"JAS หุ้นเก็งกำไรตามจังหวะ"

By สิปปกร ขาวสอาด

          การปรับขึ้นของดัชนีตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องมาหลายวัน ที่มาพร้อมปริมาณการซื้อขายที่หนาแน่น หลังความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับมา ต้องยอมรับว่าขณะนี้อารมณ์ของนักลงทุนพร้อมลุยลงทุนด้วยความคาดหวัง การขับเคลื่อนของตลาดหุ้นในภาพรวมที่จะได้เห็นหลายสิ่งหลายอย่างที่จะดีขึ้น หลังปี่กลองการเมืองได้เริ่มบรรเลงแล้ว การลงทุนในตลาดหุ้นจึงดูคึกคักเต็มไปด้วยความหวังเชิงบวก
          ในที่สุดแล้วสิ่งที่จะขับเคลื่อนตลาดอย่างแท้จริงซึ่งหนีไม่พ้นในเรื่องของปัจจัยพื้นฐานของตลาดนั้นเอง ว่าจะแข็งแกร่งมั่นคง มีปัจจัยหนุนนำและมีอนาคตที่สดใสอย่างที่นักลงทุนต่างพากันคาดหวังในขณะนี้หรือไม่
          JAS หรือ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) กลับมาเป็นที่สนใจของนักลงทุนอีกครั้ง หลังราคาหุ้นมีการปรับขึ้นต่อเนื่อง จากระดับแถว 5.15 บาทขึ้นมา 5.80 บาทเพียงไม่กี่วันก่อนหน้า คาดว่าแรงซื้อเก็งกำไรในตัวหุ้น JAS รอบนี้น่าจะมาจาก คาดการณ์ว่า JAS จะสามารถขายสินทรัพย์มูลค่า 50,000-70,000 ล้านบาท ให้กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต หรือ JASIF ในเดือน ต.ค. นี้
          นอกจากนี้ JAS ยังมีฐานะผู้เช่าหลักและเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน JASIF อีกด้วย  ถ้าหากว่าการขายสำเร็จจะมีการบันทึกกำไรพิเศษจำนวนมากและที่สำคัญคาดว่าจะมีการจ่ายปันผลพิเศษออกมาในระดับสูง ซึ่งที่ผ่านมา JAS เองมักจะจ่ายอยู่เป็นประจำเมื่อมีการบันทึกกำไรพิเศษ
          ที่จริงก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่หรอกครับ เพราะที่ผ่านมา JAS ยังไม่ได้มีความต้องการใช้เงินเพื่อลงทุนเป็นจำนวนมาก จึงเกิดการจ่ายปันผลงามๆ ได้ในช่วงที่ผ่านมา และครั้งนี้ก็คงเป็นอีกครั้งที่น่าจะจ่ายปันผลได้งดงามเช่นเดียวกันทำให้นักลงทุนเข้ามาเก็งกำไรด้วยคาดหวังสิ่งที่ว่านี้ละครับ
          หากพิจารณาถึงปัจจัยพื้นฐานของ JAS เองที่วันนี้ ที่ธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ที่สร้างรายได้เป็นสัดส่วนมากที่สุดกว่า 90% ของธุรกิจที่ JAS ดำเนินการอยู่ ที่ผ่านมาผลประกอบการของ JAS ค่อนข้างผันผวนอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวครับ หากช่วงไหนปีไหนมีการขายสินทรัพย์เข้ากอง JASIF ผลประกอบการก็จะเติบโตก้าวกระโดดและจ่ายปันผลพิเศษออกมาอย่างที่ว่าเป็นประจำ
          โดยในไตรมาส 2/61 JAS แจ้งมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 3,644 ล้านบาท เทียบกับไตรมาส 2/60 ซึ่งมีกำไรสุทธิที่ 552 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,092 ล้านบาท คิดเป็นเพิ่มขึ้นถึง 560% เป็นผลมาจากกำไรจากการขายเงินลงทุนใน JASIF จำนวน 3,650 ล้านบาท ทำให้กำไรจากการดำเนินงานเป็น 4,242 ล้านบาท
          ในขณะที่ธุรกิจหลักยังมีแนวโน้มเติบโตขึ้นตามภาวการณ์ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และ JAS ค่อนข้างได้เปรียบรายอื่นๆ เนื่องจากมีฐานลูกค้าอยู่เป็นจำนวนมากจากการเป็นผู้ให้บริการด้านนี้มาก่อน
          แต่ภาวะการแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้ เริ่มรุนแรงขึ้นหลังผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่ได้มีการประมูลใบอนุญาตสัมปทานคลื่น 4G มาเมื่อ 2-3 ปีก่อน ที่ JAS เองก็เข้าประมูลและชนะการประมูลแต่สละไม่เอาใบอนุญาตที่ประมูลได้ จนเป็นที่ฮือฮาในครั้งนั้น จนนำมาสู่การถูกแบน หรือห้ามเข้าประมูลคลื่น 1800 MHz ครั้งล่าสุดที่ผ่านมา
          โดยที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ JAS ทำมาก่อนหน้าทั้งการไม่เอาใบอนุญาตที่ประมูลมาได้ จะเป็นการเสียโอกาสในการขยายฐานลูกค้า หรือจะต้องสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดไปให้กับคู่แข่งหรือไม่ เพียงแค่ไม่ต้องแบกรับภาระค่าใบอนุญาตที่ประมูลกันในราคาที่สูงมาก รวมไปถึงไม่ต้องลงทุนอีกจำนวนมหาศาล จนเป็นที่มาในการที่สามารถจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้ครั้งละมากๆ
          ปัจจุบันราคาหุ้น JAS เองมีความเคลื่อนไหวที่หวือหวา และนักลงทุนมักจะเข้ามาเก็งกำไรเป็นรอบๆ ไป ตามประเด็นข่าวสารปัจจัยกระทบเฉพาะตัว ด้วยราคาหุ้นที่ยังไม่แพงมาก จากค่า พี/อี ที่ระดับเพียง 7.6 เท่า แถมยังจ่ายปันผลงามมากๆตัวหนึ่งอีกด้วย
          ทั้งนี้ ปัจจัยที่นำมาเป็นประเด็นเรื่องการขายสินทรัพย์เข้า JASIF 5-7 หมื่นล้านบาทนั้น แต่เรื่องยังคงอยู่ในกระบวนการว่าจะสำเร็จเมื่อใด นับว่าเป็นความเสี่ยงที่ต้องระวังเช่นกัน แม้ที่ผ่านมาราคาหุ้น JAS มักจะมีการเข้ามาเก็งกำไรในประเด็นดังกล่าวมาหลายครั้งแล้วก็ตามครับ