BabyBoomเสี่ยงถูกโจรไซเบอร์หลอก

ปี'61 คนไทยใช้เน็ตเฉลี่ย 10 ชั่วโมง/วัน โต 174%  baby boom เสี่ยงถูกหลอกมากที่สุด ฟาก Gen X-Z ไม่ตระหนักความเป็นส่วนตัว ใช้ โซเชียลตั้งค่าเป็นสาธารณะ-ให้เครื่องจำรหัสผ่าน แชร์โลเกชั่นเรียลไทม์
          นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. เปิดเผยว่า ผลสำรวจพฤติกรรม ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตประเทศไทยปี 2561 พบคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตนานขึ้นเฉลี่ย 10 ชั่วโมง 5 นาทีต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีการใช้งาน 3 ชั่วโมง 41 นาทีต่อวัน โดย Gen Y (กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2523-2533) ใช้งานมากที่สุด
          "ที่น่าดีใจคือ การอ่านหนังสือออนไลน์เป็นกิจกรรมที่มีผู้ใช้มากขึ้นสูงสุดในปีนี้ จาก 30.8% ในปีที่แล้วเพิ่มเป็น 48.27% ขณะที่การซื้อสินค้าและบริการทางออนไลน์ เพิ่มจาก 50.18% ในปีที่แล้วเป็น 51.28% ในปีนี้ ซึ่งแม้จะเพิ่มแค่ 1% แต่เมื่อเทียบกับประชากรก็ถือเยอะ สพธอ.ก็ต้องเร่งผลักดันขึ้นอีก"
          ส่วนกิจกรรมที่ถูกแทนออนไลน์คือ การส่งข้อความ 94.5% การจองโรงแรม 89.2% การจอง/ซื้อตั๋วโดยสาร 87.0% การชำระค่าสินค้าและบริการ 82.8% และการดูหนัง/ฟังเพลง 78.5%
          แต่พบว่าผู้ใช้งานมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการถูกละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล คือ 45.34% ไม่เปลี่ยนรหัสผ่านทุก 3 เดือน 45.04% ระบุวันเดือนปีเกิดที่แท้จริงผ่านโซเชียล 44.48% ไม่ได้สังเกตเวลาทำธุรกรรมออนไลน์ว่าเป็นเว็บ https:// หรือไม่ 43.36% เปิดอีเมล์/คลิกลิงก์ที่ไม่รู้จัก และ 35.70% อัพโหลดรูปถ่าย/วิดีโอขึ้นโซเชียลทันทีหลังถ่ายเสร็จ
          "กลุ่ม baby boom อายุ 54-72 เสี่ยงถูกหลอกมากสุด ทั้งจากข่าวสารหลอกลวง การไม่ตระหนักต่อความเป็นส่วนตัว มักลืมลบรหัสผ่านในเครื่องสาธารณะหรือลืม log off และทำธุรกรรมการเงินทางออนไลน์โดยไม่สังเกต https://"
          ส่วน Gen X อายุ 38-53 ไม่ค่อยน่ากังวลมาก เพราะค่อนข้างระวัง Gen Y อายุ 18-37 ปี มีความเสี่ยงเพราะใช้งานโซเชียล โดยตั้งค่าเป็นสาธารณะ อัพโหลด-เช็กอิน-แชร์โลเกชั่นเรียลไทม์ Gen Z อายุน้อยกว่า 18 ปี กว่าครึ่งไม่เปลี่ยนรหัสผ่าน ใช้คอมพิวเตอร์สาธารณะหรือดีไวซ์ของผู้อื่นก็ตั้งค่าให้จดจำรหัสผ่าน เปิดอีเมล์/คลิกลิงก์ที่ ไม่รู้จัก ไม่คลิกลิงก์ของธนาคารโดยตรง
          "ปัญหาหลักคือ คนไทยไม่ตระหนักถึงความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ขณะเดียวกันในเงื่อนไขการใช้บริการทางออนไลน์ต่าง ๆ พบว่า มีหลายครั้งที่องค์กรธุรกิจไม่จำเป็นต้องเก็บข้อมูลส่วนตัวถึงขนาดนั้น จึงจำเป็นต้อง หารือกับสมาคมตัวแทนธุรกิจต่าง ๆ เพื่อร่วมกันหาแนวปฏิบัติที่ควรจะเป็นในการเก็บข้อมูลผู้ใช้ พร้อมกับนำข้อมูลความเสี่ยง ไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ในการป้องกัน"
          ทั้งยัง MOU ความร่วมมือกับ Berkman Klein Centre Harvard Law School ให้ช่วยวิเคราะห์สถานะการดูแลข้อมูลส่วนบุคคลในไทยพร้อมเสนอแนวทางปรับปรุง ซึ่งช่วยย้ำจุดยืนกับนานาประเทศว่า ไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แม้ว่ากฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทยจะยังอยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการกฤษฎีกา ทั้งยัง MOU กับสมาคมที่เป็นตัวแทนภาคธุรกิจ ต่าง ๆ วางแนวปฏิบัติให้สอดรับกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลของสหภาพยุโรป