"อุตตม"สั่งแจกคูปองให้"เอสเอ็มอี"ลดภาระสอบมาตรฐาน"มอก.เอส"

'อุตตม'สั่ง สมอ.-กสอ.ออกคูปองแทนเงินสดให้เอสเอ็มอี ลดภาระค่าทดสอบมาตรฐาน'มอก.เอส'เหตุผู้ประกอบการยื่นขอจิ๊บๆ ไม่จูงใจ ต้องควักกระเป๋าเอง 1-3 หมื่นบาท 'กกพ.'ชงแก้ พ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงาน
          'อุตตม'สั่งกระตุ้นใช้'มอก.เอส'
          เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้ให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หารือร่วมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) พิจารณาการออกคูปองใช้แทนเงินสด เพื่อนำไปให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เป็นค่าใช้จ่ายทดสอบผลิตภัณฑ์เพื่อขอมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเฉพาะ (มอก.เอส) ให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เนื่องจากที่ผ่านมา เปิดให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมาขอ มอก.เอส หรือมาตรฐานสินค้าเอสเอ็มอี เพื่อยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ เนื่องจากเมื่อดูย้อนหลังพบว่ายอดเอสเอ็มอียื่นขอใช้น้อยมาก
          นายอุตตมกล่าวว่า ดังนั้นจึงให้ สมอ. และ กสอ.เร่งหารือว่าจะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้ามาขอ มอก.เอส เพิ่มขึ้นได้อย่างไร อาทิ ทำโครงการผ่านคูปองช่วยเอสเอ็มอีลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ และที่สำคัญทาง สมอ.เอง ต้องเร่งประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเห็นถึงประโยชน์ของมาตรฐาน มอก.เอส ว่า มีแล้วดีอย่างไร รวมทั้งให้ผู้บริโภครู้ด้วยว่า ถ้าสินค้าตัวไหนมี มอก.เอส เป็นการบ่งชี้ว่าสินค้าตัวนั้นได้มาตรฐาน ใช้แล้วปลอดภัย ต้องทำทุกมิติควบคู่กันไป
          6ด.อืดเอสเอ็มอีขอแค่5ราย
          "ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่จนถึงปัจจุบันมีผู้ประกอบการมาขอเพียง 5 รายเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์แชมพู สาเหตุเพราะการขอ มอก.เอสต้องเสียค่าใช้จ่ายนำสินค้าไปตรวจในห้องแล็บประมาณ 10,000-30,000 บาท จึงไม่จูงใจผู้ประกอบการมาขอมากนัก" นายอุตตมกล่าว
          นายอุตตมกล่าวว่า สำหรับ มอก.เอส เป็นการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และกลุ่มสินค้าชุมชน เป็นการยกระดับมาตรฐานสินค้า เพราะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีบางรายไม่มีความพร้อมที่จะขอมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เนื่องจากมองว่าค่าใช้จ่ายสูง แต่มีมาตรฐานในระดับหนึ่งแล้ว เบื้องต้นนำร่องสินค้ากลุ่มท่องเที่ยวบริการ มี 20 รายการ อาทิ ผ้าปูที่นอนปลอกหมอนสำหรับโรงแรมและที่พักสาธารณะ ผ้าคลุมเตียงโรงแรม ผ้าขนหนูสำหรับโรงแรม เสื้อกีฬา เครื่องเงิน แชมพูสมุนไพร ดอกไม้ประดิษฐ์จากวัสดุธรรมชาติ สบู่ก้อนสมุนไพร ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสมุนไพร แป้งน้ำผสมสมุนไพร แป้งฝุ่นสมุนไพร เสื้อฮาวายลายดอก เสื้อเชิ้ตที่ระลึก
