"ดีอี"เปิดแผนแจ้งเกิดสมาร์ทซิตี้EECd จีน-ญี่ปุ่นต่อแถวลงทุน...สูสีเมืองใหม่ซีพี

 ทีมข่าวเศรษฐกิจ
          เปิดต้นแบบเมืองใหม่เจ้าสัวซีพี
          กลายเป็นประเด็นที่มีการติดตามมากที่สุดในโลกโซเชียลตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา กับการผุดโปรเจ็กต์สร้างเมืองใหม่ของ "เจ้าสัวซีพี" นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี บนพื้นที่ 10,000 ไร่ อ.แปดริ้ว จ.ฉะเชิงเทรา เนรมิตเป็น "Smart City" ด้วยงบลงทุนหลายแสนล้านบาท
          สมาร์ทซิตี้แห่งนี้มีการวางผังเมือง และระบบสาธารณูปโภคครบถ้วน รวมทั้งบริการอื่นๆ ของเมืองให้รวมอยู่จุดเดียว เช่น โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย และศูนย์การค้า ทั้งนี้ เหตุผลที่เลือกแปดริ้วเป็นสถานที่แรกเพื่อเป็นโครงการทดลองในการเชื่อมต่อกับอีอีซี หรือพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพราะอยู่ไม่ห่างจากกรุงเทพมหานคร
          "เจ้าสัวซีพี" ฉายภาพเมืองใหม่ให้เห็นว่าจะมีการก่อสร้างรถไฟฟ้าในระบบรางเชื่อมต่อเข้ามายังสถานีมักกะสัน ให้เดินทางจากเมืองสู่กรุงเทพฯ ภายใน 20 นาที โดยรถไฟจะออกทุก 1 หรือ 2 นาที ขณะที่ในเมืองจะใช้ระบบ "Zero Waste" หรือการรีไซเคิลขยะให้เป็นศูนย์ เช่น การรีไซเคิล การผลิตไฟฟ้า และการแปรรูป อีกทั้งถนนในเมืองจะทำเป็น 3 ชั้น โดยชั้นบนจะเป็นพื้นที่ของสวนสาธารณะ ชั้นกลางเป็นถนน หรือทางรถไฟ ส่วนชั้นล่างสุดจะเป็นส่วนของการบริการ เช่น ขยะ ท่อน้ำเสีย และท่อบริการของระบบไฟฟ้า และประปา ทั้งนี้ ใจกลางเมืองใหม่ยังรวบรวมศูนย์การค้าใหญ่ไว้ในที่เดียว เนื่องจากต้องการขจัดปัญหาการจราจรติดขัด ดังจะออกแบบให้คนสามารถเดินไปทำงานได้ โดยจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองจะต้องไม่ต่ำกว่า 300,000 คน เพื่อให้ธุรกิจและบริการคุ้มทุน พร้อมกันนี้ "เจ้าสัวซีพี" ยังเปรยว่า โครงการสร้างเมืองใหม่อยู่ระหว่างให้สถาปนิกและที่ปรึกษาจากประเทศสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ทำการออกแบบและวางแผนอยู่
          สำหรับทำเลสร้างเมืองใหม่ในอีอีซีนั้น นอกจาก จ.ฉะเชิงเทราแล้ว พัทยา จ.ชลบุรี หรือ จ.ระยอง ก็น่าสนใจ โดยเมืองใหม่น่าจะมีประมาณ 20 แห่ง ทั่วประเทศไทย รองรับประชากรให้ได้ 6 ล้านคน แต่ซีพีจะไม่ลงทุนคนเดียว จะชวนนักธุรกิจไทยและต่างประเทศมาร่วมลงทุนด้วย
          ดีป้าตีปี๊บแจ้งเกิดEECd-สถาบันไอโอที
          ยิ่งพูดก็ยิ่งพาให้จินตนาการภาพ "เมืองใหม่แปดริ้ว" ไปไกลลิบลับ ซ้ำทำให้ต้องคิดถึง "โครงการเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล หรือ Digital Park Thailand : EECd" ภายใต้การนำของโต้โผใหญ่ อย่าง นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่เพิ่งเปิดเผยถึงความคืบหน้าของการดำเนินงานโครงการ EECd ที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นรากฐานการพัฒนาองค์ความรู้และการสร้างนวัตกรรมดิจิทัล ขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 รองรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัลแห่งอนาคตว่า ปัจจุบันกระทรวงดีอีและหน่วยงานในสังกัด ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT ได้ดำเนินการพัฒนาเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัลมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้สร้างแนวทางการพัฒนาโครงการ โดยเน้นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้อีอีซีพัฒนาเป็น "Smart