"กสทช."ชี้ชะตาดีแทค12ก.ย.นี้ เยียวยาหรือไม่

บอร์ด “กสทช.” ยังไม่ตัดสินใจให้เยียวยาลูกค้า DTAC สั่งสำนักงานฯ รวบรวมข้อมูลลูกค้าคลื่น 1800-850 MHz และทำแผนประมูลคลื่น 1800 MHz ที่เหลือ และ 900 MHz เพื่อพิจารณาก่อนลงมติในวันที่ 12 ก.ย.นี้ เร่งเปิดประมูลให้ทันในปี 2561 พร้อมมีมติให้ TRUE-ADVANC นำส่งเงินรายได้ช่วงเยียวยาลูกค้าคลื่น 1800 MHz
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยภายหลังการประชุม กสทช.เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2561 ที่ผ่านมาว่า ที่ประชุมกสทช.ยังไม่ลงมติกรณีบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ขอทบทวนมติที่ประชุม กสทช. เรื่อง แผนความคุ้มครองผู้ใช้บริการสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในย่าน 850 MHz
          โดยขอให้ผู้ใช้บริการได้รับความคุ้มครองตามประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. 2556 จนกว่า กสทช.จะจัดสรรคลื่นความถี่สัมปทานย่าน 850 MHz หรือ 900 MHz ที่ปรับเปลี่ยนจากคลื่นสัมปทาน 850 MHz ให้แก่ผู้อนุญาตรายใหม่
          ทั้งนี้ ในหนังสือขอทบทวนมติดังกล่าว DTAC แจ้งว่ามีความประสงค์ใช้คลื่นความถี่ 900 MHz แต่ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขการทำระบบสัญญาณป้องกันการรบกวนคลื่นความถี่ที่ต้องให้ผู้ชนะประมูลเป็นผู้ลงทุนเองได้
          ประกอบกับชี้แจงเกี่ยวกับข้อมูลลูกค้าที่อยู่ในระบบของ DTAC บนคลื่นความถี่ 1800 MHz และ 900 MHz ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2561 มีจำนวน 346,000 เลขหมาย แบ่งเป็นลูกค้าบุคคล 160,000 เลขหมาย ลูกค้าองค์กร 177,000 เลขหมาย และเป็นลูกค้าคลื่นความถี่ 850 MHz จำนวน 95,000 เลขหมาย ส่วนจำนวนที่เหลือไม่สามารถแยกได้ว่าเป็นลูกค้าคลื่น 1800 MHz หรือ 850 MHz
          ซึ่งที่ประชุมกสทช.มองว่าเรื่องนี้มีความสำคัญและมีผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้บริการ จึงขอให้สำนักงานกสทช.ทำข้อมูลล่าสุดของลูกค้า DTAC ที่เหลือมาให้ประกอบการตัดสินใจเพื่อเสนอในที่ประชุม กสทช.วาระพิเศษอีกครั้ง ในวันที่ 12 ก.ย. 2561 รวมถึงการทำแผนการประมูลคลื่น 900 MHz จำนวน 5 MHz และคลื่น 1800 MHz ที่เหลืออีก 7 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 5 MHz
          สำหรับแนวทางเบื้องต้น คือ การขยายงวดการชำระเงินของทั้ง 2 คลื่นความถี่ดังกล่าว โดยสำนักงานกสทช.จะมีการประชุม และคาดว่าจะสรุปเรื่องทั้งหมดเสร็จสิ้นภายในวันที่ 7 ก.ย. 2561 เพื่อให้ได้ข้อสรุปในการคุ้มครองผู้ใช้บริการของ DTAC ว่าจะได้รับการคุ้มครองผู้ใช้บริการได้หรือไม่ ส่วนเรื่องการประมูลสำนักงานกสทช.จะเร่งให้มีการประมูลภายในปี 2561
          ด้านนายราจีฟ บาวา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กรและพัฒนาธุรกิจ DTAC กล่าวว่า บริษัทผิดหวังต่อกรณี คณะกรรมการ กสทช.ยังไม่ได้ตัดสินใจต่อการที่บริษัท และ CAT ร่วมยื่นแผนคุ้มครองลูกค้าใช้งานมือถือคลื่น 850 MHz และ 1800 MHz หลังหมดสัมปทานตั้งแต่เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2561 ที่ผ่านมา
          โดยขณะนี้เหลือระยะเวลาประมาณ 10 วัน จะหมดสัมปทานระหว่างบริษัท และ CAT หลังจากที่ดำเนินการให้บริการมาตลอด 28 ปี บริษัทคาดว่าจะมีลูกค้าเป็นจำนวนมากต้องได้รับผลกระทบจากการใช้งาน 3G บนคลื่น 850 MHz หากต้องยุติการให้บริการทันทีในวันที่ 15 ก.ย. 2561
