"ปตท.-กรุงไทย-การบินไทย"นำ12รัฐวิสาหกิจรอดกฎเหล็ก รัฐล้มแผนตั้ง"ซูเปอร์โฮลดิ้ง"

สคร.หวังลดกระแสต้าน ยันกำกับรัฐวิสาหกิจยังเข้ม
          กรุงเทพธุรกิจ รัฐถอดใจล้มแผนตั้ง "ซูเปอร์โฮลดิ้ง" หวังลดกระแสคัดค้าน "ผอ.สคร" คาดผ่านกฎหมายพัฒนาและ กำกับรัฐวิสาหกิจทันรัฐบาลชุดนี้ ย้ำการ กำกับดูแลยังเข้มข้น เหตุ คนร.ยังอยู่ นายกฯ นั่งเป็นประธาน ลั่นยังคุมเข้มคัดคนนั่งบอร์ด รัฐวิสาหกิจ ด้าน"ทีดีอาร์ไอ"ชี้โครงสร้างซูเปอร์โฮลดิ้งดี แต่ห่วงเป็นจุดรวมศูนย์การเมืองแทรก
          การจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ  หรือซูเปอร์โฮลดิ้ง เป็นหนึ่งในแผนงานสำคัญของการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจภายใต้คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.)ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดย ตั้งความหวังยกระดับการกำกับดูแล และเพิ่ม ประสิทธิภาพสูงสุดให้กับรัฐวิสาหกิจ นำโมเดลจากต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จเช่น  "เทมาเส็ก" ของสิงคโปร์มาปรับใช้ โดยนำร่อง จาก 12 รัฐวิสาหกิจที่แปลงทุนเป็นหุ้น แต่ที่ผ่านมาก็มีกระแสต้านจากพนักงานรัฐวิสาหกิจ เพราะกังวลเรื่องการแปรรูป
          นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า ความคืบหน้าของการพิจารณาร่างกฎหมายพัฒนาและกำกับรัฐวิสาหกิจว่า ขณะนี้ ยังอยู่ในชั้นการพิจารณาใน คณะกรรมาธิการ (กมธ.) สภานิติบัญญัติ(สนช.) ซึ่งคาดว่า จะผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวได้ในสมัย รัฐบาลชุดนี้ ก่อนการเลือกตั้ง เนื่องจากได้ ปรับแก้สาระสำคัญที่มีการคัดค้านจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะเรื่องการจัดตั้ง บรรษัทรัฐวิสาหกิจ หรือที่เรียกว่า "ซูเปอร์โฮลดิ้ง" ออกไป
          "ร่างกฎหมายพัฒนาและกำกับรัฐวิสาหกิจฉบับที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสนช. จะเปลี่ยนไปจากร่างเดิมที่สคร.เสนอไปบ้าง โดยได้ตัดสาระสำคัญ เรื่องของการจัดตั้ง ซูเปอร์โฮลดิ้งออกไป ซึ่งทางสคร.ก็เห็นตาม เนื่องจาก ต้องการให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่าน เพราะการกำกับรัฐวิสาหกิจในปัจจุบันเป็นเพียง หนึ่งในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเท่านั้น"
          ถอดซูเปอร์โฮลดิ้งลดกระแสคัดค้าน
          เขากล่าวว่า กระแสคัดค้านเรื่องการจัดตั้ง ซูเปอร์โฮลดิ้งเกิดจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะ ในฝั่งพนักงานรัฐวิสาหกิจที่กังวลเรื่องสถานภาพที่จะเปลี่ยนไป รวมถึง ทางภาคเอกชน และ กลุ่มเอ็นจีโอ ขณะเดียวกัน ในช่วงนี้ ใกล้ระยะเวลาการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่ ดังนั้น เพื่อให้การกำกับรัฐวิสาหกิจมีกฎหมายเป็นของตัวเอง จึงจำเป็นต้องตัดสาระเรื่องการจัดตั้งซูเปอร์โฮลดิ้งเพื่อลดกระแสคัดค้านและคงความจำเป็นในการทำให้การกำกับรัฐวิสาหกิจมีกฎหมายเป็นของตัวเอง
          อย่างไรก็ดี ในแง่การกำกับและบริหารรัฐวิสาหกิจภายใต้กฎหมายนี้ ยังคงเข้มข้น เพราะจะอยู่ภายใต้คณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจหรือคนร.ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานและมีคณะกรรมจากหน่วยงานเกี่ยวข้อง รวมถึง มีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มาจากภาคเอกชนร่วมเป็นคณะกรรมการอีก 5 ราย
          "เดิมเราจะตั้งหน่วยกำกับที่เรียกว่า ซูเปอร์โฮลดิ้ง โดยแยกจากสคร.อย่างชัดเจน แต่ท้ายสุดผู้ใหญ่ก็คิดว่า ให้สคร.ดูแลตามเดิม แต่อยู่ภายใต้คนร.อีกชั้นหนึ่ง โดยการบริหารจัดการก็จะเหมือนมีซูเปอร์โฮลดิ้งเป็นผู้ดูแล"
          ยังคุมเข้มคัดกรรมการนั่งรสก.
