สมคิดดันเอสอีซีวันนี้ โมเดลอีอีซีปลุกศก.ใต้ เน้นอุตฯเกษตรแปรรูปชงครม.สัญจรไฟเขียว จีดีพีครึ่งปีขยายตัว4.8

กสทช.ถก 3 หน่วยงานแก้ประมูลคลื่น 900 ล่ม นักวิชาการชี้เกณฑ์ไม่เอื้อขายยาก-จี้จัดสรรย่านความถี่ใหม่ 'สมคิด'ชง ครม.สัญจรไฟเขียวระเบียงใต้ อุตฯดันอนุมัติ 3 โครงการ
          ก.อุตฯชงครม.3ข้อเสนอช่วยใต้
          เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากการหารือกับส่วนราชการ และภาคเอกชนในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน ได้ข้อสรุปตามข้อเสนอของภาคเอกชนพื้นที่ภาคใต้ 3 ประเด็น เพื่อตอบสนองตามแนวทางการพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมแปรรูปครบวงจร คือ 1.การจัดตั้งออยล์ปาล์มซิตี้ เพื่อเป็นการควบคุมคุณภาพของปาล์ม เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสู่การพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 โดยภาคเอกชนในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้นำเสนอโครงการศูนย์เรียนรู้และส่งเสริม "นวัตกรรมปาล์มน้ำมัน" เพื่อสนับสนุนโครงการ "สุราษฎร์ธานี ออยล์ปาล์มซิตี้" โดยศูนย์ดังกล่าวจะให้บริการด้านปาล์มน้ำมันอย่างครบวงจร เป็นศูนย์รวบรวมข้อมูล องค์ ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับปาล์มน้ำมัน เป็นศูนย์พยาการณ์อนาคตอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สนับสนุนการเกิดธุรกิจรายใหม่ และเชื่อมโยงกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับปาล์มน้ำมัน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมจะดำเนินการร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยในพื้นที่ภาคใต้และภาคเอกชน ในการพัฒนาโครงการให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด
          นายสมชายกล่าวว่า ขณะที่ 2.เมืองนวัตกรรมและการออกแบบไม้ยางพาราเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และการจัดการมาตรฐานการจัดการป่าไม้ยั่งยืน และรองรับ อินดัสทรี 4.0 ยกระดับมาตรฐานไม้ยางพาราให้ได้มาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ส่งเสริม การวิจัยเพื่อเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมยางพารา ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมมีศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ (ไอทีซี) ที่ จ.สุราษฎร์ธานี เป็นหน่วยงานกลางเชื่อมโยงหน่วยงานเครือข่ายในการบูรณาการบริการด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถยกระดับเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์ คาดว่าจัดตั้งโครงการที่ อ.กันตัง จ.ตรัง ขนาดพื้นที่กว่าพันไร่ และ 3.การส่งเสริมและพัฒนางานวิจัยทางด้านสมุนไพร ได้กำหนด พื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี เป็นจังหวัดที่มีเครือข่าย สมุนไพรที่เข้มแข็ง ซึ่งมีโรงงานต้นแบบคือวิสาหกิจชุมชนขมิ้นชันปลอดสารพิษ (บ้านตาขุน) ที่กลุ่มเครือข่ายสมุนไพรสุราษฎร์ธานี ต้องการ ใช้โรงงานต้นแบบแปรรูปสมุนไพรนี้ผลิตอาหารให้ได้มาตรฐาน อย. และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ด้านอาหาร จึงได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมลงพื้นที่ช่วยเหลือและขยายโรงงานต้นแบบในพื้นที่อื่นๆ เพื่อให้สอดคล้องเป้าหมายการเป็นเมืองแห่งสมุนไพรเอเชีย
          "ข้อเสนอของภาคเอกชนในพื้นที่ภาคใต้ทั้ง 3 ประเด็น กระทรวงจะนำเสนอในการประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคใต้ และการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 6/2561 วันที่ 21 สิงหาคม ให้พิจารณาในการดำเนินการต่อไป" นายสมชายกล่าว