City" รวมทั้งกำหนดให้มุ่งเน้นการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็น และสภาพแวดล้อมภายในที่เหมาะสม ซึ่งนอกจากจะเป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาคในการพัฒนาธุรกิจดิจิทัลของประเทศไทย ยังมีพื้นที่ติดกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อีกทั้งยังมีอาณาเขตใกล้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ที่มีหลายส่วนงานต้องเชื่อมโยงและพัฒนาร่วมกัน เพื่อให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านดิจิทัลและกำลังคนด้านดิจิทัลได้อย่างหลากหลาย
          พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอียังได้ระบุถึงความคืบหน้าโครงการจัดตั้งสถาบันไอโอที เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลแห่งอนาคต (IoT Institute) ดีป้าได้รับการจัดสรรงบประมาณจากงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจภายในประเทศ ในกรอบวงเงินงบประมาณ 1,670 ล้านบาท สำหรับก่อสร้างอาคารนวัตกรรมไอโอที 1 และ 2 บนพื้นที่ขนาด 30 ไร่ ในโครงการ EECd โดยกระทรวงดีอีได้มอบหมายให้ กสท โทรคมนาคม และดีป้า ดำเนินการจัดให้มีกิจกรรมเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์โครงการ EECd และสถาบันไอโอที ให้กับนักธุรกิจและนักลงทุนจากประเทศต่างๆ ได้รับทราบ
          ตั้งกก.เฟ้นเอกชนร่วมทุนEECd
          นอกจากนี้ กระทรวงดีอียังได้หารือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานของรัฐ บริษัท สตาร์ตอัพ จากทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงนิสิตและบุคลากรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมดำเนินกิจกรรมต่างๆ เช่น การพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัลและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง การเตรียมพื้นที่เพื่อสร้างสนามทดสอบเทคโนโลยี 5G คู่ขนานกับการพัฒนาพื้นที่ EECd และสถาบันไอโอที รองรับการลงทุนของผู้ประกอบการ ซึ่งสามารถใช้เป็นพื้นที่เริ่มดำเนินการได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้การก่อสร้าง EECd เสร็จ
          ล่าสุด ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาค ตะวันออก (อีอีซี) ครั้งที่ 2/2561 ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กระทรวงดีอีได้เสนอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนโครงการเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล ประกอบด้วย น.ส.อัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดีอี เป็นประธาน และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงดีอี สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงบประมาณ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ร่วมเป็นกรรมการและผู้แทนจาก กสท โทรคมนาคม เป็นกรรมการและเลขานุการ เพื่อทำหน้าที่ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างประกาศเชิญชวน (ทีโออาร์) ร่างเอกสารการ คัดเลือกเอกชน และร่างสัญญาร่วมลงทุน ก่อนการประกาศเชิญชวน พร้อมทั้งรายงานผลการปฏิบัติงานต่อคณะอนุกรรมการเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนการดำเนินงานคัดเลือก ผู้ร่วมลงทุน รวมถึงการคัดเลือกบริษัทเอกชน การเจรจา และจัดทำร่างสัญญาร่วมลงทุนกับภาคเอกชนที่ได้รับการคัดเลือก อีกทั้งเรียกให้หน่วยงานเจ้าของโครงการหรือเอกชนเข้าชี้แจงหรือจัดส่งข้อมูลหรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง ตลอดจน การพิจารณาการดำเนินการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการตามความเหมาะสม
          เล็งตั้งคณะทำงานติดตามงาน
          นอกจากนั้น กระทรวงดีอียังเตรียมแต่งตั้งคณะทำงานติดตามการพัฒนาเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล โดยจะมีปลัดกระทรวงดีอีเป็นประธาน และผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) เป็นรองประธาน ในส่วนของคณะทำงานจะประกอบด้วย เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) หรือผู้แทน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือผู้แทน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือผู้แทน ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงดีอี ผู้อำนวยการสถาบันไอโอทีและนวัตกรรมดิจิทัล ดีป้า และผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ ดีป้า รวมทั้งจะมีผู้แทนจากดีป้าและบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เป็นคณะทำงานและเลขานุการร่วม
          โดยคณะทำงานดังกล่าวจะทำหน้าที่ศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะในการพัฒนาพื้นที่เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล พร้อมประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการพัฒนาพื้นที่ รวมถึงการกำกับ ดูแล ติดตามการดำเนินการพัฒนาเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางและกรอบระยะเวลาที่กำหนด พร้อมทั้งจัดทำรายงานความคืบหน้าเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีเป็นระยะ นอกจากนั้นยังทำหน้าที่เชิญผู้แทนส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานภาครัฐ หรือภาคเอกชน ชี้แจงหรือให้ข้อมูลและประสานงานโดยตรงกับหน่วยงานเพื่อขอรับการสนับสนุนข้อมูล ตลอดจนการปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย
          ทั้งนี้ พื้นที่โครงการ EECd จะประกอบด้วยโซนต่างๆ ได้แก่ Smart Logistics, Digital Academy & Community Center, Animation & 3D Design Center, Smart City Platform, 5G Testbed, Digital Enterprise eXcellence Ceter, IoT Institute, Startup Incubation & Acceleration Metro (Siam), Digital Playground, Cyber Security และ Advanced Big Data, Cloud and Data Center (ABCD)
          'กสท'วางกรอบก.พ.62ได้เอกชนร่วมทุน
          พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) (CAT) เปิดเผยว่า กสท โทรคมนาคม ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการ "เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล หรือ Digital Park Thailand : EECd" ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ได้นำเสนอภาพรวมโครงการ รวมถึงข้อมูลสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของโครงการ EECd ในงาน Market Sounding ครั้งที่ 1 ที่จัดขึ้นเพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ รับฟัง ความเห็นและข้อเสนอแนะจากภาคเอกชนไทย และต่างประเทศที่สนใจร่วมลงทุน เพื่อหาเอกชนในการร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP (Public Private Partnership) บนพื้นที่กว่า 800 ไร่ บริเวณ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เนื่องจาก กสท โทรคมนาคม ไม่มีความชำนาญในการบริหารจัดการพื้นที่ ทำให้ต้องหาเอกชนเข้ามาบริหารจัดการพื้นที่ รวมถึงการขายพื้นที่ให้เอกชนมาเช่าใช้พื้นที่ด้วย
