TRUEยันทีโอทีมั่วตัวเลข จาก2พันล้านเป็น7หมื่นล. ฟาก TOT จ่อยื่นศาลฯให้บังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตฯ

TRUE ยัน TOT มั่วตัวเลขฟ้องจากเริ่มต้น 2,000-3,000 ล้านบาท กลายเป็น 76,000 ล้านบาท ชี้กรณีให้บริการ ADSL ยันไม่ได้ทำผิดสัญญา เหตุให้บริการภายใต้บริษัทย่อยที่ได้รับใบอนุญาตจากกสทช. พร้อมยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองใน 90 วัน ฟาก TOT จ่อยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตฯ ยันพร้อมสู้คดีในชั้นศาลปกครองจนคดีจะถึงที่สุด ด้านบลจ.ไทยพาณิชย์ ยันข้อพิพาท TRUE-TOT ไม่กระทบกองทุน DIF ลั่นยังจ่ายเงินปันผลได้ตามปกติเฉลี่ย 6-7% ต่อปี
          นายวิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า กรณีข้อพิพาทระหว่าง TRUE กับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ TOT เกี่ยวกับการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (ADSL) นั้น เป็นมุมมองความคิดเห็นที่แตกต่างกันของกันของ 2 ฝ่าย โดย TRUE มองว่าการให้บริการ ADSL อยู่ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ TRUE ที่ได้รับใบอนุญาตการให้บริการอินเทอร์เน็ตอย่างถูกต้องจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อให้บริการบรอดแบนด์ ไม่ได้ให้บริการดังกล่าวภายใต้การดำเนินงานของ TRUE
          ขณะที่ TOT มองว่าการให้บริการ ADSL อยู่ภายใต้การดำเนินงานของ TRUE ซึ่งเป็นผู้ได้รับสัมปทาน ดังนั้น TRUE จึงละเมิดข้อตกลงในสัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์ โดยให้บริการหรือยินยอมให้ผู้อื่นนำอุปกรณ์ในระบบไปให้บริการ ADSL ส่งผลให้ TOT ขาดรายได้จากการให้บริการ ADSL จึงเกิดเป็นข้อพิพาทดังกล่าว
          ดังนั้น การที่อนุญาโตตุลาการสรุปให้รายได้จากการให้บริการ ADSL ทั้งหมดตกเป็นของ TOT จึงไม่เป็นธรรม และ TRUE ไม่เห็นด้วย เนื่องจากรายได้ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นของบริษัทย่อยของ TRUE ที่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายที่มีการจ่ายค่าไลเซนส์อย่างถูกต้อง ไม่ได้อยู่ภายใต้สัมปทาน
          “ขอยืนยันว่าเราให้บริการ ADSL ภายใต้บริษัทย่อย ซึ่งได้รับไลเซนส์จากกสทช.อย่างถูกต้อง จึงเป็นคนละนิติบุคคลกับ TRUE และมองว่ามูลฟ้องตามที่คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดมูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยถือว่าสูงมากผิดปกติ จากมูลฟ้องเริ่มต้นที่ TOT เรียกร้องอยู่ที่เพียง 2,000-3,000 ล้านบาทเท่านั้น รวมทั้งให้ TRUE ชำระค่าเสียหายถึงสิ้นปี 2560 ทั้ง ๆ ที่สัมปทานหมดตั้งแต่เดือน ต.ค. 2560 ดังนั้นขอให้นักลงทุนเชื่อมั่น เพราะ TRUE ทำอะไรมีการแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ตลอด” นายวิเชาวน์ กล่าว
          ขณะเดียวกันยืนยันว่ากรณีดังกล่าวยังไม่มีผลกระทบต่อกระแสเงินสด สถานะทางการเงินของบริษัท ความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัท รวมทั้งบริษัทยังไม่มีการตั้งสำรองในงบการเงิน เนื่องจากบริษัทไม่ได้เห็นพ้องกับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