          ยึด'เอสอีซี'พัฒนาพืชศก.ใต้
          นายสมชายกล่าวว่า ส่วนโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (เอสอีซี) สู่การเป็นเมืองนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์บนพื้นฐานเศรษฐกิจเกษตรชีวภาพ เพิ่มมูลค่าสินค้าและการบริการ เพื่อสร้างความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจของภาคใต้สู่การแข่งขันตลาดโลก ซึ่งในพื้นที่ภาคใต้ ได้กำหนดทิศทางการพัฒนาเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ประกอบด้วย ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ไม้ยางพารา แห่งใหม่ของประเทศ และพัฒนาสินค้าเกษตรหลักของภาค รวมทั้งเชื่อมโยงการพัฒนาและนิคมอุตสาหกรรมยางพารา เมืองไม้ยาง ให้เป็นฐานเศรษฐกิจที่สร้างรายได้อย่างยั่งยืน พัฒนาเขตอุตสาหกรรม นับเป็นโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ และข้อเสนอทั้ง 3 ข้อของภาคเอกชน จะอยู่ภายในโครงการนี้ด้วย จึงต้องศึกษาให้รอบด้าน เพื่อให้เกิดเป็นโครงการเช่นเดียวกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)
          นายสมชายกล่าวว่า ในวันที่ 20 สิงหาคม ได้ลงพื้นที่และเยี่ยมชมบริษัท ซีเฟรชอินดัชตรี จำกัด (มหาชน) อ.เมืองชุมพร จ.ชุมพร ผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารทะเลแช่แข็ง บริษัท สันติภาพ (ฮั้วเพ้ง 1985) จำกัด อ.เมืองชุมพร จ.ชุมพร ผู้ผลิตผลไม้กระป๋อง ซึ่งทั้ง 2 บริษัทมีความต้องการให้กระทรวงอุตสาหกรรมช่วยเหลือในด้านเทคโนโลยีการแปรรูป จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการช่วยเหลือและให้คำปรึกษากับบริษัทในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต รวมทั้งลงพื้นที่ สหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด และบริษัท วิจิตรภัณฑ์ ปาล์มออยล์ จำกัด (มหาชน) เป็นโรงงานที่ตรงกับแนวทางการจัดตั้งปาล์มออยล์ซิตี้ โดยหารือและได้ข้อสรุปปัญหาและความต้องการของภาคเอกชน เพื่อเป็นแนวทางจัดตั้งปาล์มออยล์ซิตี้ให้เป็นรูปธรรมในพื้นที่ภาคใต้
          สศค.ยันศก.ใต้ไม่ได้เลวร้าย
          นายศรพล ตุลยะเสถียร อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า กรณีของเศรษฐกิจในภาคใต้เท่าที่ดูตัวเลขที่ สศค.มีอยู่ในมือไม่ได้เลวร้ายอย่างที่นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีโพสต์ในเฟซบุ๊ก เท่าที่อ่านนายไพศาลจะมีความกังวลในเรื่องราคายางที่ตกต่ำ ยอมรับว่าตกจริง ส่วนเรื่องประมง คือ ราคากุ้งที่ลดลง เป็นการลดลงตามฤดูกาล ส่วนท่องเที่ยวที่ลดลงนั้น เท่าที่ดูตัวเลขของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่เพิ่งแถลงตัวเลขออกมา พบว่าการท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ดี โดยขณะนี้มีข้าราชการ สศค.อยู่ในจังหวัดสงขลา ได้มีการพูดคุยกับทางจังหวัด บอกว่าไม่ได้แย่อย่างเป็นข่าว ประกอบกับดัชนีความเชื่อมั่นของหอการค้าไทย ระบุว่าความเชื่อมั่นภาคใต้สูงสุดในรอบ 3 ปี
          โชว์ตัวเลขบริโภคตอนใต้ยังดี