          การทำ Market Sounding ครั้งนี้ พ.อ.สรรพชัยระบุว่า จะนำข้อเสนอแนะและความเห็นที่ได้รับจากการจัดงานไปประกอบการจัดทำข้อมูลโครงการในรายละเอียด และร่างเอกสารคัดเลือกเอกชน เพื่อนำเสนอในงาน Market Sounding ครั้งต่อไป ที่มีกำหนดจะจัดภายในเดือนตุลาคม 2561 โดยคาดว่า จะเปิดขายเอกสารคัดเลือกเอกชนได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2561 และจะพิจารณาข้อเสนอของเอกชน และประกาศผลการคัดเลือกเอกชนเข้าเป็น ผู้ร่วมลงทุนในโครงการได้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2562
          "ภายในโครงการ CAT ได้จัดเตรียมโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมความเร็วสูง ทั้งระบบเคเบิลใยแก้วนำแสงภายในประเทศ และระบบเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ พร้อมสำหรับรองรับการลงทุนพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการลงทุน และพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Digital Hub)"พ.อ.สรรพชัยกล่าว
          จีน-ญี่ปุ่นสนบริหารเมืองใหม่EECd
          พ.อ.สรรพชัยกล่าวว่า สำหรับพื้นที่ที่เอกชนจะเข้ามาประมูลเพื่อบริหารจัดการพื้นที่นั้น ไม่รวมพื้นที่ของกระทรวงพลังงาน สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า เนื่องจากที่ดินของทั้ง 2 หน่วยงานเป็นกรรมสิทธิ์ของทั้ง 2 แห่ง รวมถึงพื้นที่ของดีป้า ในการสร้างสถาบันไอโอที ที่มีงบประมาณในการสร้างเป็นของตนเอง ซึ่งขณะนี้มีบริษัทจากประเทศจีน ญี่ปุ่น และไทย ให้ความสนใจ จึงต้องรอดูว่าบริษัทไหนจะเสนอแผนธุรกิจได้ดีกว่ากัน โดยโครงการนี้มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท
          นายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการดีป้า เปิดเผยว่า ขณะนี้ ขั้นตอนการสร้างสถาบันไอโอทีกำลังอยู่ระหว่างการออกแบบ โดยใช้งบประมาณในการออกแบบ 128 ล้านบาท เนื่องจากเพิ่งได้งบประมาณจากงบ บิ๊กร็อก (งบกลางรายการค่าใช้จ่ายส่งเสริมและการสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจภายในประเทศ) มาเมื่อช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ระหว่างประกาศร่างทีโออาร์ ส่วนการก่อสร้างคาดว่าจะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ภายในเดือนมกราคม 2562 ด้วยงบประมาณ 1,480 ล้านบาท คาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 2 ปีครึ่ง
          ทั้งนี้ ภายในสถาบันไอโอที พื้นที่ 30 ไร่ จะประกอบไปด้วย 4 อาคาร คือ อาคารพื้นที่ 40,000 ตารางเมตร แบ่งเป็นการสร้างเป็นศูนย์ Maker Space เพื่อให้เป็นพื้นที่ในการสร้างสินค้าต้นแบบจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ พื้นที่ 10,000 ตารางเมตร ส่วนที่เหลืออีก 30,000 ตารางเมตร จะเป็นศูนย์สำหรับการทดสอบ 5G, AI/IoT Lab ส่วนอาคารที่ 2 และ 3 พื้นที่ใช้สอย 20,000 ตารางเมตร ให้บริการครอบคลุมทั้งเรื่อง Industrial Mathematic Lab, VR & AR Lab, Testing Lab, Cloud Innovation Lab, Device Lab, Design Center และ Demonstration Space และอาคารที่ 4 เป็นการใช้งบสมาร์ทซิตี้ต้องสร้างตึกให้เสร็จภายใน 1 ปี เพื่อเป็นศูนย์ IOC (Institute Operations Center) พื้นที่ 1,500 ตารางเมตร เพื่อเป็นสถานที่แสดงตัวอย่าง "Smart City" ของประเทศไทย
          "การพัฒนาพื้นที่โครงการ EECd ต้องไม่ได้มีแค่อาคารสำนักงานเท่านั้น แต่ต้องเป็นทั้งที่อยู่อาศัย ความบันเทิง เหมือนเป็นเมืองใหม่เมืองหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ จีนและญี่ปุ่น สนใจที่จะเข้ามาบริหารจัดการพื้นที่นี้อย่างมาก เราก็ต้องเลือกคนที่เสนอได้ดีที่สุดเข้ามาบริหาร" นายณัฐพลกล่าว
          เมืองใหม่ซีพีทำได้ร่วมช่วยปท.
          พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอียังได้กล่าวถึง "โครงการสร้างเมืองใหม่" ของ "เจ้าสัวซีพี" ว่า หากเข้าใจไม่ผิดพลาด ทราบว่า ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ได้ผนวก "Smart City" เป็นหนึ่งในโครงการที่ภาคเอกชนจะสามารถได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้ อาทิ สิทธิประโยชน์สำหรับเอกชนที่เข้าร่วมลงทุนในโครงการ EECd เช่น 1.สิทธิประโยชน์ตาม พ.ร.บ.อีอีซี อาทิ การเช่าอสังหาริมทรัพย์ได้ไม่เกิน 50 ปี ต่อสัญญาได้อีก 49 ปี การให้ต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน 2.สิทธิประโยชน์ตามประกาศบีโอไอ ที่ 6/2561 สำหรับการส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมอีก 2-4 ปี แล้วแต่ประเภทกิจการ (จากเดิม 8 ปี) และ 3.สิทธิประโยชน์ตามประกาศบีโอไอ ที่ ส.5/2561 สำหรับประเภทกิจการดิจิทัลพาร์ค ทั้งนี้ การแบ่งผลตอบแทนระหว่างรัฐและเอกชน อยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบการแบ่งผลตอบแทนที่เหมาะสม
          ทั้งนี้ จากที่ได้รับคำแนะนำจากทางบีโอไอ ทราบว่า "Smart City" สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ Smart City ที่ทำครบองค์ประกอบ และ Smart City ที่ทำบางองค์ประกอบ ซึ่งจะส่งผลให้สิทธิประโยชน์ที่ภาคเอกชนจะได้รับแตกต่างกัน ทั้งนี้ การดำเนินการให้เป็น Smart City ที่ครบองค์ประกอบ ทำได้ไม่ง่ายนัก จำเป็นต้องมีองค์ประกอบทั้งหมด 6 ด้าน คือ ด้านเศรษฐกิจ (Smart Economy) ด้านสิ่งแวดล้อม (Smart Environment) การบริหารงานปกครอง (Smart Government) ด้านที่อยู่อาศัย (Smart Living) ด้านการจราจรขนส่ง (Smart Mobility) ด้านทรัพยากรมนุษย์ (Smart People) แต่บาง "Smart City" อาจทำได้ 2 หรือ 3 องค์ประกอบ
          "หากภาคเอกชนที่ต้องการดำเนินโครงการในลักษณะของ 'Smart City' สามารถทำได้ โดยในเบื้องต้นต้องทำการขออนุญาตจากทางบีโอไอ ซึ่งในขณะเดียวกัน บีโอไอก็จะนำข้อมูลมาพิจารณา พร้อมทั้งขอคำปรึกษามายังกระทรวงดีอีอีกครั้ง ทั้งนี้ กระทรวงดีอีก็จะช่วยพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อช่วยลดภาระให้กับบีโอไอในระดับหนึ่ง เรื่องดังกล่าวไม่ว่าภาครัฐหรือภาคเอกชนจะเป็นผู้พยายามขับเคลื่อน ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ดีทั้งสิ้น โดยปลายทางที่จะได้รับคือระบบเศรษฐกิจ ดังนั้น ทุกเรื่องที่ดำเนินการแล้วผลประโยชน์ ก่อเกิดแก่ประเทศชาติได้ ทุกภาคส่วนสามารถร่วมกันสนับสนุน และส่งเสริมได้ ไม่อยากให้เข้าใจว่า เป็นหน้าที่ของภาครัฐเพียงอย่างเดียว"
          เรียกได้ว่างานนี้ไม่มีใครน้อยหน้าใคร เนื่องจากล้วนแล้วแต่เป็นไอเดียที่บรรเจิดทั้งคู่
          แต่อภิมหาโปรเจ็กต์นี้จะสำเร็จลุล่วง แบบสมราคาคุยหรือไม่ คงต้องจับตาดูกันต่อไป