กสทช.ห่วง"5จี"สะดุด ประมูลแค่"10เมกฯ"ไม่พอเอไอเอส-ดีแทคคว้า1800 บิทคอยน์วุ่น"ปริญญา"แฉมาเฟีย-คนมีสีขอ500ล้าน

ส.อ.ท.เสนอ ครม.สัญจรผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ บูมสินค้าเกษตร-ประมง-ท่องเที่ยว หนุนสร้างท่าเรือน้ำลึกชุมพร เอไอเอส-ดีแทคคว้าคลื่น 1800 ฝ่ายละ 10 เมกะเฮิรตซ์
          2ค่ายชนะประมูลคลื่น1800
          เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยผลการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ตามประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคม ย่าน 1740 - 1785/1835 - 1880 เมกะเฮิรตซ์ ว่า การประมูลได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยมีรอบการประมูลจำนวน 4 รอบ ใช้เวลาในการประมูลรวมทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง 15 นาที โดยการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ในครั้งนี้ แบ่งชุดคลื่นความถี่จำนวน 9 ชุด ขนาดชุดละ 2 x 5 เมกะเฮิรตซ์ มีผู้ชนะการประมูลและได้เสนอราคาชุดคลื่นความถี่รวม 2 ชุด รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 25,022 ล้านบาท และมีการเลือกย่านความถี่ที่ชนะการประมูลดังนี้ 1.บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) ในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เสนอราคารวม 12,511 ล้านบาท เป็นผู้ชนะการประมูลจำนวน 1 ชุด คลื่นความถี่ชุดที่ 1 รวม 2 x 5 เมกะเฮิรตซ์ ในช่วงความถี่วิทยุ 1740-1745
          เมกะเฮิรตซ์ คู่กับ 1835-1840 เมกะเฮิรตซ์ และ 2.บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด (ดีทีเอ็น) ในเครือบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค เสนอราคารวม 12,511 ล้านบาท เป็นผู้ชนะการประมูลจำนวน 1 ชุด คลื่นความถี่ชุดที่ 2 รวม 2 x 5 เมกะเฮิรตซ์ ในช่วงความถี่วิทยุ 1745 - 1750 เมกะเฮิรตซ์ คู่กับ 1840 - 1845 เมกะเฮิรตซ์
          ประเมินผล-ประมูลรอบใหม่
          "ตามขั้นตอน กสทช. ได้ประกาศผลการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ และประกาศให้การประมูลครั้งนี้สิ้นสุดลงแล้ว และจะมีการประชุมเพื่อรับรองผลการประมูลภายใน 7 วันนับจากวันที่สิ้นสุดการประมูล สำหรับผู้ชนะการประมูลจะต้องชำระเงินประมูลงวดที่ 1 เป็นจำนวนร้อยละ 50 ของราคาการประมูลสูงสุดของตนเอง พร้อมจัดส่งหนังสือค้ำประกันจากสถาบันการเงินเพื่อค้ำประกันการชำระเงินประมูลในส่วนที่เหลือภายใน 90 วันนับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งเป็นผู้ชนะการประมูล ซึ่งจะจัดส่งภายหลังการรับรองผลการประมูล" พล.อ. สุกิจกล่าว และว่า สำหรับคลื่นความถี่ที่เหลืออยู่จะต้องนำมาประเมินผลใหม่ โดยจะดูผลจากการประมูลคลื่นความถี่ครั้งนี้ร่วมด้วย ทั้งช่วงเวลาในการจัดการประมูลในครั้งต่อไป รวมถึงราคาตั้งต้นของการประมูล
          ยืดชำระ5-6ปีจูงใจประมูลล็อตใหม่
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า โดยรวมพอใจกับผลการประมูลในครั้งนี้ สามารถนำรายได้เข้ารัฐรวม 25,022 ล้านบาท แต่ยังมีข้อกังวลในด้านจำนวนคลื่นความถี่ที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) ถือครอง ที่อาจเพียงพอต่อการให้บริการ 3G และ 4G แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับการให้บริการ 5G ที่จะเริ่มมีการใช้งานในปี 2563 ดังนั้น ทางสำนักงาน กสทช.จะเร่งดำเนินการจัดประมูลคลื่นความถี่ส่วนที่เหลือโดยเร็วที่สุด ภายในปี 2561 - ต้นปี 2562 แต่ทั้งนี้ต้องมีการร่างบทวิเคราะห์ถึงขั้นตอนการประมูลและหลักเกณฑ์การประมูลครั้งใหม่ เพื่อให้มีผู้เข้าร่วมการประมูล