          นายศรพลกล่าวว่า ในเรื่องยอดขายนั้น สศค.จะดูจากยอดจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) พบว่ายังมีการขยายตัว สะท้อนให้เห็นว่าการบริโภคยังขยายตัว ซึ่งจากรายงานล่าสุด สศค.พบว่าภาคใต้เศรษฐกิจในไตรมาส 2 ปี 2561 ยังขยายตัว โดยมีการบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงภาคการท่องเที่ยวเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก สะท้อนจากเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านอุปสงค์ โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชน จากแวต ณ ราคาคงที่ ขยายตัว 5.4% ต่อปี ตามการเพิ่มขึ้นในเกือบทุกจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต กระบี่ และสตูล เป็นต้น สอดคล้องกับการบริโภคสินค้าในหมวดสินค้าคงทนของผู้มีรายได้ปานกลางและสูง สะท้อนจากยอดรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ขยายตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 8.8% ต่อปี เช่นเดียวกันกับการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากยอดรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ ในไตรมาสที่ 2 ปี 2561 ขยายตัว 26.9% ต่อปี และเงินทุนของโรงงานที่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการ ในไตรมาสที่ 2 ปี 2561 อยู่ที่ 11,162 ล้านบาท ขยายตัว177.6% จากการลงทุนในจังหวัดสงขลา ยะลา และสุราษฎร์ธานี เป็นต้น
          นายศรพลกล่าวต่อว่า สำหรับด้านอุปทาน ภาคการท่องเที่ยวขยายตัวได้ดี ทั้งจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือนและรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน ช่วง 2 เดือนแรกไตรมาส 2/2561 ขยายตัว 6.4% และ 13.7% ตามลำดับ จากการขยายตัวในทุกจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดฝั่งอันดามัน เป็นต้น ขณะที่ด้านเสถียรภาพภายในยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนมิถุนายน 2561 อยู่ในระดับเอื้อต่อการบริโภคที่ 1.4% และอัตราการว่างงานในเดือนพฤษภาคม 2561 อยู่ที่ 1.6% ของกำลังแรงงานรวมของภูมิภาค
          ชงครม.ผุดเอสอีซีหนุนศก.ใต้
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุม ครม.สัญจรนอกสถานที่จังหวัดชุมพรในวันที่ 20-21 สิงหาคม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จัดเสนอโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ให้ ครม. พิจารณาในระยะแรกจะครอบคลุม จังหวัดชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช
          นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า สศช.จะมีการเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบในหลักการเขตเศรษฐกิจภาคใต้ (เอสอีซี) โดยจะมีการสนับสนุนต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มจากศักยภาพที่มีอยู่ในพื้นที่ โดยจะผลักดันสุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราชเป็นศูนย์กลางการแปรรูปสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่า ทั้งสินค้าเกษตร เช่น ยาง น้ำมันปาล์ม ที่พัฒนาเป็นชนวนความร้อนมูลค่าสูงขึ้น 3-4 เท่า รวมทั้งแปรรูปผลไม้และการแปรรูปสินค้าทางทะเล โดยจะมีการตั้งศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการ โดยมีมหาวิทยาลัยต่างๆ เข้ามา ร่วมพัฒนา ขณะที่ทางด้านการท่องเที่ยวจะหนุนชุมพรและระนอง ซึ่งมีพื้นที่ทางทะเลเชื่อมต่อ กับเมียนมา รวมทั้งจะพัฒนาการท่องเที่ยวตลอดฝั่งอันดามันเพื่อเสริมการท่องเที่ยวที่แกร่งอยู่แล้วในภูเก็ต ต่อเนื่องกระบี่ ตรังและสตูล จะทำให้การท่องเที่ยวภาคใต้มีความสมดุลทั้งอันดามันและอ่าวไทยรองรับหน้าที่มีมรสุมราว 6 เดือน และจะมีการพัฒนาเพื่อรองรับเรือสำราญ (ครูซ) ด้วย ขณะที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เป็นศูนย์กลางอาหารฮาลาล ด่านชายแดนพิเศษใน อ.สะเดา จะมีการพัฒนาต่อเนื่อง นอกจากนี้ด้านเศรษฐกิจจะมีการสนับสนุนการพัฒนาเชิงนิเวศและวัฒนธรรมด้วยจากพื้นที่ที่มีอยู่ ป่าชายเลน หนังตะลุง เป็นต้น