          นายประภาส กล่าวว่า เมื่อกฎหมายหลัก ในการกำกับรัฐวิสาหกิจผ่านสนช.แล้ว ขั้นตอน ต่อไป ทางสคร.จะต้องพิจารณาออกกฎหมายลูกเพื่อประกอบการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งมีหลายส่วนที่สำคัญโดยเฉพาะเกณฑ์ในการคัดเลือกบุคคลเข้าไปเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจต่างๆที่ต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น
          "เรามีไดเรคเตอร์พูลอยู่แล้ว แต่การ คัดเลือกบุคคลเข้าไปในไดเรคเตอร์พูล จะต้องเข้มข้นขึ้น ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งให้การบริหารกิจการของรัฐวิสาหกิจมีประสิทธิภาพ ยิ่งขึ้น แน่นอนว่า เราจะไม่เอาบุคคลนักการเมือง เข้ามาเป็น ส่วนบุคคลที่คัดเลือกจะปลอด นักการเมืองหรือไม่ เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยง ได้ยาก ซึ่งหัวใจสำคัญ เราจะต้องได้การเมืองที่ดี"
          นักวิชาการห่วง"การเมืองแทรก"
          นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ นักวิชาการ สถาบันวิจัยและพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า แนวคิดการตั้งซูเปอร์โฮลดิ้งเป็นแนวคิดที่ดี ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็อยากเห็น การเปลี่ยนแปลง เพราะที่ผ่านมามีการบริหารงาน แบบเอกเทศ ตัวใครตัวมัน แนวคิดนี้มีข้อดีคือมีหน่วยงานกลางมาดูแลรัฐวิสาหกิจของประเทศ ให้การดำเนินงานเป็นไปเพื่อประโยชน์ของภาพรวม ไม่ใช่เพื่อพนักงาน
          อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กังขาคือ เกรงว่าโดยโครงสร้างมาจากการเมือง ซึ่งหากได้คนดีมาบริหารก็ดีไป แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครดีไม่ดี สิ่งที่ขาดหายไปจากร่างกฎหมายนี้ คือ กลไกการถ่วงดุล หรือการตรวจสอบ ซูเปอร์โฮลดิ้ง เพราะคนที่เข้ามาก็แต่งตั้งโดยการเมือง หากการเมืองอยากใช้ประโยชน์จากตรงนี้ ก็ยิ่งง่ายเพราะเป็นการรวมศูนย์
          เปิดโมเดลตั้ง"ซูเปอร์โฮลดิ้ง"
          ทั้งนี้ การจัดตั้งซูเปอร์โฮลดิ้ง หรือบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติเป็นหนึ่งในแผนงานสำคัญของการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ภายใต้คนร. หลักการคือการรวมศูนย์การบริหารจัดการ รัฐวิสาหกิจ แยกบทบาทหน้าที่ระหว่าง การเป็นเจ้าของ ผู้กำกับดูแล และผู้ดำเนินธุรกิจ ออกจากกัน โดยศึกษาโมเดลการบริหารงานจากกองทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์
          บรรษัทฯจะเป็นองค์กรภายใต้การกำกับของรัฐ มีกระทรวงการคลังถือหุ้น 100% มีทุนตั้งต้นประมาณ 1,000 ล้านบาท ส่วนรายได้ จะมาจากเงินปันผลของ 12 รัฐวิสาหกิจ เพื่อจัดการ งบประมาณดำเนินงานไม่เกิน 0.08% ของเงินปันผล หรือไม่เกิน 1 พันล้านบาท ส่วนที่เหลือ ก็นำส่งเป็นรายได้ให้กระทรวงการคลัง
          สำหรับ 12 รัฐวิสาหกิจที่ต้องมาอยู่ ภายใต้การกำกับดูแลของซูเปอร์โฮลดิ้ง เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ 5 แห่ง ประกอบด้วย บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท อสมท.จำกัด(มหาชน) ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ส่วนอีก 7 แห่งเป็น บริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ ประกอบด้วย บริษัท ทีโอทีจำกัด (มหาชน) บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) บริษัท ขนส่ง จำกัด บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด บริษัท ธนารักษ์ พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด บริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด และ บริษัท สหโรงแรมไทยและการท่องเที่ยว จำกัด