"กองทุน-ต่างชาติ"ลุยซื้อหุ้นทะยาน38จุด ธุรกิจเชื่อมั่นพุ่งรับ"เลือกตั้ง"

 "สมคิด"มั่นใจสถาบันจัดอันดับ ปรับเรทติ้งไทยขึ้น
          กรุงเทพธุรกิจ หุ้นนักลงทุนโดดเก็งกำไร ดัน "หุ้นไทย" พุ่ง 38 จุด ขณะต่างชาติหวนซื้อสุทธิ 2 พันล้าน ดัน "บาท" แข็งอันดับ 2 ในภูมิภาค เชื่อขานรับข่าวความชัดเจนการเลือกตั้ง "สมคิด" มั่นใจสถาบันเครดิตจ่อปรับเรทติ้งไทยขึ้น ด้าน ส.อ.ท.ชี้หากการเมืองมีเสถียรภาพ ดึงภาพรวมการลงทุนเพิ่ม "หอการค้า" ชี้ต่างชาติเชื่อมั่นลงทุนไทยมากขึ้น  หวังรัฐบาลใหม่สานต่ออีอีซี
          โดยตลาดหุ้นไทยวานนี้(13ก.ย.) ปิดตลาดที่ 1,717.96 จุด เพิ่มขึ้น 38.57 จุด คิดเป็น 2.3% มูลค่าการซื้อขาย 78,999.34 จุด ขณะที่นักลงทุนต่างชาติกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิจำนวน 2,007.13 ล้านบาท หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทยอยขายสุทธิมาต่อเนื่อง ส่วนนักลงทุนสถาบันในประเทศมียอดซื้อสุทธิถึง 11,481 ล้านบาท ขณะที่เงินบาท ปิดตลาดวานนี้ที่ 32.60 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นราว 0.34% โดยแข็งค่าเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาครองจากเงินวอนเกาหลีใต้
          นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปรับตัวขึ้นของ ดัชนีหุ้นไทยในวานนี้ สะท้อนพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของไทย แต่ที่ผ่านมานักลงทุนอาจกังวลการเมืองและการเลือกตั้งจึงทำให้ราคาหุ้นถูกกดไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเมื่อทุกอย่างมีความชัดเจนมีกฎหมายที่ออกมาแล้วก็ทำให้ความกังวลตรงนี้คลายลงไป และเชื่อว่าอีกไม่นานสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะทยอยปรับเรทติ้งของไทยเพิ่มขึ้น
          นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการ ลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่านักลงทุนต่างชาติ จะพิจารณาปัจจัยหลายด้านในการ เข้ามาลงทุนในไทย โดยเฉพาะปัจจัย เศรษฐกิจเป็นสำคัญเพราะเป็นการลงทุนระยะยาวมากกว่า 1-2 ปี ซึ่งที่ผ่านมานักลงทุนที่ติดต่อกับบีโอไอได้สอบถามการเมืองของไทยน้อยมาก แต่มองว่าการเลือกตั้งที่ชัดเจนจะส่งผลในแง่ดีต่อการตัดสินใจของนักลงทุน
          ส.อ.ท.หวังเสถียรภาพการเมือง
          นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การเลือกตั้งที่ชัดเจนจะส่งผลบวกต่อความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติต่อการลงทุนในไทยมากขึ้น และหากมีการเลือกตั้งในปี 2562และเป็นไปตามกติกาไม่มีปัญหาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ก็จะทำให้ทั้งต่างชาติและผู้ประกอบการภายในประเทศตัดสินใจลงทุนมากขึ้น เพราะการเลือกตั้งเป็นกติกาสากลที่ทุกชาติยอมรับ
          ส่วนความกังวลเรื่องความต่อเนื่อง ของนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) คาดว่ารัฐบาลต่อไปจะสานต่อ เพราะเป็นโครงการที่ดีทำให้เศรษฐกิจไทยขยาย ต่อเนื่อง รวมทั้งโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในอีอีซีจะลงนามร่วมลงทุนกับเอกชนก่อนการเลือกตั้ง ก็จะเดินหน้าต่อไปตามแผนที่กำหนด จึงไม่ห่วงในเรื่องความไม่ต่อเนื่องของอีอีซี
