ICO หลบไป STO กำลังมา ซื้อขายหุ้นด้วยระบบบล็อกเชน

รู้จัก STO การระดมทุนแบบใหม่สำหรับ สตาร์อัพ ที่จะมาแรงแซง ICO ชี้เป็นการซื้อขายหุ้นบนบล็อกเชน แถมได้รับปันผล ด้าน ก.ล.ต.ระบุ มีผู้ยื่นขอขาย ICO มากถึง 50 ราย แต่ยังไม่อนุมัติ ระบุอยู่ระหว่างตรวจสอบคุณสมบัติ เตือนใครชักชวนซื้อเข้าข่ายผิดกฎหมาย
          นายปรมินทร์ อินโสม ผู้ก่อตั้ง Zcoin และ TDAX Crypto Currency ระบุว่า ปัจจุบันการเสนอขายเหรียญดิจิทัลให้ประชาชนทั่วไปครั้งแรก หรือ ไอซีโอ (Initial Coin Offering : ICO) มีแนวโน้ม ลดลง เนื่องด้วยที่ผ่านมาธุรกิจที่ออก ICO ประสบความสำเร็จน้อย ท่ามกลางผู้ลงทุนที่มักคาดหวังส่วนต่างราคา และมีพฤติกรรมซื้อขายในระยะสั้นๆ เป็นหลัก
          รวมถึงกรณีของการหลอกลวงในการทำธุรกิจที่ไม่เป็นไปตามที่นำเสนอไว้ก็มีส่วนทำให้การออก ICO ไม่น่าจะเป็นที่นิยมต่อไปในระยะยาว
          รู้จัก STO
          อย่างไรก็ดีมีแนวโน้มที่สตาร์อัพ จะปรับจากการขาย ICO หันมาระดมทุนในลักษณะ STO หรือ Securities Token Offering ซึ่งจะมีรูปแบบเดียวกับการระดมทุนด้วยหุ้น แต่จะซื้อขายหุ้นบนระบบบล็อกเชน และผู้ถือก็จะได้รับเงินปันผล เมื่อบริษัทมีผลประกอบการมีกำไร
          ซึ่งตรงนี้จะทำให้ ผู้ลงทุนเปลี่ยนมุมมองที่จะโฟกัสเฉพาะด้านราคาขึ้นลงของโทเคนนั้นๆ เพียงอย่างเดียวมาดู ที่ตัวโครงการของบริษัทประกอบกันไปด้วย คล้ายกับหุ้น
          โดยการระดมทุนแบบ STO จะเป็นตัวช่วยสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพ ให้มีโอกาสระดมทุนได้คล้ายกับการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ แต่ขนาดของตลาดจะต่างกัน
          ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวเกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่ได้หันมาออก STO แล้วตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่ไทยเองก็เริ่มมีการพูดถึงกันแล้ว
          50 รายยื่นขอ ICO
          ด้านายรพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ระบุว่า ปัจจุบันมีผู้มายื่นขอเสนอออกขายเหรียญดิจิทัลให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก หรือ ไอซีโอ (ICO) จำนวน 50 ราย แต่ ก.ล.ต. ยังไม่ได้อนุญาตให้รายใดออกและเสนอขายเหรียญดิจิทัล รวมถึงผู้ทำหน้าที่เป็นไอซีโอ พอร์ทัล (ICO Portal) เพราะอยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติให้เป็นไปตามเกณฑ์
          ดังนั้นหากช่วงนี้มีผู้ชวนให้มีการลงทุน ใน ICO ให้สันนิษฐานก่อนได้ว่าเป็น การขายที่ผิดกฎหมาย และหากมีผู้มาชักชวน ให้ลงทุนโดยสัญญาว่าจะได้ผลตอบแทนการลงทุนที่แน่นอน และได้ผลตอบแทนมหาศาล โดยที่นักลงทุนไม่สามารถรู้ได้ว่านำเงินไปลงทุนจริง หรือไม่ ให้ถือว่าการชักชวนดังกล่าว เป็นการฉ้อโกง หากผู้ลงทุนถูกฉ้อโกง แล้วโอกาสที่จะได้เงินคืนนั้น มีน้อยมาก คนโกงคงนำเงินไปใช้หมดแล้ว โดยผู้ลงทุนสามารถแจ้งเบาะแสมาที่ก.ล.ต.ให้ดำเนินการ ตรวจสอบได้
          อย่างไรก็ตามผู้ลงทุนใน ICO ต้องมีความรู้ความเข้าใจ มากกว่าการลงทุนในหุ้น หรือหุ้นกู้ และต้องเข้าใจความเสี่ยง เพราะการระดมทุน ICO เป็นการระดมทุนเพื่อนำไปลงทุน ในเทคโนโลยีที่ยังไม่มีการพิสูจน์ได้ว่าจะประสบความสำเร็จ
          สำหรับการลงทุนใน ICO ในตลาดอื่นๆ นั้น ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนสถาบันที่มีเงินจำนวนมาก เพราะสามารถกระจายความเสี่ยงการลงทุนได้ ซึ่งที่ผ่านมาขาดทุน 90% มีเหลือแค่ 10% ที่มี กำไร แต่ 10% ที่มีกำไรนั้นสามารถที่จะชดเชย กับ 90% ที่ขาดทุนไปได้
          ดังนั้นผู้ที่จะลงทุนใน ICO ก็จะต้องกระจายความเสี่ยงในการลงทุน และต้องรับความเสี่ยงให้ได้ หากลงทุนแล้วเกิดความเสียหาย และจะไม่กระทบกับฐานะการเงินของตัวเอง.

          บรรยายใต้ภาพ
          รพี สุจริตกุล
          ปรมินทร์ อินโสม