TRUEร่วง!หลังอนุญาโตฯ สั่งจ่ายทีโอที7.6หมื่นล้าน

แพนิกเทขายหุ้น TRUE เกินเหตุ ฉุดราคาหุ้นเกือบ 9% หลังคณะอนุญาโตฯ ชี้ขาดให้ชำระค่าผิดสัญญาแก่ TOT กว่า 76,000 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย กรณีการให้บริการ ADSL ด้าน TRUE จ่ออุทธรณ์ ชี้คดียังไม่ถึงที่สุด คาดไม่กระทบกระแสเงินสด สถานะทางการเงิน และยังไม่ตั้งสำรองในงบการเงิน
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (6 ก.ย. 2561) ราคาหุ้นบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ปรับตัวลดลงแรง โดยเปิดการซื้อขายที่ระดับ 5.90 บาท ทำราคาสูงสุดที่ระดับ 6 บาท และทำราคาต่ำสุดที่ระดับ 5.55  บาท จากนั้นปิดตลาดที่ระดับ 5.85 บาท ปรับลดลง  0.55 บาท หรือคิดเป็นลดลง 8.59% เมื่อเทียบราคาปิดก่อนหน้า ด้วยมูลค่าการซื้อขายรวม 5,078.87 ล้านบาท หลังนักลงทุนตื่นตระหนก (แพนิก) เทขายหุ้น เนื่องจากเกิดความกังวล หลังคณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้ TRUE ชำระค่าผิดสัญญาให้แก่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ TOT เป็นเงินต้นรวมกว่า 76,000 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย ในกรณีข้อพิพาทเกี่ยวกับการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (ADSL)
          ขณะที่ทาง TRUE ได้ชี้แจงรายละเอียดกรณีดังกล่าวต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2561 บริษัทได้รับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ หลังจากเมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2548 TOT ได้ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ ระบุว่า บริษัทละเมิดข้อตกลงในสัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์ โดยให้บริการหรือยินยอมให้ผู้อื่นนำอุปกรณ์ในระบบไปให้บริการ ADSL และเรียกค่าเสียหายจากการขาดรายได้จากการให้บริการ ADSL
          โดยคณะอนุญาโตตุลาการได้มีคำชี้ขาดให้บริษัทชำระเงินค่าผิดสัญญาให้แก่ TOT ตั้งแต่เดือน ก.ย. 2544-ส.ค. 2558 เป็นจำนวน 59,120.65 ล้านบาท และดอกเบี้ยจำนวน 16,978.65 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 6.6875% ต่อปี จากต้นเงิน 59,120.65 ล้านบาท ตั้งแต่เดือน ก.ย. 2558 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น รวมทั้งให้ชำระเงินตั้งแต่เดือน ต.ค. 2558-ธ.ค. 2560 จำนวน 17,076.92 ล้านบาท และดอกเบี้ยจำนวน 1,298.05 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 6.6875% ต่อปี จากต้นเงิน 17,076.92 ล้านบาท ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2561 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น
          นายกิตติณัฐ ทีคะวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) TRUE เปิดเผยว่า คดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด และบริษัทได้พิจารณาแล้ว ไม่เห็นพ้องกับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว ประกอบกับคำชี้ขาดดังกล่าวถูกชี้ขาดโดยคะแนนเสียงข้างมาก โดยคณะอนุญาโตตุลาการเสียงข้างน้อยไม่เห็นด้วย ซึ่งบริษัทจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป โดยจะยื่นคำร้องต่อศาลที่มีอำนาจภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย 90 วัน
          “ในขณะนี้บริษัทกำลังศึกษาคำชี้ขาดร่วมกับฝ่ายกฎหมาย และยังรอความเห็นจากอนุญาโตตุลาการฝ่ายข้างน้อย ซึ่งยังไม่ได้รับจากสถาบันอนุญาโตตุลาการ หลังจากที่ศาลชี้ขาดแล้วก็อาจมีการอุทธรณ์กันต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด” นายกิตติณัฐ กล่าว
          ส่วนของผลกระทบต่อสภาพคล่องของกิจการในการจ่ายภาระผูกพันทางการเงินต่าง ๆ นั้น เนื่องจากบริษัทไม่ได้เห็นพ้องกับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป บริษัทคาดว่าผลคำชี้ขาดดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบต่อกระแสเงินสด สถานะทางการเงินของบริษัท ความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัท และการตั้งสำรองในงบการเงิน
          ด้านฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด  ประเมินว่า ประเด็นดังกล่าวจะกดดันราคาหุ้น TRUE และคาดว่า TRUE จะยังไม่ตั้งสำรองค่าเสียหายอันเกิดจากคำตัดสินของอนุญาโตฯ เนื่องจากยังไม่ใช่ข้อยุติของกระบวนการทางกฎหมาย แต่กรณีเลวร้ายสุด หากต่อสู่กันตามขั้นตอนของกฎหมายจนถึงที่สุด คือ ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง และอุทธรณ์ไปจนถึงศาลปกครองสูงสุด และไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากคำชี้ขาดของอนุญาโตฯ TRUE จะต้องตั้งสำรองในงบกำไรขาดทุน โดยหากคำนวณดอกเบี้ยส่วนเพิ่มถึงเดือน ส.ค. 2561 จะคิดเป็นรายจ่ายราว 100,000 ล้านบาท สูงกว่าคาดการณ์กำไรของ TRUE ในแต่ละปี กระทบมูลค่าพื้นฐานของหุ้น TRUE ราว 3 บาทต่อหุ้น
          ทั้งนี้ กระบวนการศาลต้องใช้เวลาอีกยาวนาน ขณะที่ความเสียหายที่เกิดขึ้น หากแพ้คดีก็ยังไม่มีตัวเลขที่แน่นอน จึงยังคงประมาณการกำไรและมูลค่าพื้นฐานเดิมไปก่อน จนกว่าจะความชัดเจน อย่างไรก็ตาม ด้วยความเสี่ยงทางคดีที่มีอยู่ แม้ทางพื้นฐานแนะนำ “ซื้อ” แต่ในระยะสั้น แนะนำ “ชะลอการลงทุน” ไปก่อน
          ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ระบุว่า คำตัดสินจากคณะอนุญาโตตุลาการถือว่ามีน้ำหนักมากในทางกฎหมาย อย่างไรก็ตาม TRUE ประกาศจะขอสู้ต่อในทางกฎหมายในประเด็นที่คณะอนุญาโตตุลาการเสียงข้างน้อยไม่เห็นด้วย ซึ่งถือว่าเป็นช่องทางที่ไปต่อได้ แต่ไม่ง่าย ทั้งนี้ในภาพรวมผลประกอบการของ TRUE น่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากกรณีนี้ เนื่องจากยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าที่จะถึงที่สุด แนะนำ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” ราคาเป้าหมาย 8.30 บาท