          "เป็นไปได้ว่า จะยืดระยะเวลาการชำระเงินสำหรับผู้ชนะการประมูลในรอบใหม่เป็น 5-6 ปี จากเดิมที่ต้องชำระเงินค่าประมูลภายใน 3 ปี แต่ยังคงราคาตั้งต้นการประมูลเดิมเพราะไม่สามารถลดราคาลงได้ตามหลักของกฎหมาย คาดว่าผู้ประกอบการทั้ง 3 ราย จะเข้าร่วมการประมูลในรอบใหม่" นายฐากรกล่าว
          ดีแทคใช้เพิ่มคุณภาพ4จี
          นายราจีฟ บาวา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กรและพัฒนาธุรกิจ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่ได้จากการประมูลจะนำมาให้บริการอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของลูกค้า 2G ที่มีฐานลูกค้าเป็นจำนวนมาก รวมถึงการนำคลื่นความถี่ดังกล่าวมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายบริการ 4G ตอบสนองความต้องการการใช้งานอินเตอร์เน็ตบนมือถือที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
          "ดีแทคต้องขอขอบคุณรัฐบาล และ กสทช.สำหรับการจัดประมูลคลื่นความถี่ที่ประสบความสำเร็จ โดยคำนึงถึงข้อคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ดีแทคมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า กสทช.จะอนุมัติแผนมาตรการคุ้มครองลูกค้าที่ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งถือเป็นหน้าที่ต้องแสดงความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างผู้ให้บริการ และ กสทช. เพื่อไม่ให้ซิมดับและมีผลกระทบต่อการใช้งานของลูกค้าหลังจากสิ้นสุดสัมปทาน" นายราจีฟกล่าว
          เอไอเอสใช้เสริมผู้นำตลาด
          นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เปิดเผยว่า ขณะนี้ เอไอเอสถือครองคลื่นความถี่เพื่อให้บริการลูกค้าสูงสุดในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม รวมกับการใช้โรมมิ่งกับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ส่งผลให้มีคลื่นในการให้บริการมากถึง 60 เมกะเฮิรตซ์ โดยเฉพาะคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่มีรวมกันถึง 20 เมกะเฮิรตซ์ โดยการประมูลครั้งนี้ทำให้เอไอเอสมีคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 20 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งถือเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยี 4G เพียงรายเดียวที่มีคลื่นความถี่ติดกันมากที่สุด ทำให้รองรับความเร็วของการใช้งานบริการดาต้าของลูกค้าผ่านโทรศัพท์มือถือ สามารถรองรับในปริมาณที่มากขึ้นด้วยความเร็วที่สูงขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งในการเป็นผู้นำในตลาด รวมทั้งยังสามารถสร้างโอกาสและเตรียมความพร้อมในการรองรับคลื่นความถี่ 5G ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
          นายสมชัยกล่าวว่า คลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่บริษัทประมูลได้มานั้น มีความเหมาะสมและความคุ้มค่าสูงสุดสำหรับการขยายความจุโครงข่ายเพื่อรองรับการเติบโตของ 4G โดยเป็นการเพิ่มช่องสัญญาณจากเดิม และใช้ได้กับอุปกรณ์โครงข่าย 4G บนคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่มีอยู่ ซึ่งช่วยให้บริษัทประหยัดงบประมาณการลงทุนในระยะยาว
          เอสเอ็มอีแห่ตั้งบริษัทในอีอีซี
          นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมได้ติดตามการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ใน 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ในช่วง 7 เดือนของปี 2561 (มกราคม-กรกฎาคม) พบว่ามีการจดทะเบียนตั้งใหม่รวม 4,238 ราย เพิ่มขึ้น 7.45% โดยธุรกิจที่ตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 747 ราย เพิ่ม 17.63% ทุนจดทะเบียน 2,672.05 ล้านบาท เพิ่ม 24.40% ก่อสร้างอาคารทั่วไป 361 ราย เพิ่ม 8.52% ทุนจดทะเบียน 504.60 ล้านบาท เพิ่ม 4.61% ภัตตาคารและร้านอาหาร 169 ราย เพิ่ม 3.99% ทุนจดทะเบียน 256.81 ล้านบาท เพิ่ม 3.26%
          "ธุรกิจใหม่ส่วนใหญ่เป็นขนาดกลางและย่อม หรือเอสเอ็มอี เพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง จากการที่มีนักลงทุนเข้ามาลงทุนในอีอีซีเพิ่มขึ้น และมีประชากรแรงงานเข้ามามากทำให้มีความต้องการด้านที่อยู่อาศัย และยังมีการลงทุนในด้านร้านอาหารที่ขยายตัวตามจำนวนประชากร รวมถึงการลงทุนในธุรกิจภาคบริการเพิ่มมากขึ้น อาทิ โลจิสติกส์ รวมทั้งการให้บริการด้านที่อยู่อาศัย" นางกุลณีกล่าว
          นางกุลณีกล่าวว่า กรมยังได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กำหนดแนวทางพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้มีความเข้มแข็ง โดยจะเข้าไปช่วยเหลือเอสเอ็มอีและกลุ่มเริ่มต้นธุรกิจใหม่ (สตาร์ตอัพ) ให้มีการนำนวัตกรรมมาใช้ในการต่อ ยอดและยกระดับสู่ธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจและตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยธุรกิจเป้าหมายที่กรมจะเข้าไปพัฒนา อาทิ ธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการขยายตัวของการขนส่งในพื้นที่อีอีซีและการขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่จะมีการใช้บริการขนส่งสินค้าเพิ่มมากขึ้น ธุรกิจให้บริการด้านที่พักและการดูแลที่อยู่อาศัย เพื่อรองรับการขยายตัวการเข้ามาอยู่ในพื้นที่ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงแรงงานที่จะเข้ามาทำงานในพื้นที่อีอีซี และธุรกิจร้านอาหาร ที่กำลังมีการขยายตัวตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น
          แก้กองทุนเอสเอ็มอีสะดุด
          นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการยุบรวมกองทุนฟื้นฟูเอสเอ็มอี และกองทุนพลิกฟื้นเอสเอ็มอี ของสำนักงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ตั้งเป็นกองทุนฟื้นฟูเอสเอ็มอีใหม่ วงเงิน 1,800 ล้านบาท และตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อได้ตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถปล่อยสินเชื่อกองทุนใหม่ได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ศึกษาเงื่อนไขที่จะโยกเงินกองทุนใหม่มาให้เอสเอ็มอีแบงก์ เป็นผู้พิจารณาเต็มรูปแบบ เพราะหากโยกมาทันทีและให้เอสเอ็มอีแบงก์ช่วยเหลือเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อร่วมกับ สสว.แล้ว แต่ขั้นตอนสุดท้ายยังอยู่ที่ สสว. อาจทำให้ประสบปัญหาความล่าช้าเช่นเดิม เพราะมีเจ้าหน้าที่จำกัด ดังนั้นต้องศึกษาหลักเกณฑ์ข้อกฎหมายอย่างรอบคอบ
          "เบื้องต้นคุยกับนายสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการ สสว. ให้เข้าใจแล้ว เพราะถ้าไม่แก้ไขให้เบ็ดเสร็จจะติดปัญหาซ้ำรอยเดิมอีก ตอนนี้จึงให้นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการเอสเอ็มอีแบงก์ ไปดูเงื่อนไข หลักเกณฑ์ต่างๆ ว่าจะให้เอสเอ็มอีแบงก์เป็นผู้พิจารณาเต็มตัวได้หรือไม่" นายสมชายกล่าว