          หอการค้าชี้เพิ่มเชื่อมั่นต่างชาติ
          นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่าเมื่อมีความชัดเจนว่าจะมีการเลือกตั้งแน่นอนในต้นปี 2562 ทำให้นักธุรกิจต่างชาติมั่นใจมากขึ้นในการเข้ามา ลงทุนในไทย จากเดิมที่นักธุรกิจมั่นใจ เมื่อเห็นดัชนีต่างๆดีขึ้น เช่น ดัชนีความ เชื่อมั่นผู้บริโภคที่สูงสุดในรอบ44 เดือน และเมื่อมีความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง จะยิ่งสร้างความเชื่อมั่นเพิ่มมากขึ้นรวมทั้งไทยมีหลายปัจจัยที่ทำให้นักธุรกิจต่างชาติเข้ามาลงทุนโดยเฉพาะอีอีซี และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ลงทุนได้ตามวางแผนไว้
          "หลังการเลือกตั้งได้รัฐบาลชุดใหม่ซึ่งจะเป็นพรรคไหน ใครเป็นนายกฯก็อยากให้สานต่อนโยบายของรัฐบาลชุดเก่าที่มีประโยชน์เพื่อเศรษฐกิจขับเคลื่อนต่อไปได้ และขอให้แก้ไขกฎระเบียบหรือกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนด้วย"
          คาดเลือกตั้งกระตุ้น4หมื่นล้าน
          นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า คงต้อง ติดตามแม้จะมีวันเลือกตั้งที่ชัดเจนแล้ว แต่ต้องดูว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปลดล็อกมากน้อยแค่ไหน แต่เชื่อว่าช่วงใกล้เลือกตั้งจะมีเงินสะพัดต่อการเลือกตั้ง 30,000-40,000 ล้านบาท เป็นการสร้างความเชื่อมั่นทั้งคนในประเทศและ ต่างประเทศจะดึงการลงทุนด้านต่าง ๆ กลับมาดีขึ้นได้
          นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ผู้ส่งออกไม่สนว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรและพรรคใดจะเป็นรัฐบาลแต่จะมองถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก เพราะทางเอกชนก็ต้องร่วมมือทำงานกับรัฐบาลอยู่แล้ว โดยเฉพาะมาตรการการส่งเสริมการส่งออก
          ส่วนการเลือกตั้งที่ชัดเจนขึ้นจะช่วยให้ตลาดต่างประเทศมั่นใจประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาไทยไม่ได้มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งเป็นเงื่อนไขให้บางประเทศไม่เปิดตลาดและทำให้การเจรจาการค้าหยุดชะงัก แต่โชคดีที่ไทยมีข้อตกลงการค้าเสรีกับหลายประเทศทำให้การส่งออกไม่สะดุด
          "ไอที"คาดส่งผลเชิงบวก
          นายวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิสโก้ ประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน กล่าวว่า ในมุมของ ภาคเอกชนคาดว่าจะส่งผลเชิงบวก อย่างแน่นอน เนื่องจากอย่างน้อยได้เห็นว่าภาครัฐมีความชัดเจนว่าจะเดินหน้าไปในทิศทางใด อีกทางหนึ่งกระตุ้นให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามาในประเทศมากขึ้น เหตุเพราะนักลงทุนต่างชาติมักมองเรื่องนี้เป็นเรื่องหลักเมื่อต้องตัดสินใจ และต้องยอมรับว่าที่ผ่านมามีบางส่วนที่ชะลอการลงทุนออกไปบ้าง
          อย่างไรก็ดีเชื่อว่าบรรยากาศโดยรวมจะเป็นบวกมากขึ้นทันที ทว่ายังต้อง จับตามองช่วงระหว่างรอยต่อของการ เปลี่ยนผ่านรัฐบาล เพราะอาจมีบาง โครงการที่ต้องชะลอหรือพักไปก่อนเพื่อรอความชัดเจนจากรัฐบาลใหม่ แต่ทั้งนี้เบื้องต้นได้เห็นว่ารัฐบาลปัจจุบันพยายามเร่งโครงการที่ประกาศไว้ ที่เหลือต้องรอดูว่ารัฐบาลใหม่จะทำอย่างไรให้เกิดความต่อเนื่องกันไป
