คอลัมน์ สำนักข่าวรัชดา: ฟิวเจอร์ฟันด์..ฝันหวาน.!?

มีการนำเสนอผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 4.75-5.30% ของ “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย” (Thailand Future Fund : TFFIF) มีกำหนดเปิดจองซื้อกลางเดือนหน้านี้ หลังก.ล.ต.ใช้เวลาเพียงไม่กี่ช่วงข้ามคืนก็อนุมัติไฟลิ่งรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบกันไปแล้ว
          ไฮไลต์ “ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์” อยู่ที่ผลตอบแทน..ที่ระบุไว้ว่า มาจาก 45% ของรายได้ค่าผ่านทาง จากทางพิเศษฉลองรัชและทางพิเศษบูรพาวิถี (ระยะเวลา 30 ปี) จากรอบปีละ 4.75-5.30% จึงต้องมาดูละว่ามูลค่าระดมทุนเท่าไหร่..และรายได้จากค่าผ่านทาง 2 เส้นทางเท่าไหร่..จึงพอจะประเมินผลตอบแทนจริง ๆ มันเท่าไหร่กันแน่..!??
          จากนั้นจึงค่อยมาคิด “คุ้มค่า” ที่จะเข้าลงทุนเพื่ออนาคตตามชื่อกองทุนหรือไม่..!?
          ตัวเลขรายได้จาก 2 เส้นทางดังกล่าว พบว่า ปี 2560 (1 ต.ค-30 ก.ย.) มีรายได้ค่าผ่านทาง 4,672 ล้านบาท และงวด 9 เดือนแรกปี 2561 (1 ต.ค.-30 มิ.ย.) มีรายได้ค่าผ่านทาง 3,593 ล้านบาท และจากประมาณการเติบโตปีละ 4.7% ตัวเลขรายได้จากค่าผ่านทางปี 2561 (1 ต.ค.-30 ก.ย.) จะอยู่ที่ 4,892 ล้านบาท
          เมื่อคิดผลตอบแทนจาก 45% ของรายได้จากค่าผ่านทางดังกล่าว จากสมมุติฐานรายได้ปี 2561 ที่ 4,892 ล้านบาท ผลตอบแทนจะอยู่ประมาณ 2,210 ล้านบาท คราวนี้มาดูกันว่า..เมื่อมูลค่าระดมทุน 45,000 ล้านบาท เท่ากับว่าผลตอบเฉลี่ยจะอยู่ปีละ 4.91%
          ดูจากผลตอบแทนระดับดังกล่าว..จึงมีแรงจูงใจต่อการลงทุนไม่มากนัก (โดยเฉพาะทั่วไป) เพราะหากเทียบกับกองทุนโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ อาทิ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมดิจิทัล (DIF), กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน (JASIF), กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางราง บีทีเอสโกรท (BTSGIF) ที่มีผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 7-9% หรือแม้แต่กองทุนรวมวายุภักษ์ ก็มีผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 6%
          นั่นทำให้ “ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์” จึงเหมาะกับนักลงทุนสถาบันหรือบริษัทประกันซะมากกว่า..ความเสี่ยงจึงอยู่ที่ว่าสัดส่วนที่จัดสรรให้รายย่อย 60% จะขายได้หมดหรือเปล่า..!?
          เอาเถอะ..ทุกหน่วยช่วยกันทั้งผลักทั้งดันซะขนาดนี้..ขายไม่หมดก็ไม่รู้จะว่าไงแล้ว..!!??
          ..อิ อิ อิ..