"สมคิด" ไขลานกระทรวงดีอี

สั่งลงจากโพเดียมปั๊มผลงาน 5 เดือนก่อนเลือกตั้ง
          "สมคิด" บุกกระทรวงดีอีสั่งไขลาน 6 เรื่องใหญ่ต้องรีบทำในช่วง 5 เดือนก่อนเลือกตั้ง ทั้งเน็ตประชารัฐที่สร้างเสร็จแต่ยังใช้ฟรีได้แค่จุดเดียว สั่งไปหาวิธีให้บริการเคลื่อนที่เชื่อมโยงได้หมดพร้อมบี้ รมว.ดีอีลงจาก "โพเดียม" ลงไปล็อบบี้ทุกฝ่ายดันกฎหมาย7ฉบับของกระทรวงที่ยังค้างไม่คลอดสักฉบับออกมาให้ได้ ชี้เอกชนไปไกลแล้ว แต่ดีอีกลับยังไม่ขยับไปไหน
          นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยระหว่างการตรวจเยี่ยมและติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยได้เชิญผู้บริหารของค่ายมือถือทั้ง 3 ราย ได้แก่ บริษัทเอไอเอส ดีแทค และทรู เข้าร่วมรับฟังด้วยว่าในช่วงระยะเวลา 5 เดือน จากนี้จนถึงการเลือกตั้งขอให้กระทรวงดีอีเร่งขับเคลื่อนการทำงานให้มีผลงานออกมามากที่สุด แม้หลังการเลือกตั้งจะยังไม่รู้ว่ารัฐบาลอยู่หรือไป แต่ยังไงลูกน้องของตนก็ยังอยู่ยังพร้อมจะสานต่องานต่อไป
          ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงดีอีเร่งรัดงานสำคัญๆใน 6 เรื่อง ได้แก่ 1.ให้ผู้บริหารบริษัททีโอทีจำกัด (มหาชน) หรือ ทีโอที บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ แคท รวมทั้ง บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปลี่ยนวิสัยทัศน์การทำงานใหม่ และร่วมกันสร้างวิสัยทัศน์ให้งานที่ออกมาเป็นเชิงธุรกิจแบบอาลีบาบาและเท็นเซ็น ไม่ใช่คิดแต่เรื่องวางสาย ตั้งเสาโทรคมนาคมหรือการประมูล โดยเฉพาะในส่วนของทีโอทีและแคทที่จะต้องมีการควบรวมกิจการกันนั้นตนขอย้ำว่า ไม่ต้องรอให้ควบรวมก่อนแล้วค่อยคิดว่าจะทำอะไร ขอให้คิดตั้งแต่ตอนนี้เลย ประโยชน์ไม่ใช่เพื่อความอยู่รอดขององค์กร เพราะองค์กรอยู่รอดอยู่แล้ว แต่ถ้าอยู่แบบไม่มีผลงานจะอยู่ทำไม
          2.หาวิธีการทำให้ราคาอินเตอร์เน็ตถูกลงกว่าเดิม ขณะที่เน็ตประชารัฐที่ลงไปตามหมู่บ้านจะต้องไม่ใช่มีอยู่แค่จุดเดียวในหมู่บ้านต้องสามารถใช้มือถือเคลื่อนที่ไปต่อเชื่อมในจุดอื่นๆได้ด้วย   และตามที่กระทรวงดีอีระบุว่าจะสร้างการรับรู้เน็ตประชารัฐให้กับประชาชน 1 ล้านคน ก็ต้องไปหาวิธีการให้ได้ว่าจะทำได้ครบ 1 ล้านคนจริงและมีวิธีการอย่างไร เช่นร่วมกับกูเกิล หัวเว่ย เสี่ยวมี่ หรือมหาวิทยาลัยในการใช้วิธีการแบบใด เช่นจัดทำแอปพลิเคชันช่วยทำให้เด็กต่างจังหวัดสามารถใช้ระบบออนไลน์เพื่อการเรียนรู้ในด้านต่างๆ ทั้งด้านคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ เป็นต้น
          3.ให้เร่งลงทุนขยายความจุของเคเบิลใต้น้ำเพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของอาเซียนอย่างรวดเร็ว ได้แก่ ขยายวงจรเชื่อมประเทศเพื่อนบ้าน 2,300 GB และขยายความจุเคเบิลใต้น้ำ 1,770 GB ตลอดจนร่วมลงทุนในระบบใหม่ตามแผนที่กำหนดไว้ในปี 2561 และ 2562 4.ให้นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดีอี เร่งติดตามความคืบหน้าร่างกฎหมาย 7 ฉบับ ของกระทรวงดีอีจากคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยต้องลงไปไล่จี้ตามงานด้วยตนเองไม่ใช่รอให้หน่วยงานมาจี้รวมทั้งให้หาทางล็อบบี้ทุกฝ่ายเพื่อให้กฎหมายออกมาให้ได้เพราะเวลา 5-6 เดือน สำหรับตนเองนั้นถือว่ามีมากเหลือเฟือ
          5.ให้เร่งหาผู้ที่จะมาร่วมลงทุนในดิจิทัลพาร์คไทยแลนด์และเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซีไอ) ให้ได้มากที่สุดก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง โดยให้กำหนดเป้าหมายในแต่ละประเทศมาให้ชัดเจนว่าต้องการจะไปดึงบริษัท มหาวิทยาลัย หรือสถาบันใดเข้าร่วม ไม่ว่าจะจากจีน ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมทั้งให้เร่งผลักดันให้เกิด "ไทยแลนด์ไซเบอร์ พอร์ต" ให้ได้ โดยเฉพาะการร่วมกับไซเบอร์ พอร์ตของฮ่องกง เพื่อให้เกิดสตาร์ตอัพและนำภาคการผลิต ทั้งการเกษตรและการท่องเที่ยวที่จะมาใช้ประโยชน์ "ตรงนี้ผมอธิบายมา 3-4 ปี แล้วยังไม่เกิดก็รู้สึกเหนื่อย"
          6.การสร้างให้เกิดบิ๊กดาต้า ที่กระทรวงดีอี ต้องเข้าไปช่วยกระทรวงต่างๆ ดูวิธีการทำ เพราะขณะนี้ภาคเอกชนไปไกลแล้ว ทั้งเอไอเอส ดีแทค และทรู โดยเฉพาะทรูนั้นจะทำธุรกิจธนาคารแล้ว ซึ่งทำไม่ได้เลย หากไม่มีบิ๊กดาต้าเช่นเดียวกับอาลีบาบาที่จะทำธนาคารเช่นกัน ขณะที่ประเทศไทยยังไม่รู้จะทำอย่างไร กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ มีข้อมูลจำนวนมาก หากทำเป็นบิ๊กดาต้า จะสามารถนำไปขายได้มูลค่ามหาศาล แต่ปัญหาคือยังไม่มีหรือกระทรวงดีอีอาจเลือกเข้าไปช่วยในบางหน่วยงานก่อนก็ได้ เพราะตราบใดที่บิ๊กดาต้า ยังไม่เสร็จ ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ก็ไม่มีความหมาย "ในเรื่องนี้ถ้าทำต่อเนื่องไปสัก 2 ปี ประเทศไทยจะไปได้ไกล ซึ่งที่มาพูดทั้งหมดนี้ไม่มีเจตนาทำให้ลำบาก แต่กระทรวงนี้มีความสำคัญ ทำอะไรขอให้เกิดผล ขอให้ทำตัวใหญ่ให้เขากลัวเราและร่วมมือกับเรา".
--จบ--

          --ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 26 ก.ย. 2561 (กรอบบ่าย)--