          โพลชี้เข้าไม่ถึงแหล่งทุน
          นายณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอส เอ็มอีไทย กล่าวว่า สมาพันธ์ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ระหว่างวันที่ 9-14 สิงหาคม 2561 พบว่าปัญหาอันดับแรกของเอสเอ็มอียังเป็นการเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน 73.96% อันดับ 2 ความล่าช้าของกองทุนช่วยเหลือต่างๆ 41.20% อันดับ 3 รัฐไม่เข้าใจปัญหาของผู้ประกอบการ 40.10% อันดับ 4 ขาดช่องทางการตลาด 38.63% อันดับ 5 ติดเครดิตบูโร ไปต่อไม่ได้ 37.04% อันดับ 6 ใช้เอกสารเยอะในการติดต่อเรื่องต่างๆ กับภาครัฐ 35.82% และอันดับ 7 ภาครัฐไม่ดำเนินงานโครงการต่อเนื่อง 30.81%
          "น่าแปลกใจว่าสมาพันธ์เพิ่งเปิดรับสมัครสินเชื่อเพื่อคนตัวเล็กของเอสเอ็มอีแบงก์ วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาทไป เมื่อเดือนกรกฎาคม แต่ผลสำรวจล่าสุดยังพบปัญหาการไม่เข้าถึงแหล่งเงินทุนอยู่ เบื้องต้นอาจเกิดจากความไม่พร้อมของผู้ประกอบการเอง หรืออาจเกิดจากขั้นตอนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของกองทุนต่างๆ ยังยุ่งยาก ดังนั้นจะนำข้อมูลมาวิเคราะห์และนำเสนอภาครัฐต่อไป เพื่อให้เกิดประโยชน์และตรงตามเป้าหมายของทุกฝ่ายมากที่สุด" นายณพพงศ์กล่าว
          วอนปล่อยรายใหม่ไม่หน้าเดิม
          นายณพพงศ์กล่าวกรณีการปล่อยสินเชื่อกองทุนใหม่ 1,800 ล้านบาทเกิดปัญหาว่า ต้องการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบมีความชัดเจนในเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อว่าให้กลุ่มไหน อาทิ กองทุนนี้ต้องการให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีปัญหาการชำระเงิน ติดเครดิตบูโร แต่เจรจาปรับโครงสร้างหนี้บ้างแล้ว ก็ต้องเน้นให้คนกลุ่มนี้เฉพาะ อย่าให้ผู้พิจารณาปล่อยสินเชื่ออนุมัติให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายปกติ ไม่เช่นนั้นกลุ่มที่มีปัญหาเรื่องเครดิตบูโรจริงๆ จะไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนมาปรับโครงสร้างธุรกิจได้เลย ส่วนรายปกติให้ไปขอสินเชื่อสถาบันการเงินอื่นๆ ที่ปล่อยให้อยู่แล้ว
          รายงานข่าวแจ้งว่า เงื่อนไขหลักเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อกองทุนใหม่ 1,800 ล้านบาท เบื้องต้นจะปรับให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น อาทิ ลดวงเงินขั้นต่ำการปล่อยสินเชื่อรายละ 50,000 บาท จากเดิม 200,000 บาท เนื่องจากผู้ประกอบการรายย่อยบางราย ไม่ต้องการวงเงินสูงมาก แต่ต้องการใช้เงินเร็ว ซึ่งที่ผ่านมา สสว.ยอมรับว่าการพิจารณาทั้ง 2 กองทุนมีความล่าช้า เนื่องจากมีพนักงานจำกัด ต้องผ่านกรรมการถึงจะปล่อยได้ และเงื่อนไขที่ต้องให้สถาบันการเงินรับรองการปรับโครงสร้างหนี้ของผู้ประกอบการ แต่ต่อไปจะให้เอสเอ็มอี ซึ่งมีเครื่องมือพร้อมพิจารณาในการปล่อยสินเชื่อได้ทันที คาดว่ามีเอสเอ็มอีเข้าร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 5,000 ราย
          สอท.หนุนแผนพัฒนาศก.ใต้