          “คลื่น 850 MHz เป็นคลื่นที่มีความสำคัญต่อผู้ใช้งานในพื้นที่ชนบทหรือผู้ที่อาศัยในพื้นที่ห่างไกล ดังนั้นคลื่นนี้จึงมีความสำคัญต่อการคุ้มครองให้ใช้บริการต่อเนื่องเป็นการชั่วคราว เพื่อไม่ให้ผู้ใช้งานได้รับผลกระทบจนกว่าคลื่นความถี่จะถูกนำไปใช้งาน          ด้วยการจัดสรรให้ผู้ประกอบการรายใหม่ ซึ่งการดูแลผู้ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ใช้งานต่อเนื่องถือเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของกสทช.ที่จะคุ้มครองลูกค้าร่วมกับดีแทค และที่ผ่านมา ผู้ประกอบการรายอื่นล้วนได้รับความคุ้มครองจากกสทช.ทั้งสิ้น” นายราจีฟ กล่าว
          ทั้งนี้ ตามประกาศ กสทช. ได้มีระบุมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายใต้สัญญาให้บริการเดิม จากการที่คลื่นความถี่ที่ถือครองกำลังจะสิ้นสุดสัมปทาน เพื่อให้ผู้ใช้งานที่ยังอยู่ในระบบสัมปทานเดิม ซิมไม่ดับ และมั่นใจในการใช้บริการอย่างต่อเนื่อง การนำคลื่นความถี่ซึ่งเป็นทรัพยากรของประเทศทิ้งไว้โดยเปล่าประโยชน์ไม่เพียงแต่ทำให้ลูกค้าดีแทคได้รับผลกระทบเท่านั้น ยังส่งผลถึงการสร้างรายได้ให้กับรัฐในการจัดการคลื่นความถี่ช่วงคุ้มครองชั่วคราวอีกด้วย
          ดีแทคกำลังดำเนินมาตรการอย่างเต็มที่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสัมปทาน เพื่อไม่ให้ลูกค้าได้รับผลกระทบจากการใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่
          นายฐากร กล่าวอีกว่า ที่ประชุม กสทช.มีมติเห็นชอบเกณฑ์และผลการพิจารณาตรวจสอบรายได้แผ่นดินนำส่งคลังของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในช่วงระยะเวลาคุ้มครองผู้ใช้บริการกรณีคลื่นความถี่ 1800 MHz โดยเห็นชอบให้บริษัท ทรู มูฟ จำกัด บริษัทในเครือบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE นำส่งเงินรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่นความถี่ 1800 MHz ในช่วงคุ้มครองผู้ใช้บริการ นับตั้งแต่วันที่เข้าสู่มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราว ตามประกาศ กสทช. เรื่องมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. 2556 จนถึงวันที่สิ้นสุดระยะเวลาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่นความถี่ 1800 MHz ในระยะเวลาคุ้มครองผู้ใช้บริการ หรือตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. 2556-3 ธ.ค. 2558 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 3,381.95 ล้านบาท
          อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ได้เคยมีคำสั่งตามมติที่ประชุมครั้งที่ 17/2558 ให้ บริษัท ทรู มูฟ จำกัด นำส่งรายได้ช่วงที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. 2556-17 ก.ค. 2557 ไปแล้ว เป็นจำนวนเงิน 1,069.98 ล้านบาท ดังนั้นจึงมีคำสั่งให้บริษัท ทรู มูฟ จำกัด จะต้องนำส่งเงินรายได้เพิ่มเติมเป็นจำนวนเงิน 2,311.97 ล้านบาท พร้อมนำส่งดอกผลและดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ที่เกิดขึ้นมายังสำนักงาน กสทช. เพื่อนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินต่อไป