          นายอุตตมกล่าวว่า ขณะเดียวกัน ภายในปี 2561 จะออกผลิตภัณฑ์ มอก.เอส อีก 22 รายการ อาทิ น้ำมันจากไม้กฤษณา ลูกหมากสำหรับยานยนต์ การบริการทำความสะอาด บริการกำจัดหนู ปลวก แมลง บริการคาร์แคร์ บริการนวดสปา บริการซักรีด บริการติดตั้งจานดาวเทียม บริการติดตั้งกล้องวงจรปิด น้ำมันหอมระเหย น้ำมันตะไคร้หอม น้ำมันผิวมะกรูด น้ำมันกานพลู น้ำมันนวดตัวสปา น้ำอบ ลูกประคบสมุนไพร น้ำปรุง
          สนองรัฐคัดกก.'กกพ'เหลือ3คน
          แหล่งข่าวจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าว กรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานส่งสัญญาณให้ กกพ.พิจารณาแนวทางปรับโครงสร้างกรรมการภายหลังทำงานเกินกึ่งหนึ่งของวาระ 6 ปี ว่า วันที่ 23 กรกฎาคม กกพ.จะมีการประชุมเพื่อพิจารณาแนวทาง เบื้องต้น อาจมีการจับสลากออก 3 คน จากกรรมการ 6 คน และเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจ ม.44 ตั้งกรรมการใหม่ 3 คน ซึ่งวิธีจับสลากเคยใช้กับ กกพ.ชุดแรก ที่กฎหมายกำหนดว่าให้ กกพ.วาระต้องจับสลากออก 3 คน เพื่อให้มีกรรมการใหม่เข้ามาแทนที่ เพื่อไม่ให้ผูกขาดการทำงาน
          อนุญาตโรงไฟฟ้าลดเหลือใบเดียว
          นายพรเทพ ธัญญพงศ์ชัย ประธาน กกพ.กล่าวว่า กกพ.อยู่ระหว่างเตรียมจัดทำแผนการกำกับกิจการพลังงานของประเทศ ให้รองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วของภาคพลังงาน และการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานทั้ง 17 ประเด็น โดยตามแผนปฏิรูปฯ ระยะเร่งด่วนปี 2561-2562 กกพ.เตรียมเสนอกระทรวงพลังงาน แก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบกิจการพลังงานปี 2550 เพื่อให้อำนาจ กกพ.ในการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ยกเลิกระบบและหลักเกณฑ์ การขออนุญาตจัดตั้งโรงไฟฟ้า จากเดิมผู้ประกอบการจะต้องยื่นขออนุญาตกับทางกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เป็นการยื่นขออนุญาตกับสำนักงาน กกพ.ที่เดียวแทน เพื่อลดจำนวนใบอนุญาตให้เหลือเพียง 1 ประเภท จากปัจจุบันกระบวนการออกใบอนุญาตเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานถึง 4 ใบ ได้แก่ ใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ดัดแปลงอาคาร หรือรื้อถอนอาคาร (อ.1), ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้า (ร.ง.4), ใบอนุญาตให้ผลิตพลังงานควบคุม (พค.2) และใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในปี 2563
          นายพรเทพกล่าวว่า กกพ.ยังเตรียมประกาศโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ที่จะใช้ในช่วงปี 2561-2563 ได้ภายในช่วงปลายปี 2561 และอัตราค่าไฟพิเศษ จะครอบคลุมถึงการประกาศหลักเกณฑ์อัตราค่าบริการพิเศษ อัตราค่าบริการการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายพลังงาน ค่าไฟฟ้าเกาะ และอัตราค่าบริการสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) คาดว่าจะประกาศได้ในต้นปี 2562 นอกจากนี้ จะจัดตั้งศูนย์ข้อมูลสารสนเทศเพื่อการกำกับกิจการพลังงาน และนำบิ๊ก ดาต้า มาใช้ประโยชน์ในภาคพลังงาน ซึ่งประกอบด้วย ข้อมูลโรงไฟฟ้า ข้อมูลปริมาณไฟฟ้ารายภาค ข้อมูลปริมาณไฟฟ้าเชิงพื้นที่ และข้อมูลปริมาณไฟฟ้าแบบทันที ภายในเดือนธันวาคม 2561
          นายพรเทพกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ จะทบทวนหลักเกณฑ์ ศึกษาความเหมาะสม และความเป็นไปได้ในการซื้อขายไฟฟ้าผ่านระบบบล็อกเชนที่นำระบบอินเตอร์เน็ตเข้ามาช่วย ซึ่งจะได้มีการศึกษา วิเคราะห์ ผ่านการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องมาศึกษา วิเคราะห์ผลดี ผลเสีย ความพร้อมและแนวทางการกำกับดูแล พร้อมทบทวนหลักเกณฑ์ ศึกษาความเหมาะสม และความเป็นไปได้เกี่ยวกับการซื้อขายพลังงานในอนาคต
          ผลอีอีซีโรดโชว์อังกฤษคืบหน้า
          นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปเยือนสหราชราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และเยี่ยมชมบริษัทเพียร์สัน ศึกษารูปแบบการพัฒนาการผลิตกำลังคน รองรับภาคอุตสาหกรรมของประเทศอังกฤษ เพื่อนำมาปรับใช้ในประเทศไทยในการยกระดับฝีมือแรงงานของไทยให้สูงขึ้น
          จากนั้นวันที่ 16-19 กรกฎาคมที่ผ่านมา สำนักงาน กพอ.พร้อมกับคณะผู้แทนไทย และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เดินทางไปประเทศอังกฤษเพื่อพบปะ นักลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ พร้อมกับการลงนามบันทึกความเข้าใจกับบริษัทเพียร์สัน เพื่อร่วมกันพัฒนาหลักสูตรวิชาชีพ สนับสนุนการพัฒนาบุคลากร ในการรองรับการพัฒนา 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยมีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ต่อไป
          "เดือนสิงหาคมนี้ ทางเพียร์สันจะเริ่มเข้ามาสำรวจ และศึกษาความเหมาะสมในด้านต่างๆ โดยเฉพาะแรงงานที่จะเข้าสู่ระบบ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยนำ หลักสูตร BTEC เป็นมาตรฐานหลักสูตรอาชีวศึกษาที่มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับของบริษัทชั้นนำทั่วโลก มาใช้ในอีอีซี" นายคณิศกล่าว
          หารือแบงก์อุ้มนักลงทุนบุกไทย
          นายคณิศกล่าวว่า สำนักงาน กพอ.ยังได้ร่วมสัมมนาเพื่อให้ข้อมูลกับนักลงทุนประเทศอังกฤษ ภายใต้หัวข้อ "The Colours of Thailand 2018" เมืองแมนเชสเตอร์ จัดโดยสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลอนดอน ร่วมกับหน่วยงานชั้นนำของประเทศอังกฤษ อาทิ หอการค้า Greater Manchester สถาบันการเงินเพื่อการส่งออกของอังกฤษ สมาคมธุรกิจอังกฤษ-อาเซียน เพื่อนำเสนอความคืบหน้าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลัก ที่รัฐบาลไทยได้มุ่งมั่นให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ที่ได้เปิดให้เอกชนยื่นประมูล เพื่อพัฒนาโครงการ ล่าสุดมีเอกชนทั้งไทยและต่างชาติให้ความสนใจซื้อเอกสารการคัดเลือกเอกชนถึง 31 ราย ถือเป็นโครงการ ที่จะเข้ามารองรับการขยายการลงทุนในอนาคต รวมทั้งเป็นแนวทางการพัฒนา และโอกาสการลงทุน สิทธิประโยชน์ทาง การลงทุน ที่นักลงทุนอังกฤษจะได้รับ ภายใต้การลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายในอีอีซี
          นายคณิศกล่าวว่า ในสัมมนาครั้งนี้ นักลงทุนในอังกฤษให้ความสนใจเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมากกว่าจำนวน 70 คน ทางสถาบันการเงินเพื่อการส่งออกของอังกฤษ หรือ UKEF ยังมีความพร้อมที่จะสนับสนุนด้านการเงินแก่นักลงทุนอังกฤษที่สนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย กว่า 4.5 พันล้านปอนด์ ขณะเดียวกัน สกพอ.ยังได้พบปะกับ สถาบันการเงินขนาดใหญ่ของอังกฤษอาทิ HSBC และ Citi Group โดยให้ข้อมูลความก้าวหน้าของโครงการอีอีซี โดยเฉพาะกฎหมาย พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561 (พ.ร.บ.อีอีซี) ที่มีผลบังคับใช้ รวมถึงสิทธิประโยชน์ภายใต้ พ.ร.บ.อีอีซี ในรายละเอียดด้านต่างๆ ของการลงทุน ความคืบหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และโครงการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสถาบันทางการเงินดังกล่าว และพร้อมที่จะให้การสนับสนุนนักลงทุนอังกฤษเข้ามาลงทุนในพื้นที่อีอีซีมากขึ้น
