"อุตตม"หวังพลังคนไทยดันศก.-ยันไม่ทิ้งชาวบ้านในพื้นที่ เคาะร่างผังเมือง"อีอีซี"พ.ย.

 เผย'เมืองใหม่'อยู่รอบสถานีไฮสปีดรัศมี4กม.
          กรุงเทพธุรกิจ "อุตตม"หวังดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากพลังคนไทย ยืนยันอีอีซี ไม่ทอดทิ้งคนในพื้นที่ อธิบดีกรมโยธาฯ เผยร่างผังเมืองอีอีซีคลอดพ.ย.นี้ เผยแนวคิดเมืองใหม่อยู่รอบสถานีรถไฟฟ้าความเร็วสูงรัศมี 4 กม. ปรับพื้นที่เกษตรเสื่อมโทรมมาใช้ประโยชน์ พร้อมเปิดให้พื้นที่ให้อุตสาหกรรมใหม่ รองรับกิจการที่ไม่กระทบสิ่งแวดล้อม "คณิศ"เน้นพัฒนาฉะเชิงเทรา 4 ด้าน เล็งชง กพอ.เคาะ 4 เมกะโปรเจค 4 ต.ค.นี้
          หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ จัดสัมมนาหัวข้อ "EEC คนไทย..ได้อะไร@ฉะเชิงเทรา" โดยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและ ภาคเอกชนมาร่วมแสดงความเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาค ตะวันออก (อีอีซี) โดยเฉพาะใน จ.ฉะเชิงเทรา
          นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในการสัมมนาว่า การพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จะเป็นต้นแบบของการพัฒนา ทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนตามแนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ด้านพลังประชาชน ซึ่งจะเน้น 4 ด้าน ได้แก่ 1.การยกระดับเทคโนโลยี 2.การพัฒนาคน โดยเฉพาะแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ให้เพียงพอ ซึ่งจะพัฒนาร่วมกับภาคเอกชนให้มีทักษะกับแต่ละอุตสาหกรรม และทำงานร่วมกับเครื่องจักรอัตโนมัติ และหุ่นยนต์ได้ 3. สร้างสรรค์สิ่งแวดล้อม เพราะอุตสาหกรรมปัจจุบันไม่เน้นเรื่องการผลิตเพียงอย่างเดียว และต้องดูแลสิ่งแวดล้อมตามความต้องการของตลาดต่างประเทศ 4. ด้านสังคมจะเพิ่มในเรื่องรัฐสวัสดิการ
          "รัฐบาลจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา และสังคมให้ก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ปรับปรุงกระบวนการศึกษา การเรียนรู้ ให้ถูกทาง ร่วมกับสถาบันการศึกษาในชุมชน ซึ่งสถาบันการศึกษาต้องออกมาเจอภาคเอกชน คนไทยจะต้องสร้างเทคโนโลยีใหม่เองได้"
          นอกจากนี้ อีอีซี จะเชื่อมโยงกับเขตพัฒนาพิเศษภาคใต้ (เอสอีซี) ซึ่งจะมีการสร้างท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ที่ จ.ระนอง เพื่อให้เป็นประตูทางออก สินค้าของ อีอีซี ไปสู่ทะเลฝั่งตะวันตกไปสู่อินเดียและยุโรปต่อไป ซึ่งจะทำให้อีอีซีเชื่อมโยง ไทยไปสู่เวทีโลก ทั้งทะเลฝังตะวันออกและ ตะวันตก จากนั้นจะขยายไปยังภาคเหนือและ ตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อให้แต่ละภาคมีศูนย์กลางทางเศรษฐกิจใหม่ที่มีศักยภาพ
          ผังเมืองฉะเชิงเทราตอบโจทย์พื้นที่
          ส่วนการพัฒนาพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา รัฐบาล จะไม่เร่งรีบ จะหารือในรายละเอียดกับประชาชนในจังหวัด เพื่อออกแบบผังเมืองให้ตรงตามความต้องการ ซึ่งจะดำเนินการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และคณะกรรมการรจัดสรรพื้นที่ ซึ่งจะทำควบคู่กับการออกแบบผังเมือง ส่วนข้อร้องเรียนของชาวบ้าน ต.โยธกา ที่ไม่ต้องการเป็นพื้นที่เมืองใหม่ ได้แจ้งไปยัง สกพอ.แล้ว เพื่อประสานงานตามข้อเรียกร้อง
