครามมือถือเดือด เมื่อบิ๊กเนม อาศัยจุดแข็ง เปิดหน้าจับคู่ทำธุรกิจสกัดคู่แข่ง หวังใช้แขนขาต่อยอดรายได้ วงในชี้ผลประโยชน์ WIN WIN
          ดีกรีการแข่งขันโทรศัพท์เคลื่อนที่ของ 3 ค่ายมือถือ อันได้แก่ เอไอเอส-ทรูมูฟ เอช และ ดีแทค ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผลัดกันรุก และรับ เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งทางการตลาด
          แต่คู่ที่เป็น "คู่กัด" ทางธุรกิจและถือว่าเป็นมวยถูกคู่คงหนีไม่พ้น "เอไอเอส" กับ "ทรูมูฟ เอช" เพราะก่อนหน้านี้ "เอไอเอส" ถูก "ซีพี ออลล์" ถือหุ้นด้วยเครือเจริญโภคภัณฑ์ และเป็นผู้ถือหุ้นในกลุ่มทรู ตัดสัมพันธ์ทางธุรกิจด้วยการยุติจาหน่าย "ซิมการ์ด" บัตรเติมเงินวัน-ทู-คอล และชาระบิลค่าโทรศัพท์ ของ เอไอเอส ผ่านร้านสะดวกซื้อ 7-11 ที่มีทั้งหมดกว่า 9 พันสาขา ด้วยเหตุผลขอปรับส่วนแบ่งการขายจาก 5% เป็น 7%
          แม้จะโดนตัดช่องทางแต่ เอไอเอส ออกมาเปิดเผยว่าไม่มีผลกระทบเพราะมีช่องทางการเติมเงินกว่า 5 แสนแห่งทั่วประเทศ เพราะด้วยช่องทางเป็นตัวแปรสาคัญในการเข้าถึงเชนสโตร์จึงเป็นปัจจัยสาคัญในการต่อยอด
          การเมืองยังเลือกข้าง แล้วธุรกิจจะเลือกข้างบ้างก็ไม่น่าประหลาดใจ เพราะ บริษัท เจมาร์ท จากัด (มหาชน) เลือกข้างที่จะมาอยู่กับ เอไอเอส แบบเอ็กซ์คลูซีฟ พาร์ตเนอร์ ด้วยการยกเลิกจดทะเบียนและจาหน่าย "ซิม การ์ด" โทรศัพท์เคลื่อนที่ให้กับผู้ประกอบการ 2 ราย คือ บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จากัด (มหาชน) หรือ ดีแทค และ ทรูมูฟ เอช ในกลุ่มทรู ผ่านเจมาร์ทช็อป 240 สาขาทั่วประเทศ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 ผ่านมา
          อย่างไรก็ตาม นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท จากัด (มหาชน) ออกมาให้เหตุผลว่า เจมาร์ท มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการปีละ กว่า 1 ล้านราย นอกจากนี้ยังมีส่วนที่เป็น IT Junction (ไอทีจังก์ชัน) ที่บริหารงานภายใต้บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จากัด (มหาชน) ในพื้นที่ห้างบิ๊กซีกว่า 51 สาขา และ มีตัวแทนจาหน่ายจานวน 1,500 ราย และมีบริษัทในเครือ คือ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จากัด (มหาชน) หรือ "ซิงเกอร์" ภายในสิ้นปีนี้ เปิดครบ 1,000 แห่ง และครบ 6,000 แห่ง ภายในเวลา 3 ปี อีกด้วย
          สัดส่วนรายได้ที่ผ่านมา แบ่งเป็น เอไอเอส 40% ทรู 30% และดีแทค 30% หลังจากประกาศความร่วมมือแล้ว สัดส่วนรายได้จะมาจากเอไอเอส 100% โดยตั้งเป้าว่าเอไอเอสจะสามารถดึงส่วนแบ่งลูกค้าจากอีก 2 ค่ายมาได้
          "ดีลครั้งนี้เป็นครั้งแรก ในรอบ 20 ปี ที่เปลี่ยนจากแนวคิดเดิมคือ "เจมาร์ทจะต้องไม่เอ็กซ์คลูซีฟ" มาเป็นเอ็กซ์คลูซีฟพาร์ตเนอร์ตั้งเป้าเพิ่มจานวนลูกค้า 3 เท่า "เป็นวันที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้น สาหรับเจมาร์ทถือว่าเป็น "ดีลแห่งศตวรรษ" ที่จะทาให้เจมาร์ทและเอไอเอส เติบโตไปด้วยกัน" นายอดิศักดิ์ กล่าว
          ส่วนทรูมูฟ เอช นั้นก่อนหน้านี้ได้เลือกคอมเซเว่น เป็นพันธมิตรทางธุรกิจแบบเอ็กซ์คลูซีฟเช่นเดียวกัน ทั้งนี้นายสุระ คณิตทวีกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คอมเซเว่น จากัด (มหาชน) หรือ COM7 ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกสินค้าไอทีในนาม BaNANA, Studio7, BKK, iCare และ Brand Shop เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ปัจจุบันบริษัทเป็นพันธมิตรกับทรู เนื่องจากว่ามีร้าน ทรูช้อป จานวน 100 สาขา ดังนั้น ทรู จึงได้แต่งตั้งเป็นพันธมิตรบริหารจัดการ
          ส่วนทางด้านดีแทค หรือ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จากัด (มหาชน) ได้ปรับยุทธศาสตร์ช่องทางจัดจาหน่ายใหม่จากเดิมที่ทาตลาดร่วมกับแฟรนไชส์เปลี่ยนรูปแบบบริหารจัดการด้วยตัวเองและร่วมมือกับตัวแทนจาหน่าย
          ขณะที่แหล่งข่าวจากวงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีที่ เชนสโตร์มือถือ และ โอเปอ เรเตอร์ จับมือเป็นพันธมิตรในลักษณะเอ็กซ์คลูซีฟพาร์ตเนอร์ เนื่องจากว่าผลประโยชน์ที่ได้รับทั้ง 2 ฝ่ายเป็นรูปแบบ WIN WIN ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ สาหรับการแข่งขันของอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ช่องทางการจาหน่ายเป็นเรื่องสาคัญ
          สาหรับช็อปมือถือที่ให้บริการในปัจจุบัน ประกอบด้วย AIS จานวน 480 สาขา,TRUE 400 สาขา, DTAC 447 สาขา, Jmart 240 สาขา และ COM 7 จานวน 434 สาขา เป็นต้น