          แบงก์มองส่งออกครึ่งหลังชะลอ
          นางสาวปางอุบล อำนวยสิทธิ์ นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (อีไอซี) ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า อีไอซียังคาดมูลค่าการส่งออกทั้งปี 2561 จะขยายตัวที่ 8.5% หลังจากครึ่งปีแรกขยายตัว 11% โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากทั้งเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มขยายตัวและราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าของไทยช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มเติบโตชะลอลง หลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมของโลกเติบโตช้าลง สะท้อนผ่านดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต ที่ชะลอลงตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาและลงมาแตะระดับต่ำสุดในรอบ 10 เดือน ที่ 53.0 ในเดือนมิถุนายน นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงสงครามการค้าที่ต้องจับตาในกรณีที่มีมาตรการและการตอบโต้ออกมามากขึ้น แม้ในปัจจุบันผลต่อการส่งออกไทยในปีนี้ยังมีค่อนข้างจำกัด
          ชี้ส่งออกโตขึ้นดีต่อนำเข้า
          นางสาวปางอุบลกล่าวว่า ส่วนมูลค่าการนำเข้าเดือนมิถุนายน ขยายตัว 10.8% ทำให้ 6 เดือนแรกขยายตัว 15.6% คาดทั้งปีนำเข้าขยายตัว 13.5% โดยเติบโตตามความต้องการสินค้าวัตถุดิบและสินค้าทุน ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวตามการส่งออก การลงทุนในประเทศทั้งจากภาครัฐและเอกชน ที่คาดว่าจะฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงหลังจากนี้ ประกอบกับมูลค่าการนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน ซึ่งอีไอซีประเมินว่าการเพิ่มสูงขึ้นของมูลค่าการนำเข้าน้ำมันในปีนี้ มีส่วนสำคัญที่ทำให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด มีแนวโน้มลดลงจากปีก่อนหน้า แต่ประเมินว่าการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยปีนี้ ยังอยู่ระดับสูงประมาณ 8% ต่ออัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ
          คิกออฟใช้แอพพ์ถุงเงินประชารัฐ
          นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานเปิดตัวโครงการร้านค้าธงฟ้าประชารัฐโดยใช้แอพพลิเคชั่น "ถุงเงินประชารัฐ" ผ่านโทรศัพท์มือถือในการรับชำระค่าสินค้าจากผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเชิญร้านค้าธงฟ้าประชารัฐจากทั่วประเทศ กลุ่มผู้ผลิตสินค้าชุมชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ธนาคารกรุงไทย ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค และผู้ให้บริการโลจิสติกส์ เข้าร่วมรับฟังนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากจากนายกฯ ตั้งเป้า 2,000-2,500 คน ที่อิมแพค เมืองทองธานี คาดร้านค้ารายย่อยมีรายได้เพิ่มขึ้นจากวงเงินหมุนเวียนที่รัฐบาลได้ใส่ลงไปในบัตรผู้มีรายได้น้อย 4,000 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 4.8 หมื่นล้านบาทต่อปี และตั้งเป้าหมายดึงร้านค้ารายย่อยให้เข้าร่วมโครงการใช้แอพพ์ 1 แสนราย ซึ่งขณะนี้ผ่านการพิจารณาแล้วจากกรมบัญชีกลาง 1.4 หมื่นราย