          นายเกรียงไกร เธียรนุกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ส.อ.ท.ภาคใต้ได้หารือกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนข้อมูลด้านต่างๆ ให้กับหน่วยงานรัฐโดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นำไปประกอบการกำหนดทำแผนพัฒนาภาคใต้ที่อาจจะยกระดับเป็นแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (เอสอีซี) ที่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่จังหวัดระนอง ชุมพร ระหว่างวันที่ 20-21 สิงหาคม 2561 จะมีการนำเสนอเพื่อต่อยอดเศรษฐกิจเดิมที่มีอยู่โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่มีศักยภาพของพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงการท่องเที่ยวและบริการ
          "เอสอีซีจะต่างกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพราะจะเน้นการเชื่อมโยงเศรษฐกิจเดิมที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตร บริการและท่องเที่ยวยกระดับรายได้ ซึ่งเอกชนพร้อมสนับสนุนและเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อการสร้างระบบเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ ให้ทั่วถึง" นายเกรียงไกรกล่าว
          บูมสินค้าเกษตร-ท่องเที่ยว
          นายกิจก้อง ตันติจรัสวโรดม ประธาน ส.อ.ท.ภาคใต้ กล่าวว่า ทางภาคเอกชนได้มีการหารือและสรุปแนวทางนำเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วเบื้องต้นเห็นว่าแนวคิดการจัดทำกรอบการพัฒนาเอสอีซีเป็นเรื่องที่ดีและแนวทางการพัฒนาต่างกับอีอีซี เพราะจะไม่มีการวางกรอบกิจการประเภทอุตสาหกรรมหนัก แต่จะเน้นการเชื่อมโยงเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร ประมง การท่องเที่ยวในพื้นที่เป็นหลัก โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ (ไบโออีโคโนมี) ที่เป็นการต่อยอดจากอุตสาหกรรมปาล์มเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรผู้เพาะปลูก
          "ช่วงที่ผ่านมาเอกชนในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนได้ให้ข้อมูลหลายหน่วยงานของรัฐเพื่อประกอบการนำเสนอ ครม.สัญจรไปแล้ว อาทิ การผลิตเคมีภัณฑ์จากธรรมชาติอย่างสารตั้งต้นสบู่ ยาสระผม ฯลฯ สามารถนำปาล์มมาผลิตเพื่อการส่งออกได้เป็นอย่างดี กิจการเหล่านี้สามารถยกระดับราคาปาล์มที่ตกต่ำ และยังสามารถสร้าง สตาร์ตอัพในกลุ่มนี้ได้อีกด้วย" นายกิจก้องกล่าว
          หนุนท่าเรือน้ำลึกชุมพร
          นายกิตติ กิตติชนม์ธวัช ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดชุมพร กล่าวว่า เอกชนต้องการให้รัฐสนับสนุนให้เกิดการลงทุนท่าเรือน้ำลึกชุมพร ซึ่งก่อนหน้าได้ถูกบรรจุไว้ในแผนของกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม แต่ได้ชะลอออกไป เพราะเห็นว่าท่าเรือนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมาก มีความคุ้มค่ากับการลงทุนเพราะจะใช้เม็ดเงินลงทุนประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งท่าเรือจะมีความลึกระดับ 10 เมตร
          "ท่าเรือนี้จะสนับสนุนท่าเรือกรุงเทพและแหลมฉบัง และเป็นท่าเรือที่เกื้อหนุนกับท่าเรือระนอง ช่วยยกระดับการส่งออกสินค้าเกษตรในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี รวมถึงอาหารทะเลแปรรูปที่มีศักยภาพในพื้นที่ ขณะเดียวกันในส่วนของประมงต้องการให้รัฐปรับระเบียบที่กำหนดให้ห้ามทำการประมงข้ามฟาก โดยต้องการให้ชุมพรและระนองโยกย้ายข้ามฟากกันได้" นายกิตติกล่าว
          'ไพศาล'ซัดรบ.เศรษฐกิจใต้ช้ำ
          นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ระบุว่า ญาติพี่น้องขึ้นมาจากภาคใต้หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่เคยประสบชะตากรรมลำบากอย่างวันนี้ 1.การประมงเจ๊งหมด 2.สวนยางเจ๊งเรียบ และยังไม่มีทีท่าว่าจะแก้ไขอย่างไรได้ 3.ท่องเที่ยว หายไปกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว แนวโน้ม วังเวงมาก
          4.เงินสดหายไปจากตลาด ถึงขั้นที่ชาวบ้านไม่อยากออกจากบ้านไปจ่ายตลาดกันแล้ว ผมเองเป็นคนภาคใต้ อายุขนาดนี้ ยังไม่เคยได้ยินข่าวคราวพี่น้องที่บ้านเกิดและภาคใต้ตกระกำลำบากอย่างนี้เลย ต้องบ่นให้ได้รู้ได้ยินกันบ้าง
          การจะดูแลอาณาประชาราษฎรให้อยู่ดีกินดีนั้น จะคำนึงแต่ตัวเลขอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเดียวไม่ได้ เพราะสามารถเล่นกลสร้างตัวเลข ความเติบโตทางเศรษฐกิจได้โดยที่ประชาชน ไม่ได้รับผลอะไรเลย เช่น 1.ผลิตรถยนต์ส่งออกสัก 5 ล้านล้านบาท ก็ได้ตัวเลขเศรษฐกิจเพิ่มแต่ประชาชน และคนไทยไม่ได้อะไรเลย 2.สร้างบ้านเอื้ออาทรสักล้านหลัง ก็จะได้อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจ 2-3 ล้านล้านบาท แต่ประชาชนจะต้องเป็นหนี้ 3-4 ล้านล้านบาท 3.สั่งสินค้าทุนเข้ามาจากต่างประเทศ แล้วประกอบในประเทศไทย อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจก็โตขึ้น ตามมูลค่าการผลิต แต่ประชาชนไม่ได้อะไรเลย 4.สร้างหนี้สิน เอาไปทำโครงการพื้นฐานต่างๆ ปีละล้านล้านบาท ก็ได้ตัวเลขเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ประชาชนไม่ได้อะไรเลย เพราะประโยชน์จะได้แก่ 5 เสือผู้รับเหมา ส่วนประเทศชาติก็เป็นหนี้สินอีนุงตุงนังต่อไป นี่คือคำตอบว่า ทำไมประชาชน จึงร้องบอกโวยวายว่าลำบากยากแค้น ค้าขายไม่ได้ ไม่มีเงินใช้สอย ในขณะที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ ดูเหมือนว่าดี
          เอกชนรับเกษตร-ประมงใต้ฟุบ
          นายกิจก้อง ตันติจรัสวโรดม ประธาน ส.อ.ท.ภาคใต้ กล่าวกรณีนายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า เศรษฐกิจภาคใต้กำลังมีอาการหนัก ประชาชนลำบาก ค้าขายไม่ได้ พร้อมขอรัฐอย่าเล่นกลสร้างตัวเลขทางเศรษฐกิจว่า ประเด็นเศรษฐกิจภาคใต้นั้นต้องรับความจริงว่าไม่ดีนัก เพราะตัวเลขใหญ่มาจากภาคการเกษตรในพื้นที่ซึ่งราคาสินค้าเกษตรไม่ดี ส่งผลต่อรายได้ของประชาชน นอกจากนี้ในภาคประมงก็มีปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ขนาดบริษัทที่รับจัดหาแรงงานยังประสบปัญหาป้อนแรงงานเข้าพื้นที่ไม่ได้ ระดับชาวประมงคงไม่สามารถหาแรงงานเองได้ ดังนั้นรัฐต้องดูว่านโยบายด้านแรงงานที่ดำเนินการอยู่เหมาะสมหรือไม่
          "ขณะนี้ด้านการท่องเที่ยวคือปัจจัยบวกเรื่องเดียวที่ผลักดันเศรษฐกิจภาคใต้ สร้างรายได้ในพื้นที่ แต่เรื่องที่ต้องระมัดระวังคือความปลอดภัย ถ้าพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัย ใครๆ ก็มาเที่ยว ดังนั้นทุกหน่วยงานต้องมีมาตรการดูแลที่รัดกุม" นายกิจก้องกล่าว
          รง.ช่วยชาวไร่อ้อยแทนม.44
          รายงานข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรมแจ้งว่า กรณีที่ 4 องค์กรชาวไร่อ้อย ได้แก่ สหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย สหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน และสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทยเสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรม ขอรัฐบาลใช้มาตรา44 มาแก้ไขปัญหาวิกฤตราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิตปี 2561/62 ที่จะเปิดหีบในเดือนพฤศจิกายนนี้ ด้วยการให้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย (กท.) กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อนำมาเพิ่มราคาอ้อยขั้นต้นให้สูงเกิน 800 บาทต่อตันขึ้นไป เพราะคาดว่าฤดูใหม่นี้ราคาจะไม่เกิน 730 บาทต่อตัน ต่ำสุดในรอบ 10 ปีนับตั้งแต่ฤดูปี 2551/52 ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ได้หารือร่วมกันระหว่างชาวไร่และโรงงานน้ำตาลจนได้ข้อสรุป และเสนอต่อนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้รับทราบแล้ว โดยรายละเอียดของข้อสรุปคือ สอน.ได้เสนอให้นำเงินส่วนหนึ่งที่เกิดจากการจำหน่ายน้ำตาลในประเทศ ที่โรงงานและชาวไร่ต้องกันเงินส่วนนี้ส่งเข้าไป กท. 3-4 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) คำนวณจากการขายส่งน้ำตาลหน้าโรงงานน้ำตาลทั่วประเทศ เม็ดเงินรวมประมาณ 400 ล้านบาทต่อเดือน เข้ามาช่วยเหลือชาวไร่อ้อยครั้งนี้
          รายงานข่าวระบุว่า หากนับตั้งแต่มีการลอยตัวราคาข่ายปลีกน้ำตาลเมื่อเดือนมกราคม 2561 จนถึงขณะนี้มีเม็ดเงินสะสมจากการเก็บเงิน 5 บาทต่อ กก. จากราคาน้ำตาลรวมกับรายได้หลังลอยตัวเดือนละ 400 ล้านบาท รวมเป็น 10,000 ล้านบาท ซึ่ง กท.สามารถนำเงินก้อนนี้ออกมาใช้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวไร่อ้อยได้ก่อน ด้วยการให้โรงงานกู้แบบปลอดดอกเบี้ยหรือคิดดอกเบี้ยอัตราต่ำที่สุด เพื่อนำไปจ่ายค่าอ้อยเพิ่มเติมจากราคาอ้อยขั้นต้นที่จะมีการคำนวณออกมา เหมือนกับค่าเกี๊ยวอ้อย (เงินยืมล่วงหน้า) ที่โรงงานให้ยืมล่วงหน้าไปก่อนแล้วมาหักลบหนี้เมื่อนำอ้อยมาขาย ซึ่งวิธีนี้เคยทำก่อนการลอยตัวราคาน้ำตาล หากใช้วิธีการนี้จะไม่จำเป็นต้องขอให้รัฐบาลออกมาตรา 44
          ชี้ประโยชน์ร่วม2ฝ่าย
          รายงานข่าวระบุว่า ก่อนหน้านี้ฝ่ายโรงงานแสดงความไม่เห็นด้วยเพราะไม่ต้องการรับภาระดังกล่าว แต่ สอน.ได้ชี้แจงว่าฝ่ายโรงงานจะต้องให้ความร่วมมือเพราะเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของชาวไร่และโรงงาน เพราะหากโรงงานไม่ช่วยเหลือชาวไร่อ้อย ในระยะยาวชาวไร่อ้อยอาจหันไปปลูกพืชเกษตรอื่นๆ แทนเพราะรายได้จากการปลูกอ้อยลดลง แต่หากโรงงานให้ความร่วมมือชาวไร่ปลูกอ้อยตามเดิมโรงงานก็มีอ้อยป้อนเข้าหีบตามปกติ
          นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวเป็นแผนการรองรับวิกฤตราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิต 2561/62 ซึ่งขณะนี้ยังไม่เริ่มเปิดหีบ และเป็นไปได้ว่าหากเริ่มเปิดหีบอ้อยเดือนพฤศจิกายน ราคาน้ำตาลตลาดโลกในช่วงนั้นไปจนถึงเดือนมีนาคม 2562 อาจปรับตัวดีขึ้น จะส่งผลให้ราคาอ้อยขั้นต้นสูงกว่าที่ประมาณการไว้ที่ 730 บาทต่อตัน อาจไม่จำเป็นต้องให้โรงงานไปกู้เงิน กท.มาช่วยเหลือชาวไร่อ้อยได้เช่นกัน
          ราคาทองลุ้นหารือสหรัฐ-จีน
          รายงานข่าวจากสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาทองคำในประเทศผันผวนตามราคาทองคำในตลาดโลก โดยบางวันมีการปรับราคาถึง 5 ครั้งด้วยกัน ทำให้ราคาทองคำปรับตัวลงต่ำสุดในรอบหลายปี อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวโน้มราคาทองคำในช่วงที่เหลือของปีนี้ประเมินค่อนข้างยากว่าราคาจะปรับลงไปต่ำสุดที่เท่าไร จะต้องติดตามสถานการณ์สงครามการค้าสหรัฐ-จีนที่จะมีการเจรจากันในช่วงวันที่ 22-23 สิงหาคมนี้ว่าจะมีการเจรจาเพื่อตกลงทางด้านภาษีในรอบที่ 2 ได้หรือไม่อย่างไร
          "คำแนะนำการลงทุนแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย 1.ลูกค้ารายย่อยหรือผู้บริโภคทั่วไป มองว่าช่วงที่ราคาทองปรับตัวลงนี้เป็นช่วงเหมาะสมที่จะทยอยซื้อเก็บเป็นสินทรัพย์ และ 2.นักลงทุนที่เก็งกำไรในตลาดทอง จะต้องติดตามความผันผวนและดูสัญญาณในทางเทคนิค" รายงานข่าวระบุ
          ส่อขยับขึ้นแต่ไม่มาก
          รายงานข่าวจากบริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด กล่าวถึงปัจจัยที่มีผลกับความเคลื่อนไหวราคาทองคำ ว่า การเจรจาการค้าระดับเจ้าหน้าที่ระหว่างสหรัฐกับจีนในสัปดาห์นี้จะถูกใช้เป็นปัจจัยชี้นำดัชนีดอลลาร์และราคาทองคำ หากการเจรจาสามารถลดความขัดแย้งทางการค้าลงได้ ดอลลาร์สหรัฐจะอ่อนค่าลงและราคาทองคำมีโอกาสขยับขึ้น อย่างไรก็ตาม ราคา ทองคำอาจขยับขึ้นได้ไม่ไกล เพราะยังมีความกังวลเกี่ยวกับนโยบายของนายเรเจพ เทยิพ แอร์โดอาน ประธานาธิบดีตุรกีว่าจะสามารถประคับประคองเศรษฐกิจให้รอดพ้นวิกฤตได้หรือไม่ ขณะที่ความขัดแย้งกับสหรัฐในประเด็นการปล่อยตัวบาทหลวงแอนดรูว์ บรันสัน ยังคงดำเนินต่อไป
          รายงานข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า ระยะสั้นหากราคาทองคำดีดตัวขึ้นแต่ไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านโซน 1,181-1,193 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นักลงทุนที่มีทองคำในมืออาจขายออกมาเพื่อทำกำไร แต่หากสามารถผ่านไปได้ให้รอไปขายบริเวณแนวต้านถัดไป หากไม่สามารถผ่านไปได้อาจเห็นการย่อตัวลงไปบริเวณแนวรับ จึงแนะนำให้รอจังหวะเข้าซื้อบริเวณแนวรับ 1,166 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ดีควรตัดขาดทุนหากหลุด 1,160 ดอลลาร์ต่อออนซ์
          เฟทโก้มั่นใจไทยแข็งแกร่ง
          นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (เฟทโก้) กล่าวว่า ประเมินผลกระทบจากวิกฤตค่าเงินตุรกีต่อไทยค่อนข้างน้อย เนื่องจากไทยไม่ได้เป็นคู่ค้าสำคัญ แต่อาจจะกระทบทางอ้อมในเชิงจิตวิทยา เนื่องจากนักลงทุนกังวลผลกระทบต่อตลาดเกิดใหม่ อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นในตุรกีรวมถึงความเสี่ยงที่อาจจะกระทบกับอินโดนีเซีย เป็นเพราะประเทศเหล่านี้มีเสถียรภาพทางการเงินต่ำอยู่แล้ว มีครบทุกปัญหา ทำให้โครงสร้างทางการเงินไม่แข็งแรง ทั้งนี้เมื่อปัญหาคลี่คลายหรือฝุ่นหายตลบ เชื่อว่าเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) จะไหลเข้าตลาดหุ้นมากขึ้น
          "เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตค่าเงินตุรกี หรือมีความเสี่ยงเกิดขึ้นเช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากสถานะการเงินของประเทศยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตามการขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมตุรกี สหรัฐใช้อำนาจแทรกแซงทางการเมืองแทน เพื่อเอาใจฐานเสียง แต่เชื่อว่าหลังเดือนพฤศจิกายน ท่าทีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐจะผ่อนคลายขึ้น ส่วนผลจากการขึ้นภาษีสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ที่ผ่านมามีข้อพิสูจน์แล้วว่าการแข่งกันขึ้นภาษีเป็นผลเสียกับทุกฝ่าย เช่น ประเทศนั้นๆ เกิดปัญหาเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่สูงเกินไป เป็นผลมาจากการขึ้นภาษี เพราะฉะนั้นจึงประเมินว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะจบที่การเจรจาของทั้ง 2 ประเทศ" นายไพบูลย์กล่าว
--จบ--

          --มติชน ฉบับวันที่ 21 ส.ค. 2561 (กรอบบ่าย)--