สมคิดชูศก.แกร่งปลุกลงทุนกอบศักดิ์ลั่น"เอสอีซี"ผุดรบ.นี้

รมช.พาณิชย์แจงผลประชุม'อาฟต้า' เผยคืบหน้าเสรีการค้า- ลดกีดกัน-อำนวยความสะดวกธุรกิจ โชว์ไทยติดกลุ่มก้าวหน้า 3 อันดับแรกอาเซียน 'กสทช.'เปิดลงทะเบียนไวไฟฟรีเน็ต ชายขอบ ก.ย.นี้ เงื่อนไขรายได้ต่ำกว่า 1 หมื่นต่อปี
          'สมคิด'เปิดไทยแลนด์โฟกัส
          เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน "Thailand Focus 2018: The Future is Now" จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ และปาฐกถาพิเศษเรื่อง Thailand Strategic Plan and Reforms : แผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศไทย โดยมี นักธุรกิจ นักลงทุน ในแวดวงเศรษฐกิจ การเงินและการลงทุน ทั้งในประเทศและ ต่างประเทศเข้าร่วมจำนวนมาก
          อาทิ กองทุนจากสหรัฐ ยุโรป จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง สิงคโปร์ สแกนดิเนเวีย ตะวันออกกลาง ส่วนบริษัทไทยเข้าร่วมมากกว่า 116 บริษัท จากทุกกลุ่มอุตสาหกรรมที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งบริษัทขนาดใหญ่ กลาง จนถึงขนาดเล็กใน ตลท. และตลาด เอ็ม เอ ไอ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เป็นจุดแข็งของประเทศสอดคล้องแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม 13.65 ล้านล้านบาท คิดเป็น 78% ของมูลค่ารวมของตลาด (ข้อมูล ณ 20 สิงหาคม 2561) โดยกระจายอยู่ใน เซกเตอร์ต่างๆ ทั้งการสื่อสาร การบิน การ ท่องเที่ยว การแพทย์ อาหาร โครงสร้างพื้นฐาน ก่อสร้าง อิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน ค้าปลีก การเงินธนาคาร เป็นต้น
          นายสมคิดกล่าวว่า ในช่วง 10 ปีมานี้ ประเทศไทยต้องเผชิญกับความขัดแย้งทางสังคมและความผันผวนทางการเมือง จนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเมื่อ 4 ปีที่แล้ว รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาบริหารประเทศในช่วงที่ประเทศขาดเสถียรภาพ ขาดความเชื่อมั่น และเศรษฐกิจถดถอย ด้วยอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ขณะนั้นเพียง 0.9% แม้จะดูเหมือนว่าเป็นวิกฤตการณ์ของประเทศ แต่รัฐบาลได้เปลี่ยนช่วงเวลานั้นเป็นโอกาสในการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง ในฐานะคณะทำงานด้านเศรษฐกิจได้ประกาศ 2 ภารกิจสำคัญ คือ 1.การฟื้นเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นกลับมาโดยเร็ว 2.เร่งปฏิรูปเพื่อปรับโครงสร้างประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันและสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก
          โชว์ตัวเลขฟื้นเศรษฐกิจ
          "จากวันนั้นถึงวันนี้เวลาล่วงมา 3 ปีแล้ว ภารกิจแรกเป็นที่ประจักษ์ชัดเจน การขยายตัวเศรษฐกิจขยายตัวมาเป็นลำดับอย่างมีเสถียรภาพและต่อเนื่องจากปี 2557 ที่ขยายตัว 0.9% มาเพิ่มเป็น 2.9% ในปี 2558 และ 3.2% ในปี 2559 และปี 2560 ที่ผ่านมา ที่ 3.9% และไต่ขึ้นสู่ระดับ 4.8% ในช่วงครึ่งปีแรก 2561 ที่ผ่านมาสะท้อนการขยายตัวที่มั่นคง มีเสถียรภาพและคาดว่า ทั้งนี้ ปี 2561 จีดีพีน่าจะสูงกว่าทุกตัวเลขที่เคยประมาณการณ์มา ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา มีการประเมินตัวเลขทั้งจากสถาบันในประเทศและต่างประเทศ แต่สถาบันทั้งหลายต้องเปลี่ยนแปลงตัวเลขทุกปี เพราะรัฐบาลทำงานหนักและต้องการทำให้ดีที่สุด เพื่อให้การขยายตัวนั้นมีความมั่นคง เข้มแข็งและมีเสถียรภาพอย่างเต็มที่" นายสมคิดกล่าว (อ่านรายละเอียด น.2)
          ชี้ไทยศูนย์กลางการค้าอาเซียน
          นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภายในอีก 10 ปีข้างหน้า ภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเทศในซีแอลเอ็มวี ประกอบด้วย  ลาว กัมพูชา เมียนมา และเวียดนาม จะกลายเป็นภูมิภาคที่น่าลงทุนที่สุดในโลก เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงมากที่ 6-8% แต่ประเทศในภูมิภาคนี้มีขนาดเล็กจำนวนประชากรไม่มาก และขนาดเศรษฐกิจเล็กเมื่อเทียบกับจีน หรือประเทศใหญ่อื่นๆ จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายเป็นอย่างมาก เมื่อไทยถูกล้อมรอบด้วยประเทศดังกล่าว จึงเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะเป็นประตูสู่ซีแอลเอ็มวี และเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ในการลงทุน ทั้งนี้ นโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีนจะหนุนให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการลงทุน การคมนาคม ขนส่งโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียน
          อีอีซีหนุนไทยฮับ2มหาสมุทร
          นายกอบศักดิ์กล่าวว่ากลุ่มซีแอลเอ็มวีและไทยมีแผนยุทธศาสตร์ร่วมกัน 5 ประเทศ เพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคยิ่งทำให้เพิ่มความน่าสนใจในการลงทุนขึ้นอีก เกิดเป็นพลังในการเชื่อมต่อขึ้น เช่น การสร้างสะพานเชื่อมระหว่างนครพนมกับลาวทำให้ไม่ต้องขนส่งทางเรือ และเกิดการขยายตัวทางการค้าระหว่างทั้ง 2 ประเทศ สามารถสร้างมูลค่าทางการค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากความร่วมมือดังกล่าว ทำให้หลายประเทศต้องการเชื่อมโยงเส้นทางทางการค้าเพิ่มขึ้น จะทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางของการคมนาคมที่สามารถเชื่อมโยงไปยังประเทศต่างๆ ได้อีกมากมาย นอกจากนี้ ยังมีโครงการเอสอีซี เมื่อมีอีอีซีและเอสอีซี ไทยจะเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงประเทศที่อยู่ทั้งในมหาสมุทรแปซิฟิก และมหาสมุทรอินเดียเข้าเป็นภูมิภาคเดียวกัน
          นายกอบศักดิ์กล่าวว่า ด้านการพัฒนาภายในประเทศ มีการพัฒนาเชื่อมโยงทางคมนาคมภายในประเทศควบคู่กันไปด้วย ทั้งทางถนน ทางรถไฟ และทางอากาศ ตลอดจนการพัฒนาระบบการคมนาคมขนส่งภายในกรุงเทพฯ ด้วยเช่นกัน มีการขยายสนามบินหลายๆ แห่งในประเทศไทย ทั้งสุวรรณภูมิ ดอนเมือง อู่ตะเภา และอื่นๆ เพื่อเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการบินแห่งภูมิภาค มีการก่อสร้างรถไฟใต้ดินสายสีน้ำเงิน สีแดง สีเขียว และอุโมงค์ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งถือเป็นการพลิกโฉมการคมนาคมกรุงเทพฯ
          หลังเลือกตั้งเดินหน้าทุกโครงการ
          นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ความคืบหน้าของยุทธศาสตร์ชาติ ภายใต้ไทยแลนด์ 4.0 สิ่งที่นักลงทุนสนใจมากที่สุดเป็นเรื่องความก้าวหน้าของการปฏิรูปภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโครงการอีอีซี ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการคืบหน้าไปมากแล้ว ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การปฏิรูปประเทศไปสู่ยุคดิจิทัล รวมทั้งการปฏิรูปอุตสาหกรรมที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิรูป มีการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมาย 5 กลุ่ม เช่น นวัตกรรมอาหาร ท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคตหรือรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้ปรับสิทธิประโยชน์ใหม่เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในอีอีซีมากขึ้น ทั้งนี้ ปัจจุบันมีการยืนยันความต้องการแล้วกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีการลงทุนในอุตสาหกรรมไบโอเทคโนโลยีที่ช่วยสร้างมูลค่าภาคเกษตรกรรมอีกกว่า 4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยยืนยันว่าทุกโครงการจะเดินหน้าต่อไปหลังจากการเลือกตั้งในปีหน้าซึ่งจะสามารถช่วยเสริมศักยภาพให้ประเทศไทยเติบโตต่อไปอย่างมั่นคง
          'วิรไท'เผยไตรมาส1โตสุดรอบ5ปี
          นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดไว้ อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทย ในไตรมาสที่ 2/2561 ขยายตัวถึง 4.8% ดีที่สุดในรอบ 5 ปี และเกินความคาดหมายของ ธปท. ที่ผ่านมาได้มีการปรับคาดการณ์จีดีพีไทยปีนี้จากเดิม 4.1% เป็น 4.4% เป็นผลเนื่องจากการเติบโตที่ดีในทุกภาคส่วน ทั้งการส่งออก การบริโภคภายในประเทศ และการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งสะท้อนว่าการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้นเริ่มมีการกระจายตัวไปยังภาคเศรษฐกิจอื่น แต่ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในต่างประเทศ ประเทศไทย มีพื้นฐานที่แข็งแรงเพียงพอในการรองรับความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี ซึ่งถือว่าประเทศไทยอาจมีความเข้มแข็งมากที่สุดในหมู่ประเทศเกิดใหม่ก็ได้ ทั้งเงินสำรองระหว่างประเทศ การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ไทยมีเสรีในการกำหนดนโยบายทางการเงินเองได้แตกต่างจากประเทศเกิดใหม่อื่นๆ และ ธปท.ยังสามารถบริหารจัดการกับความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี
          เผยดบ.ต่ำนานเสี่ยงต่อศก.
          นายวิรไทกล่าวว่า สำหรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยไทยนั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นเวลานานอาจจะมีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจซึ่งจะต้องมีการติดตามสถานการณ์ ซึ่งการพิจารณานโยบายการเงินของไทยพิจารณาจาก 3 ปัจจัย คือ เป้าหมายเงินเฟ้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และเสถียรภาพภาคการเงิน รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการกีดกันทางการค้า การติดตามการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก และจากเหตุการณ์เรือล่มที่ จ.ภูเก็ต จะส่งผลกระทบกับการท่องเที่ยวไทยหรือไม่อย่างไร นอกจากนี้ หากพิจารณาจากการถือครองพันธบัตรของผู้ที่พำนักถิ่นฐานนอกประเทศไทย มีสัดส่วนเพียง 10% ขณะที่ประเทศอื่นสัดส่วนอยู่ที่ 40% ทั้งนี้ สงครามการค้าสหรัฐและจีนถือเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตา โดยขณะนี้เริ่มส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปสหรัฐบ้างแล้ว แต่ไทยก็ยังมีโอกาสจะได้อานิสงส์การกีดกันทางการค้าเช่นกัน ซึ่งผลกระทบจากสงครามการค้าที่เกิดขึ้นจะเห็นเด่นชัดขึ้นในปีหน้า
          เปิด4อุตฯดันไทยแหล่งระดมทุน
          นายภากร ปีตธวัชชัย ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยมีสภาพคล่องสูงที่สุดในอาเซียนและมีความแข็งแกร่งเพียงพอทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณที่จะรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจของทั้งไทยและต่างประเทศได้ นับตั้งแต่ พ.ศ.2552 ตลาดหุ้นไทยมีขนาดมูลค่าตลาดเติบโตปีละ 15% ปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 530,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นผลจากการขยายธุรกิจและการปรับเปลี่ยนโครงสร้างบริษัทต่างๆ ในอุตสาหกรรมชั้นนำที่มีการเข้าไปลงทุนยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว กัมพูชา เวียดนาม เป็นต้น ซึ่งบริษัทจดทะเบียนไทยมีความยืดหยุ่น แข็งแกร่ง และมีศักยภาพสามารถปรับตัวตอบรับความต้องการของต่างประเทศได้ ทำให้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา บริษัทจดทะเบียนไทยก้าวเข้ามาเป็นบริษัทชั้นนำของโลก ทั้งยังเป็นผู้นำทางยุทธศาสตร์อาเซียนในกลุ่มคลัสเตอร์หลัก เช่น โรงแรม น้ำมัน การก่อสร้าง เป็นต้น และในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา บริษัทจดทะเบียนไทยมีรายได้จากการลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้นจาก 35% เป็น 46%