          "การพัฒนาจากทั้งสองพื้นที่เพื่อกระจายสู่ทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ โดยสภาพัฒน์จะมีการนำเสนอต่อที่ประชุม ครม.เห็นชอบเป็นเปเปอร์คอนเซ็ปต์ โดยยังไม่ได้เสนอวงเงินในการพัฒนาโครงการทั้งหมด โดยสภาพัฒน์จะมีการศึกษารายละเอียดต่างๆ ขณะที่กระทรวง คมมาคมจะรับเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟชุมพร-ระนอง ที่มีโครงการอยู่ นอกจากนี้จะมีการพัฒนาท่าเรือ ถนนเลียบชายหาด เป็นต้น ทั้งนี้ จะต้องมีการขยายสนามบินรองรับการเติบโตเศรษฐกิจด้วย คาดว่าจะสมบูรณ์ใน 3-5 ปี ทั้งหมดจะช่วยเพิ่มรายได้ต่อหัวและจีดีพีภาคใต้ ทำให้เศรษฐกิจประเทศดีขึ้นต่อเนื่อง" นายทศพรกล่าว
          สศช.เผยบริโภคดีดึงจีดีพีโต4.8%
          นายทศพรกล่าวว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสที่ 2 ปี 2561 ขยายตัว 4.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ปัจจัยจากการบริโภคเอกชนขยายตัวสูง 4.5% สูงสุดรอบ 21 ไตรมาส การส่งออกขยายตัว 12.3% การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 3.6% และการลงทุนภาครัฐขยายตัว 4.9% การอุปโภคภาครัฐขยายตัว 1.4% จากไตรมาสแรกจีดีพีขยายตัว 4.9% จะทำให้ช่วงครึ่งปีแรกจีดีพีขยายตัว 4.8% โดยแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังยังขยายตัวต่อเนื่อง คาดจีดีพีทั้งปีนี้ขยายตัวในกรอบเดิม 4.2-4.7% และมีโอกาสสูงสุดที่ 4.5% สูงกว่าการขยายตัวเศรษฐกิจโลกที่คาดไว้ 4.1%
          "การขยายตัวเศรษฐกิจเริ่มลงมาถึงฐานรากแล้ว สะท้อนตัวเลขรายได้ภาคครัวเรือน ทั้งการบริโภคเอกชนไตรมาสนี้ที่ขยายตัวดี รายได้เกษตรดีขึ้นจากผลผลิตภาคเกษตรที่ออกมาจำนวนมากและราคาสินค้าเกษตรหลายรายการดีขึ้นและราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ผ่านมา ด้านการจ้างงานดีขึ้นตามการลงทุนรวมที่เพิ่มขึ้นทำให้ตัวเลขผู้มีงานทำขยายตัวติดต่อกัน 2 ไตรมาสในภาคเกษตร และการจ้างงานภาคอุตสาหกรรม ในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ไตรมาส ทั้งนี้ การจ้างงานในโรงแรมและภัตตาคารขยายตัวดีตามการท่องเที่ยว การจ้างงานภาคการก่อสร้างเดือนกรกฎาคมกลับมาขยายตัวครั้งแรกใน 20 เดือน ทั้งนี้ ธุรกิจเอสเอ็มอีเริ่มปรับดีขึ้น มีแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐดูแลผู้มีรายได้น้อย ขณะที่มาตรการรถยนต์คันแรกผลกระทบสิ้นสุดลงและมีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ทำให้ปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ไตรมาสนี้สูงสุดในรอบ 5 ปี ซึ่งการตัดสินใจซื้อรถยนต์สะท้อนความเชื่อมั่นที่ปรับดีขึ้น" นายทศพรกล่าว
          นายทศพรกล่าวว่า ปัจจัยที่ต้องติดตาม คือการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ ปัญหาอุทกภัยที่ยังต้องติดตามผลกระทบต่อเนื่อง อัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกที่จะส่งผลต่อความผันผวนในตลาดการเงิน และสงครามการค้าที่ปีนี้ยังกระทบไทยไม่มากนัก โดยมีทั้งปัจจัยบวกที่ไทยอาจจะส่งสินค้าไปยังยังสองประเทศได้เพิ่มเติม แต่ปัจจัยลบอาจจะมีสินค้าส่วนเกินจากทั้งสองประเทศที่ส่งออกไม่ได้เข้ามาดัมพ์ราคาในตลาดภูมิภาคซึ่งจะกระทบกับสินค้าไทยได้ จะต้องติดตามกรณีที่สหรัฐจะมีการขยายการกีดกันทางการค้ากับจีนเพิ่มเป็น 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะมีการปรับขึ้นภาษีรถยนต์นั้นจะมีผลกระทบกับทั้งเศรษฐกิจสหรัฐและจีน และส่งผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงได้
          ก.ท่องเที่ยวมั่นใจเป้า3ล้านล.
          นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจภาคใต้ทรุด จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง แต่ยังไม่เป็นปัญหาที่ต้องห่วงมากเป็นพิเศษ เนื่องจากตัวเลขเติบโตไตรมาส 2/2561 ขยายตัว 4.8% ใกล้เข้า 5% แล้ว ซึ่งถือเป็นการขยายตัวดีมาก หากแยกตามภูมิภาค พบว่าภาคใต้รายได้หลักจากการท่องเที่ยว โดยเฉพาะฝั่งอันดามัน ฝั่งตะวันตก ช่วง 6 เดือนแรกของปียังไม่มีช่วงไหนทำให้เศรษฐกิจลดลง แม้กระทั่งหลังจากเหตุการณ์เรือล่มที่จังหวัดภูเก็ต ประเมินนักท่องเที่ยวลดลงมาก แต่กลับไม่ได้ลดลงในช่วงเดือนกรกฎาคม ซึ่งได้เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยให้มากขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจ และการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (เอสอีซี) จะเป็นตัวขับเคลื่อนการท่องเที่ยวได้อีกมาก
          "มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว เบื้องต้น ยังไม่ต้องทำอะไร เพราะตอนนี้นักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศ ไทยมากอยู่แล้ว คาดตัวเลขเป็น 37 ล้านคน จาก 35 ล้านคนปีก่อน รายได้จากการท่องเที่ยวคาดแตะ 3 ล้านล้านบาทได้ คิดเป็น 20% ของจีดีพี เพียงแค่พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานในไทยให้ดี มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ดี สร้างความเชื่อมั่นในทุกด้านให้ดีมากขึ้นเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว" นายพงษ์ภาณุกล่าว
          นายพงษ์ภาณุกล่าวว่า ในส่วนมาตรการที่ต้องการกระตุ้นเป็นพิเศษ คือ เรื่องภาษี ที่ต้องการให้ลดหย่อนภาษีค่าใช้จ่ายสำหรับการท่องเที่ยวเมืองรอง ซึ่งจะเป็นการทำให้มีการ กระจายตัวของนักท่องเที่ยวไปยังเมืองที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางน้อยให้มีปริมาณเพิ่มมากขึ้น
          7ด.ต่างชาติเที่ยวไทยเพิ่ม11%
          นายพงษ์ภาณุ กล่าวว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวเดือนกรกฎาคม 2561 นักท่องเที่ยวชางต่างชาติเดินทางมาเที่ยวไทยไม่หวือหวามากเหมือนในอดีต แต่จำนวนยังขยายตัว 2.85% และมีจำนวน 3,175,981 คน ชาติที่มาเที่ยวไทยมากสุดคือ เอเชียตะวันออก 2,224,578 คน สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาเที่ยวไทยมากที่สุด 10 สัญชาติ รวม 2,193,833 คน พบว่าชาวจีนยังมากสุด มีจำนวน 929,771 คน แม้ตัวเลขติดลบ 0.87% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ยอดใช้จ่ายยังดีรวม 51,380.92 ล้านบาท และขยายตัว 4.47% ทำให้ 7 เดือนแรกปี 2561 ต่างชาติมาเที่ยวไทยรวม 22,657,730 คน ขยายตัว 11% อันดับหนึ่งเป็นนักท่องเที่ยวจากจีน 6,860,924 คน และขยายตัว 21.44% และสร้างรายได้ รวม 1,182,272.03 ล้านบาท ขยายตัว 14.44%
          นายพงษ์ภาณุกล่าวว่า ขณะที่คนไทยเที่ยวไทยในเดือนมิถุนายน 2561 รวม 12,673,726 คนครั้ง เพิ่มขึ้น 3.52% เทียบเดือนเดียวกันปีก่อน สร้างรายได้รวม 77,837 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.96% ทำให้ 6 เดือนแรกคนไทยเที่ยวไทยรวม 74,964,032 คนครั้ง เพิ่มขึ้น 4.68% และสร้างรายได้ 519,354 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.44% เมื่อรวมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและไทยเดินทางเที่ยวไทย 7 เดือนแรก รวม 1.701 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.87% คิดเป็นสัดส่วน 56.72% ของ เป้าหมายรายได้ทั้งปี 2561 ที่ 3 ล้านล้านบาท
