"ทรู"และคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

 เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2548 บมจ.ทีโอที ได้ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ ระบุว่าบมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ละเมิดข้อตกลงในสัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์ โดยให้บริการหรือยินยอมให้ผู้อื่นนำอุปกรณ์ในระบบไปให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยเรียกค่าเสียหายจากการขาดรายได้จากการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะอนุญาโตตุลาการได้ชี้ขาดตัดสินให้ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ชำระค่าผิดสัญญาให้แก่ทีโอที เป็นเงินต้นรวมกว่า 76,000 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย
          คำชี้ขาดในคดีดังกล่าวได้สร้างความเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ และนักลงทุนในกลุ่มกิจการโทรคมนาคม ยิ่งเมื่อรวมกับกรณีพิพาทของบริษัทในกลุ่มกิจการโทรคมนาคมกับ กสทช. ด้วยแล้วยิ่งทำให้ตลาดโทรคมนาคมของไทยมีความไม่แน่นอนมากขึ้นจากกระบวนการกำกับดูแลและกระบวนการแปรสัญญาสัมปทานกิจการโทรคมนาคม แม้ว่าจะได้มีการดำเนินมาตรการต่าง ๆ มาเป็นระยะเวลากว่าสิบเจ็ดปีแล้วเพื่อให้กิจการโทรคมนาคมของไทยมีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม
          เมื่อกล่าวถึงการระงับข้อพิพาทโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการ ถือเป็นการระงับข้อพิพาทที่ค่อนข้างคุ้นเคยในแวดวงธุรกิจ โดยเป็นรูปแบบหนึ่งของการระงับข้อพิพาทที่เปิดโอกาสให้เอกชนกำหนดรูปแบบและกระบวนการทางกฎหมายได้ ทำให้มีความยืดหยุ่นกว่าการดำเนินคดีในศาลที่คู่กรณีไม่มีสิทธิในการกำหนดตัวผู้ตัดสินหรือกติกาที่ต้องการ และประการสำคัญกระบวนการพิจารณานั้นเป็นความลับทำให้ข้อมูลทางธุรกิจต่าง ๆ ไม่ถูกเผยแพร่ออกไป
          ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 สัญญาอนุญาโตตุลาการ หมายถึง สัญญาที่คู่สัญญาตกลงให้ระงับข้อพิพาททั้งหมดหรือบางส่วนที่เกิดขึ้นแล้วหรือที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตไม่ว่าจะเกิดจากนิติสัมพันธ์ทางสัญญาหรือไม่โดยวิธีอนุญาโตตุลาการ และในสัญญาระหว่างหน่วยงานของรัฐกับเอกชนไม่ว่าเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ก็ตาม คู่สัญญาอาจตกลงให้ใช้วิธีการอนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาทได้ และให้สัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าวมีผลผูกพันคู่สัญญา
          ผลจากบทบัญญัติดังกล่าว ข้อพิพาทตามสัญญาสัมปทานหรือสัญญาร่วมการงานต่าง ๆ ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครองจึงสามารถระงับข้อพิพาทโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการได้โดยไม่ต้องถูกจำกัดเฉพาะการระงับข้อพิพาททางศาลเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หากจะต้องมีการใช้อำนาจมหาชน อาทิ การขอให้ออกหมายเรียกพยาน หรือมีคำสั่งให้ส่งเอกสารหรือวัตถุใด ๆ หรือขอให้ศาลกำหนดวิธีการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองประโยชน์ระหว่างพิจารณาก็จะต้องยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ รวมถึงหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ชนะคดีตามคำชี้ขาดก็ไม่สามารถไปบังคับคดีกันเอาเองตามอำเภอใจหากอีกฝ่ายไม่ปฏิบัติตามคำชี้ขาดแต่จะต้องยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อบังคับตามคำชี้ขาดอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งในกรณีของข้อพิพาทตามสัญญาทางปกครอง ศาลที่มีเขตอำนาจได้แก่ศาลปกครอง
          จากกรณีของทรู สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นก่อนคือทรูร้องขอให้ศาลปกครองเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ โดยกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ในการขอเพิกถอนคำชี้ขาดไว้ดังนี้
          1) ต้องยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายใน 90 วันนับแต่วันได้รับสำเนาคำชี้ขาด
          2) มีกรณีปรากฏต่อศาลว่า
          2.1 คำชี้ขาดนั้นเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ไม่สามารถจะระงับโดยการอนุญาโตตุลาการได้ตามกฎหมาย หรือ
          2.2 การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
          จะเห็นว่าเหตุผลหลัก ๆ ที่จะขอให้ศาลปกครองเพิกถอนคำชี้ขาดได้คือตาม 2.1 และ 2.2 เท่านั้น และเมื่อศาลปกครองมีคำพิพากษาแล้ว คู่กรณีก็อาจจะอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้อีก ทำให้ผลท้ายที่สุดของคดีนี้ไม่น่าจะเร็วกว่าสองปีอย่างแน่นอน
          จากข้อพิพาทดังกล่าว เมื่อมองย้อนถึงกระบวนการเปิดเสรีกิจการโทรคมนาคม เริ่มตั้งแต่การให้เอกชนเข้ามาร่วมการงาน/สัมปทาน มีการตรากฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ กฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการโทรคมนาคม การแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจในกิจการโทรคมนาคมที่สำคัญจำนวน 2 ราย ได้แก่ การสื่อสารแห่งประเทศไทยและองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจากรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายจัดตั้งไปเป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายเอกชน และการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต ฯลฯ แต่คดีพิพาทระหว่างบริษัทเอกชนและหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรกำกับดูแลที่เกี่ยวเนื่องกับสิทธิตามสัญญาสัมปทานในอดีตยังคงมีอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทำให้อดย้อนนึกไม่ได้ว่าข้อพิพาทต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้นมีผลมาจากกระบวนการเปิดเสรีและกำกับดูแลที่บกพร่องหรือไม่อย่างไร
          ผู้เขียนเห็นว่าอาจถึงเวลาแล้วที่ผู้กำกับในเชิงนโยบายอาจจะต้องมองปัญหาข้อพิพาทต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการประกอบกิจการโทรคมนาคมอย่างเป็นระบบและหาทางออกร่วมกัน เพื่อให้ต้นทุนการประกอบกิจการโทรคมนาคมมีความแน่นอนมากกว่านี้และภาระไม่ถูกผลักไปยังผู้บริโภค และโดยที่ต้องยอมรับว่ารัฐเองก็อาจต้องปรับตัวและยอมรับในความไม่สามารถแข่งขันในบางธุรกิจ และต้องไม่ตั้งธงว่าผู้ประกอบการต้องผิด ต้องการเอาเปรียบผู้บริโภคหรือบริษัทรัฐวิสาหกิจเท่านั้น เพราะสุดท้ายผู้เขียนเชื่อว่าสิ่งที่ทุกคนต้องการคือผลประโยชน์ของผู้บริโภคที่จะได้ใช้เทคโนโลยีและได้รับประโยชน์จากการแข่งขันและการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ แต่คงไม่ใช่แค่การเอาเงินออกมาจากกระเป๋าหนึ่งไปไว้อีกกระเป๋าหนึ่งอย่างแน่นอน.
          อ.ศุภวัชร์ มาลานนท์