          ทั้งนี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาคำชี้ขาดร่วมกับฝ่ายกฎหมาย และยังรอความเห็นจากอนุญาโตตุลาการฝ่ายข้างน้อย คาดว่าจะได้รับจากสถาบันอนุญาโตตุลาการภายในวันที่ 30 ก.ย.นี้ จากนั้นจะดำเนินการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองต่อไปภายใน 90 วัน เนื่องจาก TRUE ไม่ผิดตามเหตุผลที่ได้กล่าวมาข้างต้น และมั่นใจในแง่ของข้อมูลที่มีอยู่ ดังนั้นเชื่อว่า TRUE จะได้รับความเป็นธรรมจากศาลปกครอง
          “กรณีตัวอย่างในอดีตที่ผ่านมา มีอยู่จำนวนมากที่เมื่อไม่เห็นพ้องกับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และไปยื่นฟ้องต่อศาลฯ เปอร์เซ็นต์ในการชนะมีสูง แต่หากศาลฯ ยังตัดสินให้ TRUE ชำระเงินค่าผิดสัญญาให้แก่ TOT ซึ่งอาจจะเป็นจำนวนที่ลดลงตามความเป็นจริง TRUE ก็ยังสามารถอุทธรณ์ต่อไปได้ หรือมีการเจรจาไกล่เกลี่ยกับ TOT” นายวิเชาวน์ กล่าว
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2561 ที่ผ่านมา TRUE ได้รับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ หลังจากเมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2548 TOT ได้ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ ระบุว่า TRUE ละเมิดข้อตกลงในสัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์ โดยให้บริการหรือยินยอมให้ผู้อื่นนำอุปกรณ์ในระบบไปให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (ADSL) และเรียกค่าเสียหายจากการขาดรายได้จากการให้บริการ ADSL
          โดยคณะอนุญาโตตุลาการได้มีคำชี้ขาดให้บริษัทชำระเงินค่าผิดสัญญาให้แก่ TOT ตั้งแต่เดือน ก.ย. 2544-ส.ค.
          2558 เป็นจำนวน 59,120.65 ล้านบาท และดอกเบี้ยจำนวน 16,978.65 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 6.6875% ต่อปี จากต้นเงิน 59,120.65 ล้านบาท ตั้งแต่เดือน ก.ย. 2558 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น รวมทั้งให้ชำระเงินตั้งแต่เดือน ต.ค. 2558-ธ.ค. 2560 จำนวน 17,076.92 ล้านบาท และดอกเบี้ยจำนวน 1,298.05 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 6.6875% ต่อปี จากต้นเงิน 17,076.92 ล้านบาท ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2561 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น
          * TOT จ่อยื่นร้องศาลฯ ให้บังคับ
          ตามคำชี้ขาดคณะอนุญาโตฯ
          ด้านนายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ TOT กล่าวว่า หลังคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ TRUE ชำระค่าเสียหายจำนวนกว่า 94,000 ล้านบาท รวมดอกเบี้ย กรณี TRUE ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ADSL ผ่านอุปกรณ์โทรศัพท์พื้นฐานตามสัญญาร่วมการงานฯ โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือได้รับความยินยอมจาก TOT แล้วนั้น ขั้นตอนต่อไป TOT จะยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการต่อไป
          "หาก TRUE ยื่นคำฟ้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวต่อศาลปกครองกลาง TOT ก็พร้อมต่อสู้คดีในชั้นศาลปกครองจนกว่าคดีจะถึงที่สุด โดยพร้อมยินยอมให้ดำเนินคดีอย่างเปิดเผย เพื่อให้สื่อมวลชนได้ตรวจสอบความโปร่งใส” นายมนต์ชัย กล่าว