          ทั้งนี้ โครงการอีอีซี จะเข้าไปดูแลทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ การลงทุน การสร้างเมืองใหม่ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และการดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งสิ่งเหล่านี้อยู่ในกฎหมาย อีอีซีแล้ว ซึ่งจะดำเนินการทุกอย่างตามหลักการของกฎหมาย โดยสิ่งเหล่านี้เป็นของใหม่สร้างความกังวลใจให้กับคนพื้นที่บ้าง แต่รัฐบาล ขอยืนยันว่า อีอีซีจะไม่ทอดทิ้งธุรกิจและคนภายในพื้นที่อย่างแน่นอน
          นอกจากนี้ รัฐบาลจะสร้างความสมดุลให้กับเศรษฐกิจของประเทศ ลดการพึ่งพา การส่งออกที่มีสัดส่วนถึง 70%  ของ จีดีพี ไปสู่ การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจภายในประเทศ พัฒนาพื้นที่ต่างๆ ให้มีเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง รวมทั้งจะยกระดับการผลิตจากอุตสาหกรรมเดิมที่ประเทศอื่นๆ เข้ามาผลิตแข่งขันด้านราคา ไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งจะเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเหล่านี้ไปสู่เอสเอ็มอี และสร้างสตาร์ทอัพใหม่ๆในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ หากพัฒนาไปตามเป้าหมายนี้ ก็จะเป็นเกราะกำบังทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ไม่อ่อนไหวไปตามสถานการณ์โลก
          "รัฐบาลได้ออกนโยบายใหม่ๆเพื่อช่วย เหลือเอสเอ็มอีให้พัฒนาตัวเองไปในแนวทางเหล่านี้ โดยมีทั้งการอบรมพัฒนาด้านความรู้ และการสนับสนุนด้านการเงิน โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้จัดสรรแหล่งเงินทุน 3 หมื่นล้านบาท  เพื่อสนับสนุนให้เอสเอ็มอีปรับตัว ใช้เทคโนโลยียกระดับการผลิต มีอัตราดอกเบี้ยเพียง 1-3% ไม่ต้องคืนเงินต้นใน 7 ปี ซึ่งกองทุนนี้ได้ หมดลงแล้วและกำลังจะขอกองทุนก้อนใหม่จากรัฐบาล"
          เผยร่างแรกผังเมืองอีอีซี พ.ย.นี้
          นายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรม โยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่า ทำผังเมือง อีอีซี อยู่ระหว่างการดำเนินงานร่วมกับ สกพอ. โดยจะร่างผังเมืองอีอีซี ฉบับแรกภายในเดือน พ.ย.2561 จากนั้นจะรับฟังความคิดเห็นทุก ภาคส่วนเพื่อปรับปรุงผังเมือง และจะลงไป จัดทำผังเมืองระดับอำเภอให้ชัดเจนภายใน 1 ปี ซึ่งจะประกาศใช้ก่อนเดือน พ.ย.2562
          "เดือนพ.ย.ปีนี้ จะเห็นความชัดเจนของผังเมืองว่าจะมีการแบ่งโซนพัฒนาไปในทิศทางใดบ้าง พื้นที่ใดจะสร้างเป็นเมืองใหม่ พื้นที่ใดเป็นเขตอุตสาหกรรม โดยในขณะนี้ไม่อยากให้ภาคเอกชนเข้ามาเก็งกำไรที่ดิน เพราะทุกอย่างยังไม่ชัดเจน อาจแทงหวยผิดได้"
