สหรัฐรุกธุรกิจดิจิทัลไทยรับลงทุนเชื่อมเอเชีย

หอการค้าไทยร่วมมือกับหอการค้าสหรัฐ จัดสัมมนา "The NEW digital Economy Creating Thailand-U.S. Commercial Opportunities โดยมีเอกชนสหรัฐเข้าร่วม 300 ราย เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นการลงทุนด้าน The NEW digital Economy
          กรุงเทพธุรกิจ นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ปี 2561 เป็นปีที่ไทยและสหรัฐฉลองครบรอบ 185 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต และฉลอง 200 ปี ความสัมพันธ์มิตรภาพฉันมิตรของประชาชน 2 ฝ่าย โดยที่ผ่านมาบริษัทสหรัฐมาลงทุนในไทยจำนวนมากมูลค่ามากกว่า 60,000 ล้านดอลลาร์ และส่งเสริมการจ้างงานในไทยมากกว่า 100,000 ตำแหน่ง และ ปี 2560 บริษัทสหรัฐได้รับส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) รวม 33 โครงการ และคาดว่าการลงทุนจากสหรัฐจะเพิ่มขึ้นอีกมากในอนาคต
          ทั้งนี้ ไทยกำลังขับเคลื่อนเข้าสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) ผ่านการเชื่อมโยง และผ่านเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ รวมทั้ง การพัฒนากลยุทธ์และวิธีการดำเนินธุรกิจ ภายใต้ความร่วมมือของภาครัฐและ ภาคเอกชนไทย ผ่านโครงการสำคัญ 1.การขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐที่เป็น ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน 2.การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) 3.การอำนวยความสะดวกในการดำเนิน ธุรกิจของชาวต่างชาติ 4.การขับเคลื่อน นโยบายประเทศไทย 4.0
          นอกจากนี้ ประเทศไทยมีการพัฒนาโครงการลงทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ การปฏิรูปกฎระเบียบและกฎหมาย ที่มีความเกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐกิจให้เกิดความสอดคล้องกับการสร้างเสริมความก้าวหน้าทางการค้า การลงทุน รวมทั้ง การพัฒนามาตรการทางสังคมของทั้ง สองประเทศด้วย โดยหอการค้าไทยพร้อมทำงานร่วมกับหอการค้าสหรัฐอย่างใกล้ชิดในทุกโครงการที่เป็นประโยชน์
          การสัมมนาครั้งนี้ได้มีการลงนาม ความร่วมมือระหว่างไทย-สหรัฐรวม 2 ฉบับ เป็นความร่วมมือระหว่างหอการไทยและหอการค้าสหรัฐในการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลให้มีการใช้แพร่หลายมากขึ้น โดยหอการค้าสหรัฐต้องการให้เราเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรที่มีทักษะเพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงรองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
          "ประเทศไทยกำลังเนื้อหอมมาก นักลงทุน ต่างประเทศอยากมาลงทุนมาก เนื่องจากเราเปิดกว้างและมีความพร้อมทั้งโครงการสร้างพื้นฐาน และนโยบายของรัฐบาล ที่สำคัญสามารถเชื่อมโยงออกไปยังประเทศเอเชียใต้ ด้วย" นายกลินท์ กล่าว
          นายกลินท์ กล่าวว่า การสัมมนาในครั้งนี้ ได้คาดการณ์ถึงการจ้างงาน ซึ่งการจ้างงาน ในประเทศไทยกว่า 72% จะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ ซึ่งแนวโน้มการพัฒนาประเทศในแนวทางเศรษฐกิจดิจิทัลจะเพิ่มมากขึ้น โดยอุตสาหกรรมดิจิทัลจะ มีมูลค่าสูงถึง 738 ล้านดอลลาร์ และมีอัตราเติบโตสูงถึง 11% คาดว่ามูลค่าการค้า ในตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยจะสูงถึง 11,100 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2568
          ทั้งนี้ในวันที่ 25 ก.ย.หอการค้าไทยจะนำคณะหอการค้าสหรัฐเข้าพบ พล.อ.ประยุทธิ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล
          นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของโลกย้ายมาอยู่ในเอเชียแล้ว โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ในอาเซียนที่จีดีพีขยายตัวสูง 5-8% ทุกประเทศ เช่น ลาว กัมพูชา เมียนมาและเวียดนาม และถ้ารวมบังกลาเทศจะทำให้ตลาดภูมิภาคนี้มีประชากรถึง 800 ล้านคน ดังนั้นอาเซียนจึงเป็นตลาดที่ไม่ควรมองข้าม และมีโอกาสเติบโตได้มาก เห็นได้ชัดจากการที่จีนประกาศยุทธศาสตร์ One Belt One Road เพื่อเชื่อมเอเชียสู่โลก โดยสร้างถนนและรถไฟเชื่อมต่อประเทศจีนกับอาเซียนที่มีประชากรรวม 650 ล้านคน
          นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ขณะที่ ประเทศไทยนั้นมีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลางการค้าและเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยรัฐบาลไทย กำหนดนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และโครงการ EEC เพื่อเตรียมการรองรับ New Economy และยังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาคทั้งรถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่ รวมถึงการพัฒนาสนามบิน
          นอกจากนี้ ประเทศไทยได้มีการเจรจาเปิดเขตการค้าเสรีกับหลายประเทศ รวมทั้งได้แก้ไขระเบียบต่างๆที่เป็นอุปสรรคทางการค้าทั้งด้านศุลกากรการอำนวยความสะดวก การขอใบอนุญาตการทำงานประเทศไทย และประเด็นอื่นอีกหลายประเด็น "ที่สำคัญรัฐบาลกำลังดำเนินการแก้ไขที่เกี่ยวเทคโนโลยีดิจิทัลจำนวน 5 ฉบับเพื่อสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยขณะนี้รัฐบาลได้ลงทุนติดตั้งระบบอินเทอร์เน็ตทุกหมู่บ้านสำหรับผู้มีรายได้ น้อยจำนวน 11 ล้านคน เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ทั้งนี้เพื่อผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนในภูมิภาค ดังนั้นการเข้ามาลงทุนในไทยช่วงนี้ จึงการันตีได้ถึงความเจริญรุ่งเรืองที่จะเกิดขึ้น ในอนาคตอย่างแน่นอน" ทั้งนี้และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำให้เป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่กว่า 800 ล้านคน  ส่งผลทำให้นักลงทุนสหรัฐให้ความสนใจ โดยสามารถใช้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เชื่อมโยงกับจีนและอินเดียได้ และจากการรับฟังพบว่านักลงทุนสหรัฐมีความสนใจและมั่นใจที่จะลงทุนกับประเทศไทย โดยสถานการณ์ทางการเมืองไม่ได้เป็นปัจจัยกดดัน รัฐบาลไทยได้แจ้งถึงกระบวนการการเลือกตั้งและสามารถเดินหน้าได้ตามโรดแมพทำให้สหรัฐลดความกังวลและพร้อมที่จะลงทุน มากขึ้น ซึ่งไทยจะใช้ จุดแข็งต่างๆที่มีเป็นแรงดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย
          นายสนธิรัตน์ สนธิจริวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การค้าด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ถือเป็นเทรนด์ใหม่ของโลก ซึ่งการที่หอการค้าไทยและสหรัฐมาร่วมพูดคุยกันก็จะถือเป็นประโยชน์ต่อทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งจากการพูดคุยกับทางหอการค้าสหรัฐ นั้นทางหอการค้าฯได้แสดงความชื่นชมต่อการทำงานของไทย และ เชื่อมั่นในประเทศไทยที่จะเข้ามาลงทุน  "นักธุรกิจสหรัฐไม่ได้กังวลต่อสถานการณ์การเมืองของไทย แต่ต้องการให้ไทย ขจัดอุปสรรค ข้อจำกัดต่างๆเพื่อให้ ความร่วมด้านการค้าเป็นไปอย่างราบรื่น ขณะที่ปัญหาสงครามการค้าสหรัฐและจีน ตนได้ฝากบอกทางหอการค้าสหรัฐว่า  อยากให้สะท้อนข้อมูลและปัญหาที่เป็น ข้อกังวลใจอาจที่เกิดขึ้นในอนาคตกับให้ทางสหรัฐทราบ"
          นางสาวมิช กอร์ หัวหน้านโยบายภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอร์บีเอ็นบี ผู้ประกอบการให้เช่าที่พักอาศัยชั่วคราว กล่าวว่า แนวโน้มคนรุ่นใหม่จะทำธุรกิจส่วนตัวมากขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนของอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกกว่า 10% ของจีดีพีมาจากการท่องเที่ยว สูงกว่ารายได้น้ำมันทั่วโลกหรือมากกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ โดยการขับเคลื่อนสำคัญจะมาจากเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน ที่พัฒนามาจากพฤติกรรม ผู้บริโภค ทำให้เกิดโมเดลธุรกิจใหม่ๆ เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่พักอาศัย การบิน และการท่องเที่ยว ซึ่งแนวโน้มการเติบโต ของเศรษฐกิจไทยก็มาจากการท่องเที่ยวเช่นกัน

          บรรยายใต้ภาพ 
          นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายจอห์น โก่เย่ ผู้อำนวยการบริหารโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หอการค้าสหรัฐ ลงนามความร่วมมือ 2 ฉบับ คือ การตั้ง คณะกรรมการส่งเสริมเศรษฐกิจและธุรกิจไทย-สหรัฐ และความร่วมมือส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างไทย-สหรัฐ