          จีดีพีไตรมาส2โต4.6%
          นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า จีดีพีไตรมาส 2 ปี 2561 ขยายตัว 4.6% สอดคล้องกับที่ ธปท.คาดการณ์ไว้ จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินในเดือนสิงหาคม 2561 อย่างไรก็ตาม การประชุม กนง.วันที่ 19 กันยายน จะมีการทบทวนตัวเลขเศรษฐกิจใหม่อีกครั้ง สำหรับทิศทางเศรษฐกิจจะมีผลต่อการปรับอัตราดอกเบี้ยของไทยนั้น อัตราดอกเบี้ยโลกอยู่ในทิศทางขาขึ้น ธปท. ไม่สามารถสวนทางตลาดได้ ซึ่งในจังหวะที่เศรษฐกิจไทยปรับดีขึ้น ความจำเป็นที่จะต้องใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเป็นพิเศษมีความจำเป็นลดลง และอาจปรับขึ้นบ้าง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย (โพลิซี สเปซ)
          แจงความจำเป็นใช้ดบ.ต่ำ
          "ไม่ได้หมายความว่าจะเลิกผ่อนคลายนโยบายการเงินทันที เพราะยังมีความจำเป็นต้องผ่อนคลายอยู่ เนื่องจากธปท.ดำเนินนโยบายการเงิน โดยใช้อัตราเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่นเป็นเป้าหมาย การตัดสินใจนโยบายต้องพิจารณาหลายปัจจัยทั้งทิศทางและแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ การขยายตัวเศรษฐกิจ ซึ่งการที่อัตราดอก เบี้ยต่ำ เป็นเวลานาน ก็จะทำให้เกิดการแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้ และอาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเงินได้" นายวิรไทกล่าว
          เอกชนแนะรัฐโฟกัสเอสอีซี
          นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศ ไทย กล่าวว่า ในเรื่องของระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (เอสอีซี) จะต้องเริ่มขึ้นอย่างเป็นรูปเป็นร่างก่อน ถ้าจะมีการเริ่มทุกภาคพร้อมกันหมด มันก็ไม่มีจุดโฟกัสให้กับนักลงทุน ตอนนี้อยากให้ช่วยกันวางแผนก่อน คุยกันก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไรบ้าง ให้มีความคืบหน้าก่อน ขณะเดียวกันแผนอะไรที่จะทำตอนนี้ก็ทำไปก่อน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของท่าเรือ ถนน ตอนนี้ก็ต้องทำตามแผนไปก่อน เพราะแผนในส่วนนี้ต้องเข้าไปอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติอยู่ดี
          นายกลินท์กล่าวว่า ในวันที่ 19 กันยายนนี้ หอค้าไทยจะเข้าไปหารือกับกระทรวงคมนาคม หารือเรื่องถนนว่าจะผลักดันอะไรเป็นพิเศษ และสอบถามความคืบหน้า ถ้าไม่คืบหน้าต้องบอกสาเหตุเพราะอะไร รวมถึงถามถึงเรื่องท่าเรือ และภาคเรือภาคใต้ต้องมาดูแผนว่าจะทำอะไรบ้าง หรือจะทำการสร้างตรงไหนต้องมีการระบุให้แน่ชัดกไอน แล้วต้องดูปัจจัยอื่นด้วยว่าหากสร้างเสร็จแล้วจะมีเรือวิ่งหรือเปล่า ต้องคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยให้มากๆ โดยขณะนี้หอการค้าไทยกำลังหารือว่าจะช่วยเหลือหรือเพิ่มมูลค่าในด้านใดบ้าง เพื่อนำไปประชุมหอค้าไทยทั่วประเทศปลายเดือนกันยายน
          นายกลินท์กล่าวว่า กรณีนายไพศาล พืชมงคล ระบุเศรษฐกิจใต้ไม่ดีนั้น ต้องถามว่าเศรษฐกิจภาคใต้ในจังหวัดไหน เท่าที่ทางหอการค้าสำรวจบางจังหวัดในภาคใต้ พบแค่บางพื้นที่เท่านั้นที่ยังประสบปัญหาในเรื่องของรายได้ไม่เพียงพอต่อการกินอยู่ อาจเป็นเพราะพื้นที่นั้นอยู่ในพื้นที่การเกษตรหรือไม่ และภาพรวมของเศรษฐกิจในภาคใต้ไม่ได้แย่ถึงขนาดนั้น โดยเศรษฐกิจโดยรวมของภาคใต้ยังเห็นว่าดีอยู่ อาจกระทบเรื่องท่องเที่ยวใน จ.ภูเก็ตจากเหตุเรือล่ม แต่บางกลุ่มเริ่มทยอยกลับมาเที่ยวเพิ่มมากขึ้น
