วันนี้ลุ้นTRUE-ADVANCถูก"กสทช."จ่อทวงรายได้

จับตาบอร์ดกสทช.ประชุมวันนี้ (5 ก.ย.) มีวาระสำคัญตรวจสอบเงินรายได้ของ “ทรูมูฟ” และ “ดิจิตอลโฟน” บริษัทลูกของ TRUE และ ADVANC ที่ต้องนำส่งรัฐ จากการให้บริการในช่วงให้การเยียวยาผู้บริโภคตามประกาศมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวฯ รวมถึงมาตรการเยียวยาให้กับ DTAC
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (5 ก.ย.)จะมีการประชุมของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ครั้งที่ 17/2561 โดยเตรียมพิจารณาผลการตรวจสอบเงินรายได้ของบริษัท ทรูมูฟ จำกัด และบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด (ในเครือบมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) หรือ เอไอเอส ที่ต้องนำส่งรัฐ จากการที่ทั้งสองบริษัทให้บริการในช่วงของการให้การเยียวยาผู้บริโภคตามประกาศมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวฯ (ประกาศมาตรการเยียวยาฯ) บนคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz หลังสัญญาสัมปทานสิ้นสุดตั้งแต่ 15 กันยายน 2556
          ทั้งนี้ สาเหตุที่มีการประกาศใช้มาตรการเยียวยาฯ เนื่องจากว่าภายหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในขณะนั้นผู้ให้บริการทั้งสองรายยังคงมีลูกค้าอยู่ในระบบเทคโนโลยี 2G จำนวนมาก ขณะที่ กสทช.ยังไม่สามารถจัดประมูลคลื่นความถี่เพื่อจัดสรรให้กับผู้ให้บริการรายใหม่ได้ทันก่อนที่สัญญาสัมปทานจะสิ้นสุด จึงมีการประกาศใช้มาตรการเยียวยาฯ เพื่อให้ผู้บริโภคที่ค้างอยู่ในระบบเดิมสามารถใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้อย่างต่อเนื่อง แต่มีเงื่อนไขว่าให้นำรายได้ทั้งหมดจากการใช้คลื่นหลังหักค่าใช้จ่าย นำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน
          สำหรับผลการตรวจสอบเงินรายได้โดยคณะทำงานที่สำนักงาน กสทช. แต่งตั้ง สรุปยอดรายได้หลักหักค่าใช้จ่ายที่บริษัททรูมูฟต้องนำส่งจากการให้บริการในช่วงตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2556 ถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2558 เป็นจำนวน 3,381.95 ล้านบาท และยอดรายได้ที่บริษัทดิจิตอลโฟนต้องนำส่งจากการให้บริการในช่วงตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2556 ถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2558 เป็นจำนวน 869.51 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 4,251.46 ล้านบาท ส่วนค่าใช้โครงข่ายที่บริษัททรูมูฟต้องจ่ายให้บมจ.กสท โทรคมนาคม (CAT) เป็นจำนวน 1.87 ล้านบาท ขณะที่บริษัทดิจิตอลโฟนต้องจ่าย 0.42 ล้านบาท
          อย่างไรก็ตาม แนวทางเดิมที่คณะทำงานตรวจสอบได้เคยมีข้อสรุป ระบุตัวเลขว่าบริษัททรูมูฟต้องนำส่งรายได้จำนวน 13,989.24 ล้านบาท และบริษัทดิจิตอลโฟนต้องนำส่งรายได้จำนวน 879.59 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 14,868.83 ล้านบาท ซึ่งความแตกต่างของผลการตรวจสอบรายได้ของคณะทำงานในครั้งแรกกับครั้งหลังนี้เกิดจากการปรับเปลี่ยนแนวทางการคำนวณบางรายการ
          โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของบริษัททรูมูฟที่มีการตัดรายได้ค่าบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ (Service Charge) ในหมวดรายได้อื่น ๆ ออกจากการคำนวณ ซึ่งมียอดรายรับอยู่ที่ประมาณ 16,000 ล้านบาท โดยคณะทำงานมีความเห็นว่ารายได้ดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการใช้คลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz จึงไม่นำมารวมเป็นรายได้ในช่วงเยียวยา จึงทำให้ผลการตรวจสอบรายได้ของบริษัททรูมูฟที่ต้องนำส่งรัฐลดลงกว่า 10,000 ล้านบาท
          นอกจากนี้ สำนักงาน กสทช. จะเสนอที่ประชุมพิจารณากรณีบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) ขอใช้สิทธิเข้าสู่ช่วงมาตรการเยียวยาบนคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz และ 850 MHz เพื่อให้ลูกค้าของบริษัทสามารถใช้บริการได้อย่างต่อเนื่องตามประกาศมาตรการเยียวยาฯ เช่นเดียวกับที่ กสทช. เคยให้บริษัทอื่น ๆ เข้าสู่มาตรการเยียวยา โดยอ้างว่ายังคงมีลูกค้าเหลืออีกกว่า 400,000 รายในโครงข่ายเดิม และบริษัทจะจัดส่งรายได้ทั้งหมดจากการให้บริการหลังจากหักค่าใช้จ่ายให้แก่ กสทช. เพื่อนำส่งเป็นรายได้รัฐต่อไปตามที่กฎหมายกำหนด
          อย่างไรก็ดี มีข้อน่าสังเกตว่าในกรณีคลื่นความถี่ย่านที่บริษัทดีแทคใช้งานอยู่ในปัจจุบัน มีการจัดสรรคลื่นด้วยวิธีการประมูลก่อนที่สัญญาสัมปทานจะสิ้นสุด แต่บริษัทดีแทคยังคงมีการขอใช้สิทธิเพื่อเข้าสู่มาตรการเยียวยาเช่นเดียวกับบริษัทอื่น ขณะที่หนังสือที่บริษัทดีแทคชี้แจงมายังสำนักงาน กสทช. ระบุว่ายินดีนำส่งรายได้ในช่วงมาตรการเยียวยาให้กับรัฐนั้น หากพิจารณาในกรณีของบริษัททรูมูฟและบริษัทดิจิตอลโฟนที่เคยให้บริการภายใต้ประกาศมาตรการเยียวยามาก่อนหน้านี้แล้วนั้น ก็จะพบว่าจนปัจจุบันทั้งสองบริษัทยังไม่มีการนำส่งรายได้ให้กับรัฐเลย