แก้ไม่ตกกฎหมายจัดซื้อใหม่ ทำลงทุนรัฐ-เอกชนสะดุด

เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
          กฎหมายจัดซื้อใหม่ ทำลงทุนรัฐ-เอกชนสะดุด
          พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 หรือ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2560 ยังสร้างปัญหาต่อการเบิกจ่ายงบ ลงทุนของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท. ซึ่งเป็นเครื่องยนต์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ
          ล่าสุด พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ ยังส่งผลกระทบกับการลงทุนภาคเอกชน โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ได้รับเรื่อง ร้องเรียนจากกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคมไทย ผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าครบวงจรและอุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐาน มีผู้ผลิต ในประเทศ 122 ราย มีกำลังผลิต มูลค่า 3.3 หมื่นล้านบาท มีแรงงานภาคอุตสาหกรรมกว่า 1.5 หมื่นคน และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องนับแสนล้านบาท ใช้แรงงานกว่า 5 แสนคน ได้รับผลกระทบจากการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐฉบับใหม่ ที่มีการตีความกฎหมายเอื้อบริษัทต่างชาติ
          โดย สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ได้ออกมาชี้แจงว่า พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ มีวัตถุ ประสงค์เพื่อให้หน่วยงานของรัฐ ทุกแห่งนำไปใช้เป็นหลักปฏิบัติให้ เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยมุ่งเน้น การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณชนให้มากที่สุด เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ไม่ได้เอื้อกับบริษัทต่างประเทศ
          อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าแม้ว่า พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ ไม่ได้เอื้อต่อนักลงทุนต่างประเทศ แต่ ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน พ.ร.บ.การ
          จัดซื้อจัดจ้างฯ ยังเป็นอุปสรรคต่อการเบิกจ่ายการใช้จ่ายของภาครัฐ โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบลงทุนทั้งของรัฐ 5-6 แสนล้านบาท และการลงทุนของรัฐวิสาหกิจอีก 4-5 แสนล้านบาท ทำให้ล่าช้ามีเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจลดลง
          ที่ผ่านมา สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินสายตรวจเยี่ยมการทำงานของผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลัง ได้ให้การบ้านสำคัญเรื่องการแก้ไขปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างที่เกิดจากกฎหมายใหม่ ให้เร่งแก้ปัญหาเป็นการด่วน ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะองค์กร เฉพาะจุด หรือในภาพรวมทั้งหมด เพื่อให้การเบิกจ่ายงบลงทุนของประเทศลื่นไหลกว่าที่ผ่านมา
          นอกจากนี้ ยังได้ให้กรมบัญชีกลางประสานกับสำนักงบประมาณ เพื่อติดตามการเบิกจ่ายงบลงทุนใน ภาพรวม ว่ายังติดปัญหาล่าช้าจาก พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ หรือ ไม่ เพื่อที่จะได้เข้าทำการแก้ไขปลดล็อกเป็นการเร่งด่วน
          เหตุผลที่ สมคิด ให้ความสำคัญกับการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐอย่างมาก เพราะแม้ว่าครึ่งปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ดี แต่ การเบิกจ่ายลงทุนภาครัฐกลับชะลอลง เนื่องจากการเบิกจ่ายล่าช้า ทั้งความ ไม่พร้อมของโครงการและปัญหาจาก พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ ใหม่ ซึ่งหากแก้ปัญหาส่วนนี้ได้ ก็จะมีส่วนทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เพิ่ม
          ด้าน ประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เองก็ออกมายอมรับว่าการเบิกจ่ายรัฐวิสาหกิจที่ล่าช้าส่วนสำคัญมาจาก พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ ใหม่ เพราะคนที่ดำเนินการกลัว ความผิด และจะมีปัญหาต้องโทษจำคุก ทำให้การดำเนินการเป็นไปอย่างระมัดระวัง อะไรที่ยังไม่แน่ใจก็จะ ไม่ดำเนินการ