          ชี้ประมูลคลื่นอืดตามคาด
          นายสืบศักดิ์ สืบภักดี นักวิจัยโทรคมนาคม สำนักวิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยถึงผลการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา ว่า ผลการประมูลที่ออกมาเป็นไปตามที่เคยคาดการณ์ไว้ คือ การเคาะราคาประมูลจะไม่ดุเดือด โดยผู้เข้าร่วมการประมูลจะเคาะรายละ 1 ครั้ง สำหรับการประมูลครั้งนี้ ทำให้บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส มีคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 20 เมกะเฮิรตซ์ ขณะที่ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค มีคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 5 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งไม่รวมคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 25 เมกะเฮิรตซ์ ที่จะสิ้นสุดสัมปทานวันที่ 15 กันยายน 2561
          นายสืบศักดิ์กล่าวว่า บทเรียนจากการจัดประมูลครั้งนี้ที่ กสทช.ได้ใช้ความพยายามในการจัดการประมูลคลื่นความถี่ให้สำเร็จทั้ง 2 รอบในปีนี้ ถือว่าได้พยายามทำอย่างเต็มที่แล้ว ทั้งมีการปรับเกณฑ์และเงื่อนไขเท่าที่จะทำได้ แม้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ปรับจะไม่แตะเรื่องราคาตั้งต้นเลยก็ตาม เนื่องจากมีความเกี่ยวเนื่องและเกรงผลกระทบอื่นๆ ที่จะตามมา ทั้งนี้มองว่าการประมูลคลื่นความถี่ครั้งต่อไปควรเป็นหน้าที่ของกรรมการ กสทช.ชุดใหม่ที่กระบวนการสรรหายังค้างคาอยู่
          เกณฑ์ไม่เอื้อคลื่น900ขายยาก
          "สำหรับการที่ไม่มีผู้เข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ส่วนตัวคิดว่า เอกชนคงมองว่าราคาและเงื่อนไขของการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ไม่เอื้อหรือดึงดูดให้สนใจเข้ามาลงทุน ประกอบกับราคาตั้งต้นที่สูงและมีคลื่นขนาดแถบความถี่ (Bandwidth) เพียง 5 เมกะเฮิรตซ์ อีกเหตุผลคือ เงื่อนไขที่กำหนดให้ผู้ชนะประมูลต้องจัดทำการป้องกันการรบกวนกับความถี่ข้างเคียงที่อาจจะมีการใช้กับอาณัติสัญญาณของระบบราง ที่แม้จะมีการให้เป็นส่วนลดเพื่อหักจากค่าประมูล แต่จะเห็นว่าอาจมีความยุ่งยากต่อไปได้ในอนาคต ร่วมถึงเพดานของต้นทุนของระบบป้องกันการรบกวนดังกล่าวอาจสูงกว่าที่ประเมิน ทั้งหมดเป็นข้อจำกัดที่ทำให้เอกชนพิจารณาอย่างถี่ถ้วนและไม่สนใจคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์" นายสืบศักดิ์กล่าว
          นายสืบศักดิ์กล่าวว่า อนาคตของคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ นอกเหนือจากการต้องรอความชัดเจนในเรื่องการนำไปใช้กับระบบราง ตามที่กระทรวงคมนาคมร้องขอ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนทั้งในแง่การนำไปใช้และระบบที่จะใช้ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการระบบรางรายใด เนื่องจากในอนาคตจะมีหลายรายและหลายระบบ ทั้งรถไฟเดิม รถไฟไทย-จีน รถไฟไทยญี่ปุ่น รถไฟอีอีซีเชื่อมสามสนามบิน ที่แต่ละรายอาจจะมีเทคโนโลยีสำหรับระบบอาณัติสัญญาณและใช้คลื่นที่ต่างกัน โดยอาจขอความถี่ กสทช.มาเพิ่มก็ได้ ดังนั้น แม้คลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ จะยังไม่ได้ถูกประมูลไปในครั้งนี้ หรือหากส่วนของระบบรางไม่ได้มีการนำไปใช้หรือมีความชัดเจน หลังปี พ.ศ.2565 กสทช.อาจทบทวนและดึงกลับมาจัดสรรกับกิจการที่เหมาะสมใหม่
