เอกชนจีน-สหรัฐฯจับมือธุรกิจ เลี่ยงผลกระทบสงครามการค้า

 สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกายังคงอุณหภูมิร้อนระอุ ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ ภาคเอกชนของทั้ง 2 ฝ่ายยิ่งต้องร่วมจับมือเป็นพันธมิตรกันเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบให้มากที่สุด โดยเฉพาะในประเทศจีนนั้น บริษัทเอกชนอเมริกันหลายรายพากันหวั่นใจว่าจะต้องพบกับกำแพงการค้าที่ไม่ได้อยู่ในรูปของภาษี (non-tariffs barriers: NTBs) ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบที่เข้มงวดยิ่งขึ้น หรือการเตะถ่วงเมื่อต้องติดต่อกับหน่วยงานรัฐบาล การมีพันธมิตรเป็นบริษัทในท้องถิ่นจึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีอย่างหนึ่ง
          ล่าสุดมีข่าวบริษัท สตาร์บัคส์ฯ ผู้บริหารเชนร้านกาแฟระดับพรีเมียมสัญชาติอเมริกัน ที่ปัจจุบันมีสาขาอยู่ในประเทศจีนกว่า 3,300 สาขา ได้จับมือกับ Ele.me ที่ทำธุรกิจส่งอาหารนอกสถานที่และเป็นบริษัทในเครืออาลีบาบา กรุ๊ป ยักษ์ใหญ่อี-คอมเมิร์ซเจ้าถิ่น ทั้งคู่ จะร่วมกันให้บริการดีลิเวอรีกาแฟและอาหารจากร้านสตาร์บัคส์โดยจะเริ่มให้บริการก่อนสิ้นปีนี้ โฆษกของอาลีบาบากล่าวว่า ยังไม่สามารถให้รายละเอียดอะไรได้มากนักในขั้นตอนนี้ แต่ยอมรับว่าบริษัทจับมือกับสตาร์บัคส์ มองหาลู่ทางใหม่ๆที่จะเสริมสร้างธุรกิจให้แข็งแกร่งร่วมกัน
          สำหรับสตาร์บัคส์เองนั้น ตลาดจีนมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นตลาดที่สร้างการเติบโตทางธุรกิจให้บริษัทได้มากที่สุด แต่ขณะเดียวกันตัวเลขล่าสุดของไตรมาสที่ผ่านมา ชี้ว่าสตาร์บัคส์ไม่อาจนิ่งนอนใจเพราะยอดขายในร้านที่เปิดบริการมามากกว่า 1 ปี ปรับลดลง 2% หลังจากที่เคยมีการขยายตัว 4% และ 6% ตามลำดับในช่วง 2 ไตรมาสก่อนหน้า การทดลองเพิ่มบริการใหม่เพื่อกระตุ้นยอดขายนับเป็นสิ่งจำเป็น สตาร์บัคส์จะเริ่มให้บริการดีลิเวอรีที่ปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้เป็นพื้นที่แรก ทั้งนี้ นายโฮเวิร์ด ชูลท์ส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสตาร์บัคส์ ได้เผยแผนจับมือกับนายแจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้งอาลีบาบา ตั้งแต่เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยเขาหวังว่าวิธีนี้จะช่วยเพิ่มยอดการจำหน่ายกาแฟทางออนไลน์ให้แก่บริษัท และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสตาร์บัคส์ในสังเวียนที่คู่แข่งท้องถิ่นมีความแข็งแกร่งมากขึ้น ยกตัวอย่าง เชนร้านกาแฟ ลัคกิ้นคอฟฟี่ (Luckin Coffee) เป็นบริษัทสตาร์ตอัพของจีนที่เพิ่งระดมทุนได้สดๆ ร้อนๆ ถึง 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  ลัคกิ้น คอฟฟี่ เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อต้นปีนี้ โดยให้บริการขายกาแฟผ่านแอพพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ ลูกค้าเพียงสั่งซื้อผ่านแอพ จากนั้นพนักงานจะนำกาแฟและอาหารไปส่งให้ภายในเวลา 30 นาทีหรือน้อยกว่านั้น หากการส่งมอบสินค้า ใช้เวลามากกว่า 30 นาที ลูกค้าจะได้รับสินค้านั้นฟรี แม้จะเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ที่มีร้านสาขาเพียง 660 สาขาทั่วประเทศจีน เมื่อเทียบกับสตาร์บัคส์ที่มีอยู่มากกว่า 3,300 สาขา แต่ความสดใหม่มาแรงของลัคกิ้น คอฟฟี่ก็ทำให้สตาร์บัคส์ไม่อาจประมาทได้เลย
          ด้านกูเกิล เสิร์ชเอ็นจินรายใหญ่จากสหรัฐฯ ก็เป็นผู้ลงทุนอีกรายที่พยายามเจาะเข้าทำธุรกิจในจีนมาเนิ่นนานหลายปี แต่ก็ถูกกฎเหล็กนานัปการสกัดกั้นไว้ วิธีที่ดีที่สุดคือการจับมือหาพันธมิตรท้องถิ่น ซึ่งคราวนี้กูเกิลบุกเจรจากับบริษัท เทนเซนท์ โฮลดิ้งส์ฯ ยักษ์ใหญ่เจ้าถิ่น บริษัท อินสเปอร์ กรุ๊ปฯ และบริษัทจีนอีกหนึ่งราย เป้าหมายเพื่อเข้าไปให้บริการคลาวด์ ซึ่งเป็นบริการรูปแบบใหม่ที่มาพร้อมกับอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ในประเทศจีน แหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยนามระบุว่า กูเกิลเริ่มเข้ามาเจรจาเรื่องการจัดตั้งพันธมิตรธุรกิจในจีนตั้งแต่ต้นปี กระทั่งเริ่มเห็นชัดว่าจะมีใครเป็นหุ้นส่วนบ้างจำนวน 3 ราย อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนในเวลานี้ นับเป็นความเสี่ยงหลักที่อาจทำให้การเจรจาดังกล่าวชะงักงันหรือไม่มีความคืบหน้า กระนั้นก็ตาม กูเกิลขยับเข้าใกล้จีนมากขึ้นแล้ว ด้วยการเข้ามาจัดตั้ง "คลาวด์ ดาต้า เซ็นเตอร์" ในฮ่องกงเมื่อต้นปี และได้เปิดศูนย์วิจัยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) อีก 1 แห่งที่กรุงปักกิ่งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา นอกจากนี้ บริษัทยังทำข้อตกลงแบ่งปันสิทธิบัตรใช้ร่วมกันกับเทนเซนท์ เป้าหมายเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกันในอนาคต ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลจีนที่ต้องการให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างผู้ร่วมทุนต่างชาติกับบริษัทท้องถิ่น
          ฉะนั้น จะเห็นได้ว่าขณะที่ภาครัฐกำลังข่มขู่คุกคามห้ำหั่นกันด้วยหลากมาตรการกีดกันทางการค้า ฝ่ายเอกชนต่างก็พยายามจับมือและยืดหยุ่นเพื่อร่วมกันแสวงหาประโยชน์ และหลบเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสงคราม การค้าให้มากที่สุด