          ขณะเดียวกันที่ประชุมกสทช.เห็นชอบให้ บริษัท ดิจิตอล โฟน จำกัด หรือ DPC บริษัทในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC นำส่งเงินรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่นความถี่ 1800 MHz ในช่วงคุ้มครองผู้ใช้บริการตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. 2556-25 พ.ย. 2558 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 869.51 ล้านบาท
          ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ กทค.ได้เคยมีคำสั่งตามมติที่ประชุม ครั้งที่ 17/2558 ให้ DPC นำส่งรายได้ช่วงที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. 2556-17 ก.ค. 2557 ไปแล้ว เป็นจำนวนเงิน 627.63 ล้านบาท ดังนั้นจึงมีคำสั่งให้ DPC จะต้องนำส่งเงินรายได้เพิ่มเติมเป็นจำนวนเงิน 241.87 ล้านบาท พร้อมนำส่งดอกผลและดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ที่เกิดขึ้น มายังสำนักงาน กสทช.เพื่อนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินต่อไป
          รวมทั้งที่ประชุม กสทช.เห็นชอบค่าใช้จ่ายของบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT ที่เกิดจากการใช้โครงข่ายในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่นความถี่ 1800 MHz ในระยะเวลาคุ้มครองผู้ใช้บริการ นับตั้งแต่วันที่เข้าสู่มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวตามประกาศมาตรการคุ้มครองฯ พ.ศ. 2556 จนถึงวันที่สิ้นสุดระยะเวลาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่นความถี่ 1800 MHz เป็นจำนวนเงิน 2,300.77 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการใช้โครงข่ายของบริษัท ทรู มูฟ จำกัด ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. 2556-3 ธ.ค. 2558 เป็นจำนวนเงิน 1,875.04 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการใช้โครงข่ายของ DPC ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. 2556-25 พ.ย. 2558 เป็นจำนวนเงิน 425,729.35 บาท
          โดยก่อนหน้านี้ กทค.ได้เคยมีมติในการประชุมครั้งที่ 17/2558 และมติในการประชุมครั้งที่ 23/2558 เห็นชอบค่าใช้จ่ายของ CAT ช่วงที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. 2556-17 ก.ค. 2557 ไปแล้ว เป็นจำนวนเงิน 788,960.13 บาท โดยแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการใช้โครงข่ายของบริษัท ทรู มูฟ จำกัด เป็นเงินจำนวนเงิน 594,352.99 บาท และค่าใช้จ่ายในการใช้โครงข่ายของ DPC เป็นจำนวนเงิน 194,634.14 บาท ดังนั้น จึงเห็นชอบค่าใช้จ่ายของ CAT เพิ่มเติมเป็นจำนวนเงิน 1,511.81 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการใช้โครงข่ายของบริษัท ทรู มูฟ จำกัด เป็นจำนวนเงิน 1,280.71 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการใช้โครงข่ายของ DPC เป็นจำนวนเงิน 231,095.21 บาท
          นายฐากร กล่าวว่า สำนักงาน กสทช.จะมีคำสั่งทางปกครองส่งไปให้ 2 บริษัทดังกล่าว เพื่อให้ดำเนินการตามมติ โดยคาดว่าจะส่งหนังสือคำสั่งทางปกครองได้ภายในสัปดาห์นี้ และจะต้องมาชำระภายใน 30 วัน นับตั้งแต่ได้รับหนังสือ โดยหากทั้ง 2 บริษัท มีความคิดเห็นที่แตกต่างไปจากมติของที่ประชุม กสทช.สามารถส่งหนังสือขอทบทวนมติดังกล่าวมาได้ และสามารถฟ้องร้องต่อศาลปกครองได้ภายใน 90 วัน