          สำหรับ จ.ฉะเชิงเทรา มีจุดเด่นในเรื่องความสมบูรณ์ของธรรมชาติ มีการทำเกษตรชั้นดี มีผลไม้ทีมีชื่อเสียง เป็นแหล่งปลูกข้าว และการประมง มีความหลากหลายจึงเหมาะ ที่จะสร้างเมืองน่าอยู่ สนับสนุนพื้นที่อุตสาหกรรมใน จ.ระยองและชลบุรี ให้อีอีซี และรองรับคนจากกรุงเทพที่จะเข้ามาทำงานในพื้นที่นี้ เป็นเมืองที่อยู่อาศัยชั้นดีที่สมบูรณ์แบบของอีอีซี ซึ่งเมืองใหม่นี้จะมีสวนสาธารณะ มีระบบกำจัดขยะ และน้ำเสียภายในพื้นที่ และมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆรองรับในทุกด้านโดยพื้นที่ที่เหมาะสมจะอยู่บริเวณสถานีรถไฟความเร็วสูงในรัศมีโดยรอบ 4 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 1 หมื่นไร่ ซึ่งในจำนวนนี้ 10% จะเป็นพื้นที่จัดหาประโยชน์ของรัฐบาล เพื่อนำเงินมาพัฒนาอีอีซี ซึ่งมองว่าพื้นที่ตรงนี้มีศักยภาพ หากรัฐบาลไม่เข้าไปทำอะไรผลประโยชน์ก็จะตกอยู่กับภาคเอกชน ที่จะเข้ามาจับจองพื้นที่
          ใช้ประโยชน์พื้นที่เกษตรเสื่อมโทรม
          ส่วนในพื้นที่อื่นได้มองไปพื้นที่การเกษตรที่ไม่เหมาะกับการทำเกษตรแล้ว ให้ผลผลิต ไม่คุ้มค่า ก็จะปรับพื้นที่เหล่านี้ไปเป็นการพัฒนาเมืองใหม่ หรือพื้นที่อุตสาหกรรมที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นอุตสาหกรรมการเกษตร ที่ไม่ก่อมลพิษ ซึ่งจะห้าม 12 อุตสาหกรรมหนักเข้ามาอยู่ใน จ.ฉะเชิงเทรา ส่วนพื้นที่อุตสาหกรรมที่จะขยายเพิ่ม จะเน้นในบริเวณนิคมอุตสาหกรรม และพื้นที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมเดิม เพราะมีความเหมาะสมที่จะขยายอุตสาหกรรมอยู่แล้ว แต่จะต้องเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่ก่อมลพิษ และไม่ใช่อุตสาหกรรมหนัก 12 ประเภท รวมทั้งจะพิจารณาปรับปรุงผังเมืองในพื้นที่ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีหนาแน่นให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรม ซึ่งหากเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่กระทบ ต่อสิ่งแวดล้อมก็จะขยายเป็นพื้นที่รองรับได้
          ขีดกรอบพัฒนาฉะเชิงเทรา4ด้าน
          นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) กล่าวว่า สกพอ.จะเป็นตัวกลางระหว่างรัฐบาลกับคนในพื้นที่ อีอีซี โดยเฉพาะในฉะเชิงเทรา จากการลงพื้นที่ได้มีความเห็นตรงกันว่าจะพัฒนา จ.ฉะเชิงเทรา ใน 4 ด้าน ได้แก่ 1.การเป็นเมืองที่มีความสงบไม่มีปัญหาด้าน สิ่งแวดล้อม 2.การเข้าไปช่วยแก้ปัญหาเดิมในพื้นที่ ที่หมักหมมมานานเช่นความเค็มของแม่น้ำบางปะกง แก้ปัญหาน้ำประปาไม่ได้คุณภาพ และปัญหาจราจร เป็นต้น 3. คนในพื้นที่ และธุรกิจใน จ.ฉะเชิงเทรา จะต้องได้รับประโยชน์จากการพัฒนาภายใต้โครงการอีอีซี ธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้น จะต้องเชื่อมโยงกับธุรกิจในพื้นที่ และ 4.การยกระดับไปสู่การเป็นเมืองการศึกษารองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่
          ทั้งนี้ ใน 1 ปี ครึ่งของการตั้ง สกพอ.ได้ทำ กฎหมายอีอีซี การวางแผนพัฒนาด้านการศึกษา รวมทั้งสนับสนุนด้านการเงิน เช่น การจัดหา งบพิเศษ 800 ล้านบาทให้กับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ เพื่อพัฒนาบุคลากรรองรับอีอีซี การ จัดทำแผนการท่องเที่ยว และการสนับสนุนงบ 600 ล้านบาท การผลักดันโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยง 3 สนามบิน