          แนะจัดสรรย่านคลื่นความถี่ใหม่
          นายสืบศักดิ์กล่าวว่า การประมูลรอบใหม่ต่อจากนี้จะมีอีกหรือไม่ เมื่อใด คงจะต้องรอบอร์ด กสทช.ชุดใหม่เป็นผู้วางกรอบกติกา โดยยังมีคลื่นอีกหลายย่านที่ต้องเข้าสู่การประมูลในอนาคตอันใกล้นี้อีก ทั้งย่าน 900 นี้ หรือ 700 เมกะเฮิรตซ์ อย่างเร็วในปี พ.ศ.2563 หรือย่าน 2300, 2600 เมกะเฮิรตซ์ หลังปี พ.ศ.2568
          "เรื่องการทบทวนและจัดสรรคลื่นสำหรับระบบรางสามารถใช้ย่านอื่นได้ทั้ง 400 หรือ 800 เมกะเฮิรตซ์ ขณะนี้ กสทช.เองมีแนวคิดทำ Utility Licensed Band คือย่านความถี่สำหรับ บริการสาธารณะแยกออกมาต่างหาก ทั้งจากบทเรียนที่คลื่นความถี่ย่าน 2400 เมกะเฮิรตซ์ ใช้ปนกันกับรถไฟฟ้าแล้วมีปัญหา หรือจากกรณีนี้ที่คลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ มีมูลค่าสูงเกินกว่าจะเอาไปให้รถไฟใช้ หรืออาจจะกำหนดความถี่เฉพาะสำหรับ Utility Services ซึ่งก็จะมีทั้งไฟฟ้า ประปา รถไฟ รถไฟฟ้า และ IoT สำหรับ Smart Meter ต่างหากก็ได้" นายสืบศักดิ์กล่าว
          'ฐากร'ยันไม่หั่นราคาประมูล
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า เรื่องการลดราคาการประมูลตามที่โอเปอเรเตอร์ร้องขอนั้น ไม่สามารถทำได้ โดยหากมีการพิจารณาถึงหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ในครั้งต่อไป เห็นว่าควรมีการพิจารณาเรื่องการขยายกรอบระยะเวลาการชำระเงินค่างวดประมูลออกไป อาทิ คลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ จากเดิมจะต้องชำระเงินค่าประมูลภายใน 3 ปี โดยขยายระยะเวลาการชำระเงินออกเป็น 5-6 ปี เพื่อให้ผู้ชนะการประมูลมีระยะเวลาในการบริหารจัดการด้านการเงินเพิ่มขึ้นและจะจัดประมูลคลื่นที่เหลือโดยเร็วที่สุดไม่เกินต้นปี2562
          นายฐากรกล่าวว่า ความคืบหน้ากรณีคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ที่จะนำไปใช้กับระบบรางตามที่กระทรวงคมนาคมร้องขอนั้น เบื้องต้นขณะนี้ทราบว่าการรถไฟฯได้ประสานเพื่อขอเข้าหารือในเรื่องดังกล่าวร่วมกับ กสทช.แล้ว โดยแนวทางในการหารือเป็นอย่างไรจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง
          'เอไอเอส'โวถือครองคลื่นมากสุด
          นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส กล่าวว่า จากการประมูลคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ทำให้ปัจจุบันเอไอเอสเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายที่ถือครองคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มากที่สุด และเป็นรายเดียวที่มีคลื่นต่อเนื่องกันถึง 40 เมกะเฮิรตซ์ เรียกว่าเป็นแบนด์วิธคลื่นสำหรับให้บริการ 4G ในระบบ FDD ที่กว้างที่สุดในประเทศไทย ดังนั้น เมื่อนับรวมคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 40 เมกะเฮิรตซ์, คลื่นความถี่ย่าน 2100 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 30 เมกะเฮิรตซ์ ที่เป็นของเอไอเอสเอง และอีก 30 เมกะเฮิรตซ์ ที่ร่วมกับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์อีก จำนวน 20 เมกะเฮิรตซ์ ทำให้เอไอเอสมีคลื่นความถี่ในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รวม 120 เมกะเฮิรตซ์