          นายภากรกล่าวว่า อุตสาหกรรมหลัก 4 ด้าน ที่จะเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตใน อนาคต ซึ่งจะทำให้ไทยเป็นจุดหมายที่ดีที่สุดของนักลงทุน คือ 1.อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว 2.อุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมี 3.อุตสาหกรรมการเกษตร เพิ่มมูลค่าเกษตรกรรมด้วยนวัตกรรม 4.การสร้างโอกาสทางธุรกิจให้บริการดิจิทัล ไทยจะคงสถานะการเป็นแหล่งระดมทุนที่สำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ ด้วยการร่วมมือของภาครัฐและภาคธุรกิจ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะเข้าไปมีส่วนร่วมในกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ ที่กำลังจะเปิดตัวในไตรมาสที่ 3 นี้อีกด้วย ทั้งนี้ การจัดงานในครั้งนี้ ยังมีนักลงทุนต่างชาติเดินทางเข้ามาหลากหลายมากขึ้น โดยมีกลุ่มประเทศใหม่ๆ อาทิ กลุ่มสแกนดิเนเวีย และตะวันออกกลาง เป็นต้น สะท้อนถึงการที่ไทยอยู่ในความสนใจลงทุนที่เข้ามาและครั้งนี้มีนักลงทุนสถาบันต่างประเทศเข้าร่วมงานถึง 161 กองทุนทั่วโลก มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวมกว่า 2.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
          'กอบศักดิ์'ลั่นเอสอีซีเกิดรบ.นี้
          นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในงานไทยแลนด์ โฟกัส 2018 ที่โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ ว่า จะเร่งดำเนินการผลักดันโครงการแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (เอสอีซี) ให้เกิดขึ้นภายในรัฐบาลนี้ คาดว่าจะมีความชัดเจน 2-3 เดือนหลังจากนี้ โดยเอสอีซีจะยึดโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นต้นแบบ ซึ่งเอสอีซีจะทำหน้าที่เช่นเดียวกัน คือเชื่อมต่อการค้าไทยไปยังอีกหลายประเทศ โดยขณะนี้ไทยกำลังพยายามทำข้อตกลงทางการค้าเสรี(เอฟทีเอ) กับบังกลาเทศและอินเดีย หากสามารถทำ ข้อตกลงร่วมกับ 2 ประเทศนี้ได้จะทำให้เกิดการขยายตลาดทางการค้าที่ใหญ่ขึ้นมากกว่าเดิมอีก ทั้งนี้ ได้รับข้อเสนอให้สร้างท่าเรือที่จังหวัดระยองเพื่อลดเวลาในการขนส่งสินค้าให้น้อยลงกว่าเดิมและตั้งเป้าสร้างศูนย์กลางทางเรือ
          "ไทยมีทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมและมีศักยภาพให้เป็นศูนย์กลางเขตเศรษฐกิจ ซึ่งไทยมีนโยบายปรับโครงสร้างภายในประเทศ โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม คาดว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า จะสามารถพลิกโฉมการคมนาคมของประเทศไทยได้และสามารถเชื่อมโยงภูมิภาคทั้งในอาเซียนในเขตอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ในกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม และมีแผนร่วมมือเชื่อมต่อไปยังอีกหลายประเทศ ขณะที่การขยายความร่วมมือไปทั้งฝั่งตะวันตกของไทย แต่เนื่องจากไทยมีประชากรเพียง 60 ล้านคน ซึ่งน้อยกว่าอินเดียที่มีจำนวนกว่า 1,000 ล้านคน ทำให้ตลาดยังมีขนาดเล็กกว่ามาก จึงทำให้ต้องมีการรวมตลาดกับในภูมิภาคใกล้เคียงเพื่อทำการขยายตลาดให้ใหญ่ขึ้น" นายกอบศักดิ์กล่าว
          ที่ประชุมอาเซียนรับ3ข้อหลัก
          น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงผลสรุปของการประชุมคณะมนตรีเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA Council) ครั้งที่ 32 ซึ่งสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพจัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ว่า รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนได้ติดตามผลการดำเนินการด้านการค้าสินค้าของอาเซียนภายใต้แผนประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Blueprint 2025) และรับทราบผลการดำเนินการที่สำคัญใน 3 ด้านหลัก คือ 1.การเปิดเสรีการค้าสินค้าของประเทศสมาชิกอาเซียน ในปี 2560 การค้ารวมของอาเซียนมีมูลค่ากว่า 2.