          ดังนั้น ผลการเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจในปี 2561 ที่ สคร.กำกับดูแลสูงถึง 4.81 แสนล้านบาท มีการเบิกจ่ายงบถึงเดือน มิ.ย. จำนวน 2.61 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าไม่ได้สูง เพราะได้เพียงครึ่งทางเท่านั้น
          ขณะที่การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2561 กรมบัญชีกลางรายงานตัวเลขล่าสุดจนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2561 เบิกจ่ายงบประมาณภาพรวมได้จำนวน 2.11 ล้านล้านบาท 72.87% ของวงเงินงบประมาณ 2.9 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 1.42% แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ เบิกจ่ายได้จำนวน 1.84 ล้านล้านบาท หรือ 82.25% ของวงเงินงบประมาณ 2.24 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย 5.25%
          อย่างไรก็ตาม รายจ่ายลงทุนไม่รวมงบกลาง เบิกจ่ายได้จำนวน 2.7 แสนล้านบาท หรือ 46.84% ของวงเงินงบประมาณ 5.77 แสนล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 18.27% การเบิกจ่ายที่ต่ำกว่าเป้าหมายมีสาเหตุมาจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกหน่วยงาน ซึ่งปัญหาดังกล่าวยังอยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไข เพื่อให้การเบิกจ่ายเงินใกล้เคียงกับเป้าหมายให้มากที่สุด ซึ่งปัญหาหนึ่งก็คือ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ ใหม่ ที่กรมบัญชีกลางพยายามไม่บอกตรงๆ นั่นเอง
          หากย้อนไปดูตั้งแต่เริ่มใช้ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ ใหม่ มีหน่วยงานรัฐวิสาหกิจจำนวนมาก โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ ทั้งที่ดำเนินงานในเชิงพาณิชย์หรืออยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมียอดเงินลงทุนจำนวนมาก เกิดปัญหาไม่สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ ทำให้กรมบัญชีกลางต้องเร่งแก้ไขให้เป็นรายรัฐวิสาหกิจเป็นการเร่งด่วน เพื่อไม่ให้การขับเคลื่อนจากการลงทุนภาครัฐทรุดตัวลงไปอีก
          ที่ผ่านมา สมคิด ยังเดินสายตรวจไล่บี้การเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ ทุกเดือน เนื่องจากมีผลต่อการขยายตัวเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับสูง ซึ่งการ เบิกจ่ายภาพรวมของรัฐวิสาหกิจ 45 แห่ง ซึ่งรัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายได้ดีก็ยังเป็นบริษัทเดิม เช่น บริษัท ปตท. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง และ การประปาส่วนภูมิภาค
          อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีรัฐวิสาหกิจ ที่มีปัญหาเบิกจ่ายงบลงทุนล่าช้า เหมือนเดิมเช่นกัน ทั้งการรถไฟ แห่งประเทศไทย องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ บริษัท ท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย บริษัท กสท โทรคมนาคม บริษัท ทีโอที และการยาสูบแห่งประเทศไทย ซึ่งรองนายกฯ สมคิด ได้สั่งการเร่งแก้ไขปัญหาเพื่อให้การ เบิกจ่ายงบลงทุนได้ใกล้เคียงกับ เป้าหมายมากที่สุด
          ทั้งนี้ จาก พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ ใหม่ ที่ดูครอบคลุมการจัดซื้อ จัดจ้างหน่วยงานภาครัฐทั้งหมดให้เกิดความโปร่งใส ป้องกันการทุจริต ให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบความโปร่งใส รวมถึงมีการกำหนดโทษผู้กระทำผิดที่รุนแรง โดยเจ้าหน้าที่หรือ
          ผู้มีอำนาจดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.บ.นี้ โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหาย หรือปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติตาม พ.ร.บ.นี้โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และหากผู้ใดเป็นผู้ใช้หรือ ผู้สนับสนุนในการทำผิดดังกล่าว ผู้นั้นต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นด้วย ซึ่งเป็นไม้แข็งที่ถือว่าน่ากลัว เป็นประโยชน์กับประเทศในระยะยาว แต่ก็ยังเป็นปัญหากับการเบิกจ่ายลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ภาครัฐยังแก้ไม่ตก