          สกพอ.เร่ง4โครงการภายในปีนี้
          โดยในระยะต่อไปจะเร่งผลักดันโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่เหลือ ซึ่งในวันที่ 4 ต.ค. จะมีการประชุมคณะกรรมการ อีอีซี จะนำโครงการเมืองการบินอู่ตะเภา โครงการท่อเรือมาบตาพุดเฟส 3 โครงการท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 และโครงการศูนย์ซ่อมสร้างอากาศยาน (เอ็มอาร์โอ) เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการฯ ซึ่งทั้ง 4 โครงการนี้ คาดว่าจะออกทีโออาร์ได้ภายในเดือน ต.ค.2561 โดยหลังจากผลักดันเรื่องโครงสร้าง พื้นฐานต่างๆ  เสร็จแล้ว จะเข้ามาผลักดันเรื่องการ พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อีอีซี
          นอกจากนี้ สกพอ.จะเป็นตัวกลางในพื้นที่ อีอีซี หากในท้องถิ่นใดในพื้นที่ อีอีซี มีโครงการพัฒนาที่เร่งด่วน ไม่สามารถผลักดันผ่านช่องทาง ตามปกติได้ ให้เข้ามาหารือกับสำนักงาน อีอีซี ซึ่งจะนำเรื่องเหล่านั้เสนอเข้า กพอ.พิจารณา ส่วนเรื่อง อ.วังน้ำเปรี้ยว ที่มีกระแสข่าวว่ามีนายทุนจะเข้ามาสร้างเมืองใหม่ ขอยืนยันว่ายังไม่เคยมีใครเข้ามาคุยในเรื่องเมืองใหม่นี้กับอีอีซี
          กสท.เร่งสมาร์ทซิตี้พื้นที่อีอีซี
          นายสมยศ ธนพิรุณธร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจและบริการ กลุ่มผลิตภัณฑ์ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การพัฒนาพื้นที่อีอีซีจะนำไปสู่การพัฒนาสมาร์ทซิตี้ในฉะเชิงเทรา  ชลบุรีและระยอง ซึ่งจะเป็นสมาร์ทซิตี้ที่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับความต้องการประชาชนและภาคธุรกิจในพื้นที่ เช่น ระบบอินเทอร์เน็ต โดยการพัฒนาสมาร์ทซิตี้เป็นแผนที่จะดำเนินการในทุกจังหวัดทั่วประเทศ แต่จะเน้นนำร่องในพื้นที่อีอีซีก่อน ซึ่งเมื่อพัฒนาได้เต็มรูปแบบเชื่อว่าจะตอบสนองความต้องการทุกฝ่ายและมีส่วนผลักดันเศรษฐกิจในพื้นที่ได้
          ผศ.ดร.ระพีพร ศรีจำปา คณบดีวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า การสอนนักศึกษาในมหาวิทยาลัยควรสอนให้รู้จักผลกระทบจากอีอีซีทั้งทางบวกและทางลบ โดยในปี 2562 วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์จะเปิดศูนย์การเรียนรู้อีอีซี เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการค้า การลงทุนให้กับคนในพื้นที่ โดยจะเป็นศูนย์รวมนักวิชาการและนักธุรกิจทั้งในและต่างประเทศที่จะมาถ่ายทอดองค์ความรู้ รวมทั้งจะเป็นการสร้างเครือข่ายเพื่อเตรียมความพร้อมเชิงรุกให้ผู้ประกอบการในพื้นที่

          บรรยายใต้ภาพ
          อีอีซีสัญจร : กรุงเทพธุรกิจเปิดเวทีสัมมนาสัญจร 4 จังหวัด "อีอีซี คนไทย ..ได้อะไร?@ฉะเชิงเทรา" โดยนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ปาฐกถาพิเศษ และนายสุวิทย์ คำดี ผู้ว่าราชการ จังหวัดฉะเชิงเทรา เปิดเผยข้อมูลสำคัญ พร้อมด้วยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ท่ามกลางประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมงานจำนวนมาก ที่โรงแรมซันธารา เวลเนส รีสอร์ท แอนด์ โฮเทล จ.ฉะเชิงเทรา วานนี้(27 ก.ย.)