          ขณะที่นางณัฏฐ์ณัชชา ไชยประเสริฐ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานกฎหมาย TOT กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อพิพาทดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 2 ส.ค 2534 และวันที่ 8 ก.ย. 2538 TOT ซึ่งขณะนั้นเป็นองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ได้ทำสัญญาร่วมการงานฯ กับ TRUE ในการลงทุนจัดหา ติดตั้ง ควบคุม ตลอดจนบำรุงรักษาอุปกรณ์ในระบบ และให้บริการโทรศัพท์ประจำที่หรือโทรศัพท์บ้านในเขตนครหลวงจำนวน 2.6 ล้านเลขหมาย มีระยะเวลา 25 ปี ในนาม TOT และต่อมาประมาณปลายปี 2546 TOT ได้ตรวจสอบพบว่า TRUE ได้นำอุปกรณ์ในระบบไปให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ADSL และหรือยินยอมให้ผู้อื่นนำอุปกรณ์ในระบบไปให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ADSL โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจาก TOT และไม่ได้มีการทำความตกลงกับ TOT ก่อนดำเนินการ จึงเป็นการดำเนินการที่ผิดสัญญา ซึ่ง TOT ได้พยายามให้มีการเจรจาแล้ว แต่ไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้
          "สัญญาร่วมการงานฯ ไม่ได้กำหนดให้ TRUE นำอุปกรณ์ในระบบไปให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ADSL เว้นแต่จะได้ทำความตกลงกับ TOT ก่อนดำเนินการ และในสัญญาฯ ข้อ 33 สรุปได้ว่า กรณีที่ TRUE มีรายได้หรือผลประโยชน์จากบริการที่ไม่ได้กำหนดไว้ในสัญญาโดยชัดแจ้ง และไม่ได้ทำความตกลงกับ TOT ก่อนดำเนินการในทุกกรณี ให้รายได้หรือผลประโยชน์นั้นตกเป็นของ TOT ทั้งหมด” นางณัฏฐ์ณัชชา กล่าว
          *ข้อพิพาท TRUE-ทีโอทีไม่กระทบ DIF
          นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ จำกัด หรือ SCBAM เปิดเผยว่า บริษัทในฐานะบริษัทจัดการของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน โทรคมนาคม ดิจิทัล หรือ DIF ยืนยันว่า จากข้อพิพาทของ TRUE กับ TOT ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ นักลงทุนยังคงได้รับผลตอบแทนจากเงินปันผลกองทุน DIF ในระดับเดิม เฉลี่ยประมาณ 6-7% ต่อปี ซึ่งข้อพิพาทดังกล่าวไม่ได้สร้างผลกระทบในการสร้างผลรายได้ค่าเช่าของกองทุนฯ แต่อย่างไร ทำให้กองทุนฯ มีกระแสเงินสดจากเครือข่ายเสาโทรคมสนาคมต่อเนื่อง และเชื่อว่ารายได้ค่าเช่าในปัจจุบันและอนาคตยังมีอัตราการเติบโตดีอยู่
          ทั้งนี้ ทรัพย์ที่อยู่ในกองทุนฯ ต้องเข้าใจว่า กองทุนฯ เป็นเจ้าของทรัพย์และเป็นผู้ให้เช่าเสาโทรคมนาคม ซึ่งต่างกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กองทุนฯ ไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ถือหุ้น แต่อยู่ในฐานะผู้ให้เช่าเสาโทรคมนาคมเป็นสำคัญ ด้านนักลงทุนกองทุน DIF เองก็ไม่มีการสอบถามถึงประเด็นดังกล่าวกับทางบริษัทแต่อย่างไร
          “ขอชี้แจงว่ากองทุนฯ ได้รับทราบถึงกรณีข้อพิพาทของ TRUE แล้ว โดยจากข้อมูลที่ปรากฏตามการชี้แจงของ TRUE ข้างต้น ทั้งมติของกสทช. และคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการยังไม่ถึงที่สุดแต่อย่างใด และทรูจะดำเนินการตามกฎหมายใด ๆ ที่จำเป็นเพื่อโต้แย้งกรณีดังกล่าว ดังนั้น กองทุนฯ เชื่อว่ากรณีนี้จะยังไม่ส่งผลกระทบในทางลบต่อการดำเนินการของกองทุนฯ และกองทุนฯ จะติดตามความคืบหน้าของกรณีพิพาทนี้ต่อไปอย่างใกล้ชิดและจะแจ้งให้ผู้ถือหน่วยลงทุนทราบต่อไป” นายณรงค์ศักดิ์ กล่าว
          นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับแนวโน้มผลประกอบการของกองทุน DIF ในช่วงเดือนที่เหลือของปีนี้ ยังมีรายได้จากค่าเช่าเสาโทรคมนาคมเหมือนเดิม โดยรายได้ที่เกิดขึ้นจะเป็นรายได้เข้ามาแบบสม่ำเสมอและคงที่อยู่แล้ว ทำให้การจ่ายผลตอบแทนเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้ต่อเนื่อง ที่สำคัญในช่วงที่ผ่านมากองทุนฯ ได้เพิ่มสินทรัพย์เข้าไปใหม่มูลค่าสูงถึง 50,000 ล้านบาท ทำให้สามารถมองภาพผลตอบแทนจากการลงทุนได้ค่อนข้างแน่นอน ขณะที่เรื่องของราคาหุ้น DIF มองว่าขึ้นอยู่กับภาวะตลาดเป็นหลักมากกว่า
          อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ตลาดผันผวนและช่วงที่ดัชนีปรับลดลงมามาก ถือเป็นจังหวะเหมาะในการเข้าลงทุนเพิ่มในกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราสตรักเจอร์ฟันด์) ต่าง ๆ รวมถึงกองทุนอสังหาริมทรัพย์ กองทรัสต์ และกองทุน DIF ด้วย เพราะกองทุนเหล่านี้มีรายได้เข้ากองทุนแบบสม่ำเสมอและคงที่ ทำให้ไม่เกิดความผันผวนแม้ว่าตลาดหุ้นไทยจะมีความผันผวนมากก็ตาม
          นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส จำกัด ระบุว่า ราคากองทุน DIF อาจจะมีการปรับลงตาม  TRUE บ้าง หลังมีข่าวต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ให้ทีโอที ทางฝ่ายวิจัยฯ มองว่า ไม่ควรด่วนตัดสินใจว่า TRUE ประสบปัญหาและจะกระทบต่อการเช่าโครงข่ายของ DIF จึงแนะนำให้ทยอยสะสมและปรับเพิ่มราคาพื้นฐานเป็น 16.20 บาท จากเดิม 15.90 บาท พร้อมมองว่ากระแสเงินสดของกองทุนมีความเสี่ยงน้อยลง หลังซื้อสินทรัพย์เข้ากองทุนรอบที่สอง ปรับลดอัตราคิดลดในการประมูลมูลค่า DIF ด้วยวิธี DCF สะท้อนความเสี่ยงที่น้อยลง ทำให้ WACC ใหม่เป็น 7.1%
          ขณะเดียวกัน คาดว่ากว่ากระบวนทางศาลฯ จะสิ้นสุดต้องใช้เวลาอีกหลายปี และปันผลที่สูงของ DIF ยังน่าสนใจ โดยปี 2561 ที่ 6.9% และปี 2562 ที่ 7% ทั้งนี้ DIF ได้ประกาศจ่ายปันผลสำหรับครึ่งแรกของปี 2561 ไปแล้ว 0.495 บาท/หน่วย ซึ่งเป็นการจ่ายสำหรับผลดำเนินงานรอบ ม.ค.-เม.ย. 2561 เท่ากับ 0.337 บาท/หน่วย (ก่อนการเพิ่มทุน) และจ่ายสำหรับผลดำเนินงานรอบเดือน พ.ค.-มิ.ย. 2561 เท่ากับ 0.158 บาท/หน่วย
          นอกจากนี้ ที่ผ่านมากองทุน DIF ได้เพิ่มทุน 3,830 ล้านหน่วย ราคาหน่วยละ 13.90 บาท เพื่อซื้อสินทรัพย์รอบที่ 2 โดยได้เงินจากการเพิ่มทุน 53.2 พันล้านบาท บวกกับเงินกู้ 2 พันล้านบาท เข้าซื้อสินทรัพย์มูลค่า 55.2 พันล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยเสาโทรคมนาคม 2,589 หน่วย (+20%) และไฟเบอร์ออปติก 1.2 ล้านคอร์กิโลเมตร (+ 77%) โดยอายุเฉลี่ยของกองทุนฯ เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 21 ปี จากเดิมเฉลี่ยราว 12 ปี หลังการซื้อสินทรัพย์รอบที่ 2 แล้วเสร็จไปในเดือน พ.ค. 2561
          นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า ราคาที่ปรับตัวลงมาของ DIF เนื่องจากความกังวลที่ต่อเนื่องมาจากคดีความของ TRUE อย่างไรก็ตาม มองว่า DIF มีความน่าสนใจสำหรับเงินปันผล คาดว่าจะจ่ายได้ยีลด์ประมาณ 6.4% บนคาดการณ์การจ่ายปันผลไตรมาสละประมาณ 0.24 บาท/หุ้น ในส่วนของคดีความของ TRUE เชื่อว่าใช้เวลาเป็นปี และระหว่างนั้น DIF ยังคงสามารถจ่ายเงินปันผลเป็นปกติ