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 14 และเป็นสัดส่วนการค้าระหว่างสมาชิกอาเซียนกว่าร้อยละ 23 ปัจจุบัน สินค้ากว่าร้อยละ 98.7 ของรายการทั้งหมดมีอัตราภาษีนำเข้าระหว่างประเทศสมาชิกเป็นศูนย์ และรัฐมนตรีอาเซียนได้ให้ความเห็นชอบการปรับปรุงพิกัดศุลกากรของสินค้าในบัญชีกฎเฉพาะรายสินค้าและบัญชีสินค้าสิ่งทอและผลิตภัณฑ์สิ่งทอให้สอดคล้องกับพิกัดศุลกากรฉบับปี 2017 ซึ่งจะเริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมนี้ รวมทั้งมอบหมายให้ประเทศสมาชิกดำเนินการประเมินผลการทบทวนความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) เพื่อขยายสิทธิประโยชน์ที่ดีกว่าให้แก่ประเทศสมาชิกอาเซียนโดยอัตโนมัติในกรณีที่ประเทศนอกกลุ่มได้รับสิทธิประโยชน์ดีกว่าประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกัน โดยให้รายงานผลภายในการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AEM Retreat) ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนมีนาคม 2562
          มุ่งลดมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี
          น.ส.ชุติมากล่าวว่า 2.การขจัดมาตรการที่มิใช่ภาษีที่เป็นอุปสรรคต่อการค้า (Non-Tariff Barriers: NTBs) รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนได้มุ่งเน้นการลดและยกเลิก NTBs ระหว่างกัน ซึ่งขณะนี้เวียดนามได้ยกเลิกการจำกัดปริมาณนำเข้าสินค้าไข่ไก่และเกลือแล้ว และอยู่ระหว่างหารือภายในประเทศเพื่อยกเลิก การจำกัดปริมาณนำเข้าของสินค้าน้ำตาล นอกจากนี้ รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนได้กระตุ้นให้ประเทศสมาชิกหารือและเร่งรัดการพิจารณาแก้ไข NTBs อย่างจริงจัง และ 3.การอำนวยความสะดวกทางการค้า โดยดำเนินการที่สำคัญคือรับรองเอกสาร 2 ฉบับ ได้แก่ พิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน ให้สามารถใช้ระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของอาเซียนเป็นระบบเดียวกัน (ASEAN-Wide Self-certification) ช่วยให้การส่งออกสินค้าที่ต้องการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ ATIGA ดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น และเอกสารแนวปฏิบัติสำหรับการดำเนินการตามข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมาตรการที่มิใช่ภาษี เพื่อให้เกิดความโปร่งใสเป็นธรรมทางการค้าระหว่างกันในประเทศสมาชิก และลดผล กระทบจากการบิดเบือนทางการค้า นอกจากนี้ ยังรับทราบความคืบหน้าของการเชื่อมโยงระบบอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียน (ASEAN Single Window: ASW) และเร่งรัดให้เชื่อมโยงระบบได้ครบ 10 ประเทศภายในปีนี้ จากปัจจุบันที่เชื่อมโยงกันแค่ 5 ประเทศ คือ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม
          ไทยติดโผ1ใน3ปท.ที่ก้าวหน้า
          น.ส.ชุติมากล่าวว่า 3.รับทราบรายงาน ผลการสำรวจผลสัมฤทธิ์ของการอำนวยความสะดวกทางการค้าของอาเซียน โดยสถาบันวิจัยทางเศรษฐกิจเพื่ออาเซียนและเอเชียตะวันออก (ERIA) ได้จัดทำขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินแนวทางดำเนินการเพื่อส่งเสริมให้บรรลุเป้าหมาย ลดต้นทุนธุรกรรมทางการค้าภายในภูมิภาคลงร้อยละ 10 ภายในปี 2563 และเพิ่มการค้าภายในภูมิภาคเป็น 2 เท่าภายในปี 2568 ซึ่งผลการสำรวจเบื้องต้นพบว่าการดำเนินการตามมาตรการอำนวยความสะดวกทางการค้าที่ประเทศสมาชิกอาเซียนดำเนินอยู่ในปัจจุบันมีความก้าวหน้าไปมาก และไทยอยู่ในกลุ่มที่มีความก้าวหน้า 3 อันดับแรกของอาเซียน ซึ่งมีสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยไทยมีคะแนนสูงในด้านความโปร่งใสและเผยแพร่ข้อมูลกฎหมาย กฎระเบียบ และขั้นตอนต่างๆ ต่อสาธารณะ รวมทั้งมีกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งนี้ ERIA อยู่ระหว่างการศึกษาตัวชี้วัดด้านอื่นๆ และจะรายงาน ผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์ภายในสิ้นปีนี้
