"3 กระทรวง"ผนึกปักธง"ไซเบอร์พอร์ต"บนพื้นที่อีอีซี ไทยแลนด์

การที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงดีอี สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือดีป้า และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท ได้เยี่ยมชมการดำเนินงานของ "ฮ่องกง ไซเบอร์พอร์ต" เป็นองค์กรที่มีบทบาทในการส่งเสริมสตาร์ตอัพ และการบริการเทคโนโลยีทางการเงิน หรือฟินเทค บริหารงานโดยบรรษัทที่รัฐบาลฮ่องกงเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด
          จึงมีแนวคิดที่ไทยจะร่วมมือกับ "ฮ่องกง ไซเบอร์พอร์ต" ผลักดันให้เกิด "ไทยแลนด์ ไซเบอร์พอร์ต" ขึ้น ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)
          มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างนักธุรกิจพันธุ์ใหม่ ที่เติบโตบนพื้นฐานของนวัตกรรมและเทคโนโลยีให้เกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด
          เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้มากขึ้น เช่นเดียวกับการดำเนินการของ "ฮ่องกง ไซเบอร์พอร์ต" ที่จัดตั้งมา 15 ปี สามารถสร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่ๆ ที่เติบโตบนฐานของนวัตกรรมและเทคโนโลยี จนกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญของการขยายตัวทาง เศรษฐกิจ
          ทั้งนี้ ฮ่องกงมีความเชี่ยวชาญด้านการเงินและไอที โดย 23% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของฮ่องกง มาจากภาคส่วนทางการเงิน และหากฮ่องกงต้องการรักษาความเป็นผู้นำด้านการเงิน ต้องปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
          นำมาสู่การสนับสนุนฟินเทคและสตาร์ต อัพ และการจัดตั้งไซเบอร์พอร์ตของฮ่องกง
          มีวัตถุประสงค์มุ่งเน้นการผลักดันนวัตกรรมเทคโนโลยีแก่เยาวชน ผ่านการฝึกงาน และฝึกอบรม รวมทั้งมีพื้นที่ให้ความรู้แก่สตาร์ตอัพ ทั้งเปิดพื้นที่ทำงานร่วม หรือโคเวิร์กกิ้งสเปซ และเครือข่ายสตาร์ตอัพระหว่างประเทศ
          "ฮ่องกง ไซเบอร์พอร์ต" มีเนื้อที่ประมาณ 92,900 ตารางเมตร ตั้งอยู่บนเกาะฮ่องกง ถือเป็นศูนย์บ่มเพาะธุรกิจสตาร์ตอัพระดับแนวหน้าแห่งเอเชีย ได้ให้ความช่วยเหลือในการบ่มเพาะธุรกิจสตาร์ตอัพมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1,000 โครงการ ประกอบด้วยธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับด้านเทคโนโลยีทางการเงิน, การขนส่ง, โปรแกรมรับส่งข้อความ, โปรแกรมปัญญาประดิษฐ์, ความมั่นคงทางคอมพิวเตอร์, อาหาร, การศึกษา และการแพทย์ เป็นต้น
          ตัวอย่างบริษัทที่น่าสนใจ ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการของ "ฮ่องกง ไซเบอร์พอร์ต" อาทิ "Avatech Innovation Limited" เป็นบริษัทสตาร์ตอัพ ด้านการศึกษาของฮ่องกงที่ก่อตั้งในปี 2015 บริษัทแห่งนี้ได้สร้างสินค้าที่ชื่อ "เออาร์ แซนบ๊อก" ใช้เทคโนโลยี "ออคเมนเต็ดเรียลิตี้" หรือ "เออาร์" ในการฉายภาพภูมิประเทศลงบนกระบะทรายเพื่อจำลองพื้นที่เสมือนจริง
