SAMARTส่งซิกงบครึ่งหลังแจ่ม จ่อประมูลงานอีกกว่าหมื่นล้าน

SAMART ลั่นผลงานครึ่งปีหลังแจ่ม ! จ่อประมูลงานอีกกว่าหมื่นล้านบาท หลังไตรมาส 2/2561 ขาดทุนสุทธิ 183 ล้านบาท เหตุขาดทุนสายธุรกิจ Digital-ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้ครึ่งปีแรกขาดทุนสุทธิ 169 ล้านบาท
          นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAMART เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2561 บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 183 ล้านบาท จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 188 ล้านบาท และจากไตรมาสก่อนที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 14 ล้านบาท เป็นผลมาจากการขาดทุนของสายธุรกิจ Digital รวมถึงการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (Fx Loss) สำหรับเงินกู้สกุลเงิน US Dollar จากสายธุรกิจ Utilities and Transportations
          ทั้งนี้ ในไตรมาส 2/2561 บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 3,014 ล้านบาท ลดลง 22.58% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 3,893 ล้านบาท แต่เพิ่มขึ้น 23.98% จากไตรมาสก่อนที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 2,431 ล้านบาท โดยรายได้จากการขายตามสัญญาและบริการอยู่ที่ 2,982 ล้านบาท (หลังหักรายการระหว่างกัน) ลดลง 23% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน
          อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาส 2/2561 ในแต่ละสายธุรกิจของกลุ่มบริษัทสร้างผลงานไว้เป็นที่น่าพอใจ โดยเฉพาะสายธุรกิจไอซีที นำโดยบริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ SAMTEL เซ็นสัญญาโครงการใหม่มูลค่ารวมกว่า 3,226 ล้านบาท อาทิ โครงการพัฒนาระบบสารสนเทศที่ดิน (ระยะที่ 2) ของกรมที่ดิน มูลค่า 2,768 ล้านบาท ส่งผลให้มีงานในมือรอรับรู้รายได้ (Backlog) แล้วประมาณ 8,246 ล้านบาท
          นอกจากนี้ SAMTEL ประกาศจ่ายปันผลจากผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรก (ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-30 มิ.ย. 2561) ในอัตราหุ้นละ 0.15 บาท โดยกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD หรือผู้ซื้อไม่มีสิทธิได้รับเงินปันผลวันที่ 28 ส.ค. 2561 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 12 ก.ย. 2561
          ส่วนบริษัท วันทูวันคอนแทคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ OTO มีรายได้อยู่ที่ 177 ล้านบาท และมี Backlog แล้วกว่า 770 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจด้านพลังงาน โดยล่าสุดบริษัท เทด้า จำกัด ซึ่งเชี่ยวชาญด้านงานก่อสร้างสถานีไฟฟ้าและสายส่งไฟฟ้าความแรงสูง ได้รับการว่าจ้างในโครงการเปลี่ยนระบบไฟฟ้าอากาศเป็นระบบสายไฟฟ้าใต้ดิน เส้นจรัญสนิทวงศ์ ให้แก่ กฟน. และโครงการก่อสร้างสถานีไฟฟ้าลำภูรา จ.ตรัง ของ กฟผ. รวมมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท ทั้งยังมีโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจอีกมาก
          ด้านสายธุรกิจดิจิทัล หลังจากปรับเปลี่ยนธุรกิจครั้งใหญ่ เริ่มเห็นโอกาสในการสร้างรายได้และการเติบโตในอนาคต ทั้ง Application “TripPointz” และอีก 2 ธุรกิจที่เริ่มดำเนินการแล้ว คาดว่าจะสร้างรายได้ให้กับสายธุรกิจดิจิตอลในช่วงครึ่งปีหลัง ได้แก่ ธุรกิจ Digital Trunk Radio System (DTRS) และโครงการติดตั้งเสาสัญญาณร่วม (Co-Tower) ในเขตอุทยานแห่งชาติกว่า 1,000 สถานี
          ขณะเดียวกันผลการดำเนินของบริษัทในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2561 มีผลขาดทุนสุทธิ 169 ล้านบาท และมีรายได้รวมอยู่ที่ 5,444 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนทางบัญชี (Fx Loss) สำหรับเงินกู้ในสกุลเงิน US Dollar ในไตรมาส 2/2561