ดันอุตเอสเคิร์ฟ ดีป้าระบุรถยนต์ไทยสู่ฐานผลิตเอวี โรโบติกส์

โพสต์ทูเดย์ - ดีป้า เดินโรดแมปยุทธศาสตร์ไทยปั้น 10 เอสเคิร์ฟสู่อุตสาหกรรมใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แนะรถยนต์ อาหาร เกษตร ท่องเที่ยว ปรับตัว
          นายชินาวุธ ชินะประยูร ผู้อำนวยการ สถาบันส่งเสริมวิสาหกิจดิจิทัลเริ่มต้น สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) เปิดเผยว่า นโยบายของภาครัฐมุ่งส่งเสริม 10 อุตสาหกรรม (S-Curve) ได้แก่ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การเกษตรกรรม อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมการแพทย์ เป็นต้น เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในอนาคตของประเทศไทย โดยสิ่งที่ยุทธศาสตร์เร่งผลักดันเทคโนโลยีมี ด้วยกันอาทิ เทคโนโลยีด้านการท่องเที่ยว เทคโนโลยีอาหาร การเกษตรกรรม ซอฟต์แวร์ด้านบริการ
          ทั้งนี้ อุตสาหกรรมในประเทศไทยที่ควรเร่งปรับตัวหรือให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์จากขณะนี้มี 2,000-3,000 โรงงาน ต้องเพิ่มทักษะการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ในอนาคตรถยนต์จะเหลือส่วนประกอบเพียงไม่กี่ชิ้นภายในรถยนต์ ซึ่งมองว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยต้องใช้ระยะเวลา 10 ปีถึงทรานส์ฟอร์เมชั่นไปได้ หรือขณะเดียวกันต้องมองถึงการปรับเปลี่ยนไปสู่ฐานการผลิตโรโบติกส์หรือหุ่นยนต์ เพราะในอนาคตคงปฏิเสธไม่ได้ว่าจะมีประชากรหุ่นยนต์เกิดขึ้นจำนวนมากในโลกของอุตสาหกรรมและของใช้ภายในบ้าน
          นอกจากนี้อุตสาหกรรมอาหาร ต้องทรานส์ฟอร์มไปสู่ไบโอเทคโนโลยีหรือไปสู่อาหารชีวภาพ โดยต้องใช้ดาต้าเข้ามาวิเคราะห์ ขณะนี้มีผู้ประกอบการ 5 รายของไทยที่เริ่มขับเคลื่อนและมองว่าสามารถก้าวสู่ตลาดโลกได้ อาทิ 1.กลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี 2.บริษัท มิตรผล หรือผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำตาล โดยจับมือร่วมกับออสเตรเลีย และ 3.บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ ซึ่งเริ่มลงทุนเทคโนโลยีภายในองค์กรเพิ่มขึ้น ส่วนกลุ่มอาหารในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อมหรือเอสเอ็มอีของไทยน่าเป็นห่วง
          "ธุรกิจอาหารของไทยต้องเผชิญกับความท้าทายเทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งจะตรวจสอบห่วงโซ่อาหารทุกขั้นตอน นั่นคือ สิ่งที่เราจะรับมือได้อย่างไร เอสเอ็มอีไทย ไม่เข้าใจอีโคซิสเต็มหรือระบบนิเวศสำหรับ การทรานส์ฟอร์ม นอกจากนี้ยังไม่ได้ให้ความสำคัญการลงทุนเทคโนโลยี และมอง ธุรกิจในขณะนี้แค่เป็นการซื้อมาขายไป แต่ยุคนี้การค้าอยู่ในโลกของแพลตฟอร์ม โจทย์คือทำอย่างไรให้ธุรกิจเข้าไปอยู่ในแพลตฟอร์มให้ได้ เช่น อาจจะลองเข้าไปขายสินค้าในเฟซบุ๊ก โดยการเปิดเพจ เพื่อ ทำให้ตัวเองมีตัวตนหรืออาจสร้างแบรนด์หรือทำคอนเทนต์ที่น่าสนใจแล้วทำให้คนติดตาม" นายชินาวุธ กล่าว
          ขณะที่ไบโออีโคโนมีจะเป็นเทรนด์ที่มาในอนาคตแน่นอน ทั้งในกลุ่มอาหาร โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ วงการแพทย์ ซึ่งไทยมีความได้เปรียบแหล่งการผลิตอาหาร ดาต้าอีโคโนมี เป็นเรื่องที่สำคัญ ต้นทุนทางด้านเทคโนโลยีต้องต่ำและทำให้เร็ว ส่วนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ความท้าทายนอกจากในยุคนี้จะเป็นแพลตฟอร์มของแอร์บีเอ็นบีและอโกด้าแล้ว แต่เมื่อเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามา จะดิสรัปชั่นระบบคอมมิชชั่นหรือล้มล้างค่าคอมมิชชั่น ทำให้ต่อไปธุรกิจการท่องเที่ยวไม่ใช่มีเพียงแค่เว็บไซต์แล้วธุรกิจจะสามารถอยู่ได้
          นายชินาวุธ กล่าวต่อถึงภาคการเกษตรของไทย ควรเรียนรู้โมเดลการเกษตรจากอิสราเอล ประเทศตะวันออกกลางที่มีความแห้งแล้ง พื้นที่เพาะปลูกมี 20% มีปริมาณฝนตกน้อย แต่ความสำเร็จในการคิดค้นเทคโนโลยีทางการเกษตรที่ล้ำสมัย จนสามารถผันตัวเองให้เป็นผู้นำด้านการทำฟาร์มอัจฉริยะ การชลประทานน้ำหยด การผลิตน้ำบริสุทธิ์ และนำกลับมาใช้ใหม่ ดังนั้นมองว่าในช่วง 5-10 ปี ประเทศไทยต้องปรับตัวหรือทรานส์ฟอร์ม เพื่ออย่างน้อยการันตีว่าจะสามารถยืนอยู่ได้ในช่วง 20 ปีข้างหน้า

          บรรยายใต้ภาพ 
          ชินาวุธ ชินะประยูร