          เมื่อนักเรียนใช้มือก่อทรายเป็นภูเขาหรือขุดทรายเป็นร่องน้ำ ระบบ "เออาร์" จะปรับการฉายภาพให้สอดคล้องกับพื้นผิวของทรายในกระบะที่เปลี่ยนแปลงไปได้เสมือนจริง
          ในปัจจุบัน "เออาร์ แซนบ๊อก" ถูกนำมาใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนในวิชาธรณีวิทยาในสถาบันการศึกษาหลายแห่งในฮ่องกงและจีน ทั้งนี้ "ฮ่องกง ไซเบอร์พอร์ต" ยังถือเป็นชุมชนดิจิทัลที่มีสมาชิก ทั้งบริษัทข้ามชาติ อาทิ ไอบีเอ็ม, ไมโครซอฟท์, เลอโนโว และธุรกิจเอเอ็มอี ไปจนถึงธุรกิจสตาร์ตอัพ มุ่งเน้นการสร้างกลุ่มธุรกิจที่สำคัญ สำหรับเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อส่งเสริมการพัฒนาฮ่องกงให้กลายเป็น "สมาร์ตซิตี้"สำหรับการบ่มเพาะสตาร์ตอัพ ประกอบด้วย 3 โปรแกรมหลัก คือ 1.ผลักดันนวัตกรรมและเทคโนโลยีให้แก่เยาวชน จัดให้มีโปรแกรมอินเทิร์นชิป เพื่อฝึกงานและโปรแกรมทางด้านการศึกษาต่างๆ 2.จัดโปรแกรมบ่มเพาะผู้ประกอบการด้วยเวิร์กช็อปให้ความรู้ต่างๆ และเปิดพื้นที่ทำงานร่วม (โคเวิร์กกิ้งสเปซ) เพื่อเป็นชุมชนคนดิจิทัลโดยเฉพาะ และ 3.เปิดโอกาสให้สตาร์ตอัพจากทั่วโลกมาทำงานที่ฮ่องกง และช่วยเหลือสตาร์ตอัพฮ่องกง ในเรื่องของโอกาสทางธุรกิจระหว่างประเทศ และสนับสนุนในด้านเครือข่ายที่จะพบปะคนในวงการเดียวกัน
          นายพิเชฐกล่าวว่า "ไทยแลนด์ ไซเบอร์พอร์ต" เกิดขึ้นภายใต้การหารือร่วมกันระหว่าง 3 กระทรวง ประกอบด้วย กระทรวงดีอี กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
          สำหรับ "ไทยแลนด์ ไซเบอร์พอร์ต" คงยังไม่จำเป็นต้องมีการจัดตั้งในรูปแบบบริษัท แต่อาจจะเป็นในลักษณะที่หน่วยงานของรัฐอำนวยความสะดวกแก่ภาคเอกชนรวมถึง สตาร์ตอัพ ในการจัดสรรพื้นที่ให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์ รวมถึงรวบรวมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน อาทิ โคเวิร์กกิ้งสเปซ เมกกิ้งสเปซ และอุปกรณ์คล้ายห้องทดลองในมหาวิทยาลัย เป็นต้น
          ดังนั้น การบริหารจัดการต่างๆ จึงเอื้อประโยชน์สำหรับภาคเอกชน และสตาร์ตอัพ ที่ปัจจุบันเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ ในไทยแลนด์ ไซเบอร์พอร์ต จะมีผู้เชี่ยวชาญทั้งในระดับประเทศ และระดับโลก คอยให้คำแนะนำ อาทิ ความรู้เรื่องบล็อกเชน ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพื่อให้ภาคเอกชนและสตาร์ต อัพ สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจของตนเองต่อไป
          "ปัจจุบัน การผลักดันสตาร์ตอัพของประเทศไทย ยังกระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน นักลงทุนที่เข้ามาหรือสตาร์ตอัพต่างชาติไม่รู้ว่าจะเข้ามาอย่างไร อีกทั้งเรื่องสมาร์ทวีซ่า และเงินทุน ที่ยังมีความกระจัดกระจาย ฉะนั้น การมีไซเบอร์พอร์ตจะทำให้เป็นศูนย์รวม ซึ่งจะมีพื้นที่ให้มีเงินทุนจากต่างชาติให้ และศูนย์นี้จะมีความต้องการในตลาดให้สตาร์ตอัพได้คิดงานได้ตรงจุด ไม่ใช่คิดเอง โดยไม่รู้ว่าตลาดต้องการอะไร ทั้งนี้ หากไม่เร่งดำเนินการ สตาร์ตอัพไทยก็จะหนีไปเติบโตในต่างประเทศจนหมด ทั้งนี้ ที่ 'ฮ่องกง ไซเบอร์พอร์ต' ยังมีสตาร์ตอัพคนไทยอยู่ที่นั่นด้วย" นายพิเชฐกล่าวนายพิเชฐกล่าวว่า สำหรับจุดแข็งของ "ไทยแลนด์ ไซเบอร์พอร์ต" คือ การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ที่พร้อมเปิดรับสตาร์ต อัพจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงานในไทย อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญ คือ เรื่องของทรัพยากรธรรมชาติในประเทศที่มีความหลากหลาย ส่งผลให้ไม่ต้องเน้นการบริการเทคโนโลยีทางการเงิน หรือฟินเทค ไทยไม่เชี่ยวชาญเท่าประเทศอื่น และหันมาสนใจเรื่องเทคโนโลยีการเกษตร, เทคโนโลยีท่องเที่ยว หรือเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นต้น
          "ฮ่องกง ไซเบอร์พอร์ต" นำโดยนายจอร์จ แล้ม ประธานของฮ่องกง ไซเบอร์พอร์ต จะช่วยวางแผนการพัฒนา "ไทยแลนด์ ไซเบอร์พอร์ต" เพื่อพัฒนาสตาร์ตอัพไทย ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนใหญ่ๆ ในระดับสากล ทั้งนี้ ฮ่องกง ไซเบอร์พอร์ต มองว่าไทยสามารถเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน พร้อมทั้งมีกลุ่มสตาร์ตอัพคุณภาพที่สามารถพัฒนาให้เติบโตในระดับนานาชาติได้ โครงการดังกล่าวจึงถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับคนไทยที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยี และมีแนวคิดในการเริ่มทำธุรกิจสตาร์ตอัพที่น่าสนใจ แต่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและความช่วยเหลือในการเริ่มต้นประกอบธุรกิจ
          "หลังจากการหารือร่วมกับฮ่องกง ไซเบอร์พอร์ต คาดว่าจะเกิดความชัดเจนว่า 'ไทยแลนด์ ไซเบอร์พอร์ต' จะจัดตั้งอยู่ตรงส่วนไหนของพื้นที่อีอีซี คาดว่าโครงการจะสามารถขับเคลื่อนได้ภายในปีนี้ เป็นไปตามกรอบแนวคิดในการจัดตั้งที่ได้ดำเนินการจัดทำไว้เรียบร้อยแล้ว" นายพิเชฐกล่าวนายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) เปิดเผยว่า การหารือร่วมกับฮ่องกง ไซเบอร์พอร์ต จะเป็นการแลกเปลี่ยนความร่วมมือของสตาร์ตอัพไทยและฮ่องกง ในการปรับใช้รูปแบบการพัฒนาสตาร์ตอัพของไซเบอร์พอร์ตกับประเทศไทย นอกเหนือจากความร่วมมือกับ "ฮ่องกง ไซเบอร์พอร์ต" ไทยยังได้ร่วมมือกับเอกชนรายอื่นๆ จากต่างประเทศในการพัฒนาสตาร์ตอัพของไทย เพื่อการพัฒนาในหลายมิติ ซึ่ง "ฮ่องกง ไซเบอร์พอร์ต" มีความเชี่ยวชาญในด้านฟินเทค สามารถนำมาพัฒนาสตาร์ตอัพในภาคส่วนการเงินของไทยได้
          นอกเหนือจากด้านการเงินแล้ว ประเทศไทยยังต้องการสตาร์ตอัพด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสตาร์ตอัพด้านไอโอที ด้านหุ่นยนต์ ด้านการเกษตรอัจฉริยะ และด้านอุตสาหกรรมการบิน ดังนั้น ไทยจึงต้องร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาสตาร์ตอัพในหลายๆ ประเทศ
          "เราต้องสร้างกลุ่มสตาร์ตอัพตามอุตสาหกรรมของเรา และร่วมมือกับหลายองค์กร เพื่อให้สตาร์ตอัพมีเครือข่ายที่หลากหลายในการแมตชิ่งธุรกิจร่วมกับประเทศอื่น โดยแต่ละปีไทยสูญเสียดุลการชำระเงินด้านเทคโนโลยีมากกว่า 2 แสนล้านบาท ดังนั้น การเร่งพัฒนาสตาร์ตอัพจะช่วยให้ไทยสูญเสียดุลการชำระเงินด้านเทคโนโลยีลดลง" นายณัฐพลกล่าว--จบ--

          --มติชน ฉบับวันที่ 27 ก.ย. 2561 (กรอบบ่าย)--