          นายวิชัย โภชนกิจ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การยกระดับร้านค้าธงฟ้าประชารัฐสู่การเป็นมืออาชีพ กระทรวงมีเป้าหมายฝึกอบรมร้านค้า 3 หมื่นราย โดยได้ดำเนินการมาแล้วตั้งแต่เดือนกรกฎาคม มีเป้าหมายอบรม 342 รุ่น เพื่อให้ความรู้ให้กับเจ้าของร้านค้าในการทำธุรกิจ และเตรียมเสนอภาครัฐช่วยเหลือกรณีปัญหาและอุปสรรค เช่น ระยะเวลาอบรม ในต่างจังหวัดเดินทางมาอบรมไม่สะดวก และมอบหมาย ให้พาณิชย์จังหวัดลงพื้นที่ตรวจสอบติดตามและให้รายงานผลเป็นประจำทุกเดือน ในเรื่องราคาสินค้าและการใช้เงินตรงวัตถุประสงค์
          ประมูลคลื่นรอบใหม่เหลือ2ราย
          ด้านความคืบหน้าการประมูลคลื่นความถี่กิจการโทรคมนาคม นายพิสุทธิ์ งามวิจิตวงศ์ นักวิเคราะห์อาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัท หลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โดยส่วนตัวแล้วมองว่าการจัดการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ จะมีผู้เข้าร่วมการประมูลเพียง 1 ราย ส่วนคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ จะมีผู้เข้าร่วมการประมูลเพียง 1 ราย เช่นเดียวกัน
          นายพิสุทธิ์กล่าวว่า เรื่องการประมูลคลื่นความถี่นี้ไม่สามารถมองในมุมมองของวิศวกรรมได้อย่างเดียว คือ การที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) ระบุว่ามีความประสงค์อยากได้คลื่นความถี่ในย่านต่ำหรือย่านสูง ด้วยเหตุผลบางประการที่เกี่ยวเนื่องกับการประกอบธุรกิจ ทั้งนี้ สำหรับประเทศไทย เรื่องการประมูลคลื่นความถี่นี้มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จึงเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึง และต้องจับตาดูเป็นอย่างมาก
          "การดำเนินการเพื่อรองรับ 5G ที่จะเกิดขึ้นในปี 2563 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ควรหารือร่วมกัน เพื่อให้ทราบถึงการดำเนินการในการขับเคลื่อนที่ชัดเจน ทั้งนี้ มองว่าการขับเคลื่อนเรื่องนี้ ควรขอร่วมมือกับผู้ผลิตเทคโนโลยี เพื่อที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนและผลักดันให้รวดเร็วขึ้น อีกทั้งจะได้ไม่เกิดการลงทุนที่ซ้ำซ้อน" นายพิสุทธิ์กล่าว
          รอหลังตั้งกก.เคาะแผน5จี
          น.ส.อัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนเทคโนโลยี 5จี ของไทย กระทรวงดีอีและคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะร่วมกันทำงานและจะดึงภาคเอกชนในส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย โดยจะมีการหารือรายละเอียดร่วมกันต่อไปว่าจะมีแนวทางอย่างไร รวมทั้งหารือรายละเอียดของโครงการทดสอบ 5จี Test Bed ที่ จ.ชลบุรี ในพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ด้วยว่าจะมีการทดสอบเรื่องใดบ้างและงบลงทุนโครงการภาครัฐจะเป็นผู้ดำเนินการหรือให้เอกชนร่วมลงขัