คนไทยท่องเน็ต10ชม."เจนวาย"แชมป์4ปีติด

กรุงเทพธุรกิจ "เอ็ตด้า"ประกาศผลสำรวจ พฤติกรรมคนไทยใช้งานอินเทอร์เน็ตปี 61 เฉลี่ย 10.05 ชั่วโมงต่อวัน นานกว่าปีที่แล้วประมาณ 3 ชั่วโมง  "เจนวาย"ครองแชมป์ใช้สูงสุด 4 ปีซ้อน ห่วงความปลอดภัยด้านข้อมูลส่วนบุคคลถูก ละเมิด หลังพบผู้ใช้ไม่ยอมเปลี่ยนรหัสผ่านทุก 3 เดือน ชี้ให้วันเดือนปีเกิด-ไม่ล็อกเอาท์ในการทำธุรกรรมการเงิน สุดเสี่ยง
          สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ เอ็ตด้า สำรวจพฤติกรรม ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตประเทศไทยปี 2561 จากกลุ่ม ตัวอย่างทั่วประเทศประมาณ 1 หมื่นคน จำแนกเป็นรายเจนเนอเรชัน ประกอบด้วยผู้ที่อาศัยในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน และมีการกระจายตัวของเพศ อายุ การศึกษา สถานภาพการทำงาน และรายได้ที่สอดคล้องกับโครงสร้างประชากร สามารถนำไปวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มได้
          นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการเอ็ตด้า เปิดเผยว่า การใช้อินเทอร์เน็ตยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยเฉลี่ยใช้นานขึ้นเป็น 10 ชั่วโมง 5 นาทีต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3 ชั่วโมง 41 นาทีต่อวัน ขณะที่เจนวาย (อายุ 18-37 ปี) เป็นแชมป์การใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงที่สุดติดกันเป็น ปีที่ 4 เป็นผลมาจากการเปลี่ยนผ่านชีวิต ไปสู่ดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น
          พร้อมกันนี้คนไทยยังนิยมใช้โซเชียล มีเดีย อาทิ เฟซบุ๊ค อินสตาแกรม ทวิตเตอร์และพันทิพ  สูงมากถึง 3.30 ชั่วโมงต่อวัน ขณะที่ การรับชมวีดีโอสตรีมมิ่ง เช่น ยูทูปหรือไลน์ทีวี มีชั่วโมงการใช้งานเฉลี่ยอยู่ที่ 2.35 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนการใช้แอพพลิเคชันเพื่อพูดคุย เฉลี่ยอยู่ที่ 2 ชั่วโมงต่อวัน การเล่นเกมออนไลน์อยู่ที่ 1.51 ชั่วโมงต่อวัน และการอ่านบทความหรือหนังสือทางออนไลน์อยู่ที่ 1.31 ชั่วโมงต่อวัน
          เมื่อดูการเปลี่ยนผ่านการใช้ชีวิตประจำวันไปสู่ชีวิตดิจิทัล จะเห็นได้ว่า 5 อันดับแรกที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทำกิจกรรมทางออนไลน์มากกว่าแบบดั้งเดิม ได้แก่ การส่งข้อความ 94.5% การจองโรงแรม 89.2% การจอง/ซื้อตั๋วโดยสาร 87.0% การชำระค่าสินค้าและบริการ 82.8% และการดูหนัง/ฟังเพลง 78.5% ตามลำดับ
          "เบบี้บูมเมอร์"เสี่ยงสูง
          นอกจากนี้ผลสำรวจยังพบว่า มีหลากหลายกิจกรรมที่คนไทยยังมีความสุ่มเสี่ยงในการ ถูกละเมิดข้อมูล   ส่วนบุคคลจากพฤติกรรมดังนี้ 1.ไม่เปลี่ยนรหัสผ่านทุกๆ 3 เดือน 45.34%  2.การให้วันเดือนปีเกิดที่แท้จริงผ่าน สื่อสังคมออนไลน์ 45.04% 3.เมื่อทำธุรกรรมทางการเงินผ่านเว็บไซต์ธนาคารก็ละเลย ที่จะสังเกตว่าเป็นเว็บไซต์ที่ขึ้นต้นด้วย https:// หรือไม่ 44.48% 4.เปิดอีเมล/คลิกลิงก์ที่ ไม่รู้จัก 43.36% และ5.อัพโหลดรูปถ่าย/วิดีโอทันทีหลังถ่ายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ 35.70%
          สำหรับกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ (อายุ 54-72) เป็นกลุ่มที่น่ากังวลมากที่สุด โดย 55.94% เมื่อทำธุรกรรมทางการเงินผ่านเว็บไซต์ธนาคารก็จะละเลยที่จะสังเกตว่าเป็นเว็บไซต์ที่ขึ้นต้นด้วย https:// และเมื่อสิ้นสุดการใช้งานคอมพิวเตอร์สาธารณะ/อุปกรณ์เคลื่อนที่ของผู้อื่นก็ไม่ลบประวัติการใช้งาน 46.96% หรือไม่ลงชื่อออกจากการใช้งานจากเครื่อง ดังกล่าว 26.14% รวมถึงการที่ไม่ได้ล็อกหน้าจออัตโนมัติ 29.71%
          ขณะที่เจนแซด (อายุต่ำกว่า 18 ปี)  จะมีความสุ่มเสี่ยงในเรื่องของการให้วันเดือน ปีเกิดที่แท้จริงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ 55.97% การไม่เปลี่ยนรหัสผ่านทุกๆ 3 เดือน 53.73% หรือเปิดอีเมล/คลิกลิงก์ที่ไม่รู้จัก 51.49% รวมทั้งเมื่อใช้งานคอมพิวเตอร์สาธารณะ/อุปกรณ์เคลื่อนที่ของผู้อื่นมักตั้งค่าให้ อุปกรณ์ดังกล่าวจดจำรหัสผ่าน เพื่อจะได้ไม่ต้อง พิมพ์ใหม่ทุกครั้ง 28.36% และคลิกลิงก์ของธนาคารที่ได้จากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่เว็บไซต์ของธนาคารโดยตรง 16.42%
          ส่วนเจนวายมักจะชอบทำกิจกรรมเสี่ยงผ่านสื่อสังคมออนไลน์โดยตั้งค่าเป็นสาธารณะเช่นการอัพโหลดรูปถ่าย/วิดีโอทันทีหลัง ถ่าย 37.90% รวมทั้งการอัพโหลดภาพตั๋วเครื่องบิน บอร์ดดิ้งพาสก่อนการเดินทาง 33.77% และการแชร์ตำแหน่ง (โลเคชั่น) ทันที แบบเรียลไทม์ 13.57%
          "พฤติกรรมเหล่านี้ถือเป็นการสร้างความไม่ปลอดภัยให้กับเจ้าของข้อมูล ดังนั้น จึงควรตั้งค่าดังกล่าวเป็นส่วนตัว เปิดให้เฉพาะ เพื่อนหรือญาติพี่น้องหรือคนที่ไว้ใจได้เท่านั้น อีกทั้งคนไทยเต็มใจกรอกข้อมูลส่วนตัวในการสมัครใช้บริการธุรกรรมต่างๆ เมื่อเจาะลึก ก็พบว่า บางข้อมูลไม่ควรถูกถาม เช่นเดียวกับ การถูกรบกวนด้วยโฆษณาที่มาพร้อมกับการ ดูคลิปวิดีโอฟรีที่ปัจจุบันยังไม่มีกฎกติกาควบคุม ซึ่งจะเป็นโจทย์ให้ทางหน่วยงานหาแนวทางที่เหมาะสมต่อไป" นางสุรางคณา กล่าว
          ดึงฮาร์วาร์ดร่วมเครือข่ายดิจิทัล
          วันเดียวกันนี้ เอ็ตด้ายังได้ลงนามความร่วมมือกับ "ดิจิทัลเอเชียฮับฮ่องกง" ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยในรูปแบบขององค์กรไม่แสวงหากำไร ที่จัดตั้งโดยศูนย์เบิร์กแมนไคลน์เพื่ออินเทอร์เน็ตและสังคมแห่งโรงเรียนกฎหมายฮาร์วาร์ด  เพื่อร่วมกันจัดตั้ง The Digital Asia Hub Thailand หรือ DAH.th เพื่อสร้าง เครือข่ายและการทำงานร่วมกันในประเด็นทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เศรษฐกิจ และสังคม โดยจะร่วมกันพัฒนาศักยภาพ เผยแพร่ความรู้และการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
          กิจกรรมหลักของ DAH.th ประกอบด้วย การทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรมและรัฐบาล ในประเด็นด้าน Digital Transformation โดยจัดกิจกรรมการศึกษาและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ที่มุ่งให้ข้อมูลแก่ผู้มีอำนาจตัดสินใจใน ภาคเอกชนและภาครัฐทั้งทางกฎหมายและทางสังคม รวมถึงการจัดโครงการฝึกงานหรือโครงการแลกเปลี่ยนระยะสั้นในกลุ่ม ความร่วมมือ ตลอดจนสนับสนุนด้านการวิจัย ที่มุ่งเน้นประเด็นการปรับใช้หลักการของ GDPR, Cybersecurity Analytic กับ การพัฒนาขีดความสามารถ และประเด็นเทคโนโลยีเศรษฐกิจดิจิทัลที่เกิดขึ้นใหม่