"กลุ่มทรู"พลิกมีกำไร1หมื่นล้าน หลังขายสินทรัพย์เข้าDIF-ฐานลูกค้าเพิ่ม

นายวิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) เปิดเผยว่า กลุ่มทรูมีผลการดำเนินงาน ในไตรมาส 2 ปี 2561 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่กว่า 10,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับผลขาดทุน 1,200 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปี 2560 ซึ่งเป็นผลจากการเติบโตของรายได้และฐานลูกค้า ทั้งธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ และธุรกิจบรอดแบนด์ อินเตอร์เนต การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 รวมทั้งกำไรจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล (DIF)
          ทั้งนี้ทรูมูฟ เอช มีรายได้จากการให้บริการ 18,400 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ปี 2561 เพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันของปี 2560 ทำให้ส่วนแบ่งตลาดด้านรายได้เพิ่มเป็น 28% ขณะที่ฐานลูกค้าของทรูมูฟ เอช เพิ่มขึ้น 31% หรืออยู่ที่ 28.08 ล้านราย เป็นลูกค้าระบบรายเดือน 7.23 ล้านราย และลูกค้าระบบเติมเงิน 20.85 ล้านราย โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ใช้บริการรายใหม่ทั้งสิ้น 4.46 แสนราย
          ส่วนธุรกิจบรอดแบนด์ อินเตอร์เนตของทรูออนไลน์ มีรายได้เพิ่มขึ้น 16% จากไตรมาส 2 ปี 2560 เป็น 6,500 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ปี 2561 โดยมีฐานลูกค้าบรอดแบนด์เพิ่มขึ้น 85,000 ราย เป็น 3.4 ล้านราย ในขณะที่รายได้จากการให้บริการของทรูวิชั่นส์ในไตรมาส 2 ปี 2561 อยู่ที่ 3,500 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 14% จากไตรมาส 1 ปี 2561 และเติบโต 13% จากไตรมาส 2 ปี 2560 ทั้งนี้ทรูวิชั่นส์มีฐานลูกค้า รวมกว่า 4 ล้านราย ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2561
          นายกิตติณัฐ ทีคะวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) กล่าวว่า ผลประกอบการในไตรมาส 2 ปี 2561 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง และคาดว่าจะยังคงเป็นแนวโน้มขาขึ้นต่อไป โดยกลุ่มทรูจะมุ่งมั่นเสริมประสิทธิภาพเครือข่าย ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ครอบคลุมทั่วประเทศ พร้อมนำเสนอสินค้าที่คุ้มค่าและการพัฒนาบริการที่เป็นเลิศแก่ผู้บริโภค