"สังคมสูงวัย-การศึกษา"ความท้าทายเศรษฐกิจดิจิทัล

กรุงเทพธุรกิจ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)จัดสัมมนาประจำปี 2561 ภายใต้หัวข้อ เทคโนโลยีทางการคลัง(Fiscal Technology :FisTech) พร้อมจัดเวทีเสวนาเรื่อง เศรษฐกิจดิจิทัล.. อนาคตเศรษฐกิจไทย เพื่อเปิดมุมมองเกี่ยวกับศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัล ที่จะเข้าตอบโจทย์ด้านการขยายตัวของเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำ รวมถึงการปรับตัวเพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
          นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยกลุ่มธุรกิจการเงิน เกียรตินาคินภัทร เปิดเผยว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยมีความท้าทายใน3 เรื่อง ซึ่งยังเป็นความเสี่ยงและต้องให้ความสำคัญในการเตรียมพร้อมเพื่อปรับตัวรองรับ นั่นคือ 1. การพัฒนาระบบโทรคมนาคม อย่างเทคโนโลยี5จี ที่ปัจจุบันยังเป็นความท้าทายในด้านการจัดสรรและต้นทุนที่แพงอยู่มาก 2.พัฒนาการของรถยนต์ไร้คนขับและรถยนต์ไฟฟ้า ที่กำลังจะมาทดแทนการใช้รถยนต์ในปัจจุบัน ซึ่งยังมีเวลาอีก 7-8 ปีให้ปรับตัวรับกับเรื่องนี้
          และ3.การที่ไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ตามรายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ( IMF) ระบุว่า สังคมผู้สูงอายุในไทยมีผลทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี)ลดลง 0.5%ต่อปี ซึ่งยังเป็นตัวฉุดรั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย อีกทั้งการที่ประชากรประมาณ2ใน3 ของประเทศยังไม่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาได้ อาจมีส่วนทำให้เศรษฐกิจดิจิทัล กลายเป็นตัวสร้างปัญหาความเหลื่อมล้ำในอนาคตได้เช่นกัน
          สำหรับมุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ มองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังมีโมเมนตัมที่ดี แต่ด้วยราคาสินค้าเกษตรที่ยังอยู่ในระดับต่ำ  ส่วนการลงทุนและกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง มาจากภาคการส่งออก  ซึ่งยังเป็นการพึ่งพาการส่งออกค่อนข้างมาก ดังนั้นหากเกิดปัญหาจากการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนขึ้นในอนาคต ก็อาจส่งกระทบทำให้ขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปชะลอตัวลงได้
          "ประเด็นการกีดกันทางการค้า เป็นความเสี่ยงที่ตลาดยังมีความกังวล และมองว่าหากเกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ไม่ดี แม้ในระยะสั้นเราอาจได้เปรียบ แต่การเก็บภาษีศุลกากร ทำให้การจัดสรร ทรัพยากรในโลกบิดเบือน การลงทุนจะชะงักงัน และการขยายตัวเศรษฐกิจโลกชะลอได้"
          สำหรับมุมมองของภาครัฐในเรื่องการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ เพื่อเพิ่มผลผลิตและมูลค่าเพิ่มให้แก่ระบบเศรษฐกิจ  นายสุวิชญ โรจนวาณิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง  (สศค.) มองว่า การขับเคลื่อนดังกล่าวจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง3 ส่วนไปพร้อมๆกัน คือ 1. การเปลี่ยนข้อมูล 2. การเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงาน และ3. การเปลี่ยนองค์กร
          นอกจากนี้ยังมองว่าการสร้าง Soft Infrastructure และสภาพแวดล้อม เพื่อหน่วยงานภาครัฐและเอกชน สนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล จะประกอบด้วย 3 เรื่อง คือ 1. Digital Infrastructure ทั้ง National e-Payment และ Digital ID 2. Capital Rausing through ICO for Startups and SMEs และ3. FinTech
          โดยทางด้าน "National e-Payment" กระทรวงการคลังได้ผลักดัน ทั้งระบบการชำระเงินในตลาดทุน, ระบบการรับและการจ่ายของภาครัฐ, ระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หรือe -Tax invoice ซึ่งมียอดเฉลี่ยวันละ 50,000 ใบ  ระบบโอนเงินและรับเงินโอนพร้อมเพย์ ซึ่ง ณ มิ.ย.2561  ยอด 334 ล้านรายการและมีมูลค่า 1.6 ล้านล้านบาทรวมถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 11.9 ล้านคน
          ขณะที่นโยบาย" Digital ID" ซึ่งเป็นการยกระดับสร้างมาตรฐานการพิสูจน์และการยืนยันตัวตนและยกระดับการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านช่องทางออนไลน์ หรือ Self service ด้วย e-KYC ได้ และสร้างระบบ Data sharing เป็นช่องทางให้หน่วยงานต่างๆส่งข้อมูลเมื่อเจ้าของข้อมูล ได้ให้ความยอมทางอิเล็กทรอนิกส์ในระบบ โดยขณะนี้ สศค.อยู่ระหว่างเสนอร่างพระราชบัญญัติการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล พ.ศ...
          อีกทั้งยังเปิดกว้างให้สามารถระดมทุนด้วยนวัตกรรมใหม่ อย่าง" ICO "เป็นทางเลือกสำหรับกลุ่มสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอี สำหรับระดมทุนจากทั่วโลกโดยตรง และมีเพียงแนวคิดหรือแผนธุรกิจแต่ไม่มีข้อมูลในอดีตหรือหลักประกัน
          นอกจากนี้มาตรการทางการคลัง ยังมีการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้พัฒนาเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โดยกระทรวงการคลังมีนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรม " FinTech" อย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาอุตสาหกรรม FinTechในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางการเงิน
          รวมถึงหน่วยงานภาครัฐให้เป็นผู้ให้และผู้ใช้ผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับ FinTech อีกทั้งมีมาตรการรองรับ FinTech Revolution และการเปิดเสรีบริการทางการเงินไทย ขณะเดียวกันยังมีแนวทางในการขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการดำเนินมาตรการทางการคลัง เช่น การสร้างบิ๊กดาต้าผู้มีรายได้น้อย เป็นต้น
          สำหรับแนวทางในยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลนั้น  นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเสริมว่า นโยบายภาครัฐได้วางไว้อย่างครบวงจร ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน , ภาครัฐดิจิทัล  การพัฒนาเทคโนโลยี  การพัฒนาศักยภาพกำลังคนและบุคลากร  และการส่งเสริมความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์เพื่อสนับสนุนการสร้าง E-Commerce,E-Education E-Healthcare,E-Service และStartup จะช่วยเพิ่มการขยายตัวเศรษฐกิจไทยและลดความเหลื่อมล้ำได้ตามเป้าหมาย