          'ศุภชัย'ชี้แนวโน้มศก.ไทยเชิงบวก
          ที่มหาวิทยาลัยสยาม คณะบัณฑิตวิทยาลัย สาขาบริหารธุรกิจจัดบรรยายพิเศษ หัวข้อ "The Future of Thailand" โดยนายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO) ขึ้นกล่าวบรรยายว่า ประเทศไทยในระหว่างทางอีก 10 ปีข้างหน้า อาจมีการเปลี่ยนมุมมองของประเทศ ขึ้นอยู่กับประชาชนคนไทยว่า จะมีความคิดปรับตัวอย่างไร รวมถึงวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศด้วย อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องยากจะเดาว่าอนาคตเป็นอย่างไร เพราะที่ผ่านมามีปัญหาทางการเมืองที่ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจและระบบการเมือง และมีผลต่อนักลงทุนต่างชาติ แต่ก็มีผลสำรวจหลายอย่างที่คาดการณ์แนวโน้มประเทศไทยว่า เศรษฐกิจจะเป็นไปในทางบวก
          "เราเองพยายามเปิดเผยข้อมูลว่า เรามีอนาคตก้าวไกล ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้นำของเรา หากมีวิสัยทัศน์ถูกต้องก็จะนำพาไปในทางที่ถูก และสามารถบอกถึงความจริงในประเทศได้ถูกต้องต่อประชาชนและนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุน เพราะเงินทุนที่ไหลเข้ามาเป็นเรื่องสำคัญมากต่อประเทศในอนาคต ซึ่งไทยก็พยายามพัฒนาที่จะให้มีการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังติดปัญหาด้านการเมือง" นายศุภชัยกล่าว
          ชี้ศก.โตยังไม่กระจายรายได้
          นายศุภชัยกล่าวอีกว่า หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ไทยพยายามเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีให้สูงขึ้น ซึ่งทำได้สำเร็จโดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ และยังก้าวกระโดดจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์อีกด้วย นอกจากนี้ ก็สามารถประสบความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยีเพื่อลงทุน นี่คือการลงทุนที่สำคัญ ในไทย ประเทศไทยต้องการให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) สูง 5% เพื่อกระจายรายได้ให้ทุกคนมีรายได้มากขึ้น เพิ่มรายได้ในทุกระดับ แม้กระทั่งผู้มีรายได้ต่ำ
          นายศุภชัยกล่าวว่า รัฐบาลพยายาม
          6.54x10 สนับสนุนให้มีการลงทุนในประเทศสูงขึ้น ในลักษณะการใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนผู้มีรายได้น้อย ด้วยการเพิ่มระบบขนส่งมวลชนและสนับสนุนเกษตรกร อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเศรษฐกิจที่โตขึ้น บางครั้งอาจไม่ได้มาจากประชากรรากหญ้าหรือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ทั่วไป แต่กลับอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมใหญ่ ยังไม่สามารถกระจายรายได้ไปสู่ประชาชนทั่วไปได้
          "อย่างไรก็ตาม การลงทุนจากต่างประเทศมีแนวโน้มดีขึ้นและมีโอกาสลงทุนสูงขึ้น นอกจากนี้ 40% ของประชาชนผู้มีรายได้น้อยจะมีการเติบโตต่อไปในอนาคต แม้ว่าเป็น เรื่องยาก และมีคนกลุ่มนี้เยอะ แต่ก็มีการ คาดการณ์ว่าในอนาคตประเทศพยายามเพิ่มรายได้ของผู้มีรายได้น้อย ให้คนกลุ่มนี้เหลือน้อยกว่า 10% ของประชากรรวมโดยทั้งหมด" นายศุภชัยกล่าว
          ใช้ไวไฟฟรีต้องลงทะเบียนก่อน
          ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ให้สัมภาษณ์กรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการที่กระทรวงการคลังเสนอโครงการอินเตอร์เน็ตสำหรับผู้มีรายได้น้อยว่า โครงการดังกล่าวเกิดจากการที่ กสทช.หารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อหามาตรการทำให้ผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่โครงการจัดให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง (ไวไฟ) และบริการสัญญาณโทรศัพท์มือถือในพื้นที่ ชายขอบ (เน็ตชายขอบ) จำนวน 3,920 หมู่บ้าน โดยสามารถต่อเชื่อมอินเตอร์เน็ตไปยัง ครัวเรือน และใช้ฟรีในอัตรา 200 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 3 ปี โดย กสทช.กำหนดเงื่อนไขว่าครัวเรือนที่มีรายได้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน มีสิทธิใช้บริการอินเตอร์เน็ตเดือนละ 200 บาทฟรี เป็นเวลา 3 ปี ส่วนครัวเรือนที่มีรายได้มากกว่า 10,000 บาทขึ้นไป ก็มีสิทธิต่อเชื่อมอินเตอร์เน็ตไปยังครัวเรือนได้ แต่ต้องจ่ายค่าบริการรายเดือน เดือนละ 200 บาท โดย ประชาชนที่มีสิทธิจะต้องมาลงทะเบียนกับ กสทช.ในเดือนกันยายนนี้ ทั้งนี้ ค่าใช้บริการอินเตอร์เน็ตเดือนละ 200 บาทฟรี เป็นเวลา 3 ปี นั้น สำนักงาน กสทช.เป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด
          "โครงการดังกล่าวจะทำให้ประชาชนในพื้นที่ราว 775,027 ครัวเรือน เข้าถึงบริการอินเตอร์เน็ต ลดความเหลื่อมล้ำ เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และการใช้อินเตอร์เน็ตในการสร้างรายได้ สร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ เกิดเงินหมุนเวียนในชุมชนด้วย" นายฐากรกล่าว
          รอ'ดีแทค'แจงก่อนให้เยียวยา
          นายฐากรกล่าวว่า สำหรับเรื่องมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเพื่อรองรับการสิ้นสุดสัมปทานการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่จะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในวันที่ 15 กันยายน 2561 ที่ประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองด้านโทรคมนาคม ยังไม่มีข้อสรุป โดยจะต้องรอดูว่าผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่ทั้ง 2 ราย (บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) ในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส และบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด (ดีทีเอ็น) ในเครือบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค) จะมาชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตภายใน 90 วันหรือไม่ ทั้งนี้ หากมีผู้มาชำระค่าธรรมเนียมก่อนวันที่ 15 กันยายน 2561 บอร์ด กสทช.จะพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง แต่หากไม่มีผู้มาชำระค่าธรรมเนียมในกำหนด 90 วัน (ปลายเดือนพฤศจิกายน- ต้นธันวาคม 2561) ดีแทคจะสามารถเข้าสู่มาตรการเยียวยา โดยจะได้รับสิทธิในการใช้คลื่นย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 25 เมกะเฮิรตซ์
          นายฐากรกล่าวว่า ส่วนกรณีที่ดีแทคทำเรื่องขอให้ทบทวนมติที่ประชุมบอร์ด กสทช. เรื่องมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเพื่อรองรับการสิ้นสุดสัมปทานการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ โดย ดีแทคมีความประสงค์ที่จะใช้งานคลื่นความถี่ย่านดังกล่าว แต่การที่ไม่เข้าร่วมการประมูล เนื่องจากมีข้อกังวลในประกาศหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการประมูลคลื่นย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ทำให้ดีแทคไม่สามารถเข้าร่วมประมูลได้ ดังนั้น ที่ประชุมจึงขอให้ดีแทคจัดทำความคิดเห็นในการขอทบทวนมติที่ประชุมให้ชัดเจน 6.7x5 โดยต้องเสนอมายังสำนักงาน กสทช.ภายในวันที่ 4 กันยายน 2561 ทั้งนี้ เนื่องจากหนังสือที่ ดีแทคเสนอมายัง สำนักงาน กสทช.ก่อนหน้านี้ไม่มีความชัดเจน โดยเฉพาะจำนวนผู้ใช้งานที่เหลืออยู่ในคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งก่อนหน้ามีการแจ้งว่าเหลืออยู่ 100,000 ราย ต่อมามีข่าวปรากฏว่ามีจำนวน 380,000 ราย ดังนั้น สำนักงาน กสทช.จึงขอให้ดีแทคทำหนังสือชี้แจงเหตุผลการใช้งานคลื่นความถี่ให้ชัดเจน และเสนอมายังสำนักงาน กสทช. ภายในวันที่ 4 กันยายน 2561 เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาในวันที่ 5 กันยายน 2561