          ปัจจุบัน การลงทุนไอทีในประเทศไทยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ขับเคลื่อนโดยอุตสาหกรรมการเงินการธนาคาร ที่น่าสนใจภาคการผลิตกำลังเร่งปรับตัวโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยเสริมศักยภาพธุรกิจภาครัฐเองเร่งลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที ที่ยังช้าอยู่คือบริษัทขนาดกลางและเอสเอ็มอี
          คาดเลือกตั้งดันกำลังซื้อคึก
          นายเขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หากมีการเลือกตั้งเศรษฐกิจ และกำลังซื้อคาดว่าจะมีความคึกคักมากขึ้น เนื่องจากจะมีเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก ประกอบกับช่วงต้นปีเป็นช่วงที่มีเทศกาลหรือเฟสทีพ ภาคธุรกิจมีการใช้จ่ายเงินเพื่อทำการตลาด กระตุ้นยอดขายและกำลังซื้อผู้บริโภคอยู่แล้ว
          โบรกชี้ต่างชาติจับตาปลดล็อกการเมือง
          นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์(บล.) ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) กล่าวว่านักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งค่อนข้างมาก สะท้อนได้จากแรงซื้อที่เริ่มพลิกกลับมาเป็นบวก ซึ่งหลังจากเรื่องการจัดวันเลือกตั้งมีสัญญาณที่ดีขึ้นตามลำดับ ถัดไปสิ่งที่ต่างชาติจับตามองก็คือการปลดล็อกกิจกรรมทางการเมืองต่อไป
          ทั้งนี้บริษัทยังคาดการณ์ว่าดัชนีฯหุ้นไทยช่วงสิ้นปีนี้มีโอกาสแกว่งตัวขึ้นในกรอบ 1,800-1,900 จุด เนื่องจากเชื่อว่ายังมี อีเวนท์ใหญ่ๆของไทยที่จะทยอยตามมาอีก 3-4 เรื่อง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนภาวะตลาดหุ้นไทยให้ปรับตัวดีขึ้น อาทิ การลงทุนของภาครัฐฯ และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่เริ่มดูดีขึ้น ขณะที่ในส่วนของปีหน้าคาดว่าดัชนีฯมีโอกาสแตะระดับ 2,000 จุดได้
          "จากการได้พบกับนักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ให้คำชมกับประเทศไทยค่อนข้างมาก โดยมองว่าเรามีเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตดีและมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีการเกิดดุลบัญชีเดินสะพัด มีหนี้สินต่างประเทศที่ต่ำและมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศระดับสูง จึงส่งผลให้ค่าเงินบาทดูมีเสถียรภาพมาก เห็นได้จากทิศทางค่าเงินบาทที่ยังแข็งค่าอยู่"
          นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมธุรกิจและกำกับดูแลโกลบอล มาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า จากปัจจัยเชิงบวกภายในประเทศ มีโรดแมพเลือกตั้ง และภายนอกจาก ระหว่างสหรัฐกับจีนอาจเปิดโต๊ะเจรจาการค้า อีกรอบ ส่งผลให้ค่าเงินบาทวานนี้ (13 ก.ย.) ปรับตัวแข็งค่าในช่วงเช้าและเป็นจุดแข็งค่าสูงสุดที่ระดับ 32.55 บาทต่อดอลลาร์ และกลับมาปิดตลาดที่ระดับ 32.64 บาทต่อดอลลาร์
          "เลือกตั้งชัดเจนทำให้นักลงทุนต่างชาติและผู้ประกอบการในประเทศตัดสินใจลงทุนได้มากขึ้น"
          สุพันธุ์ มงคลสุธี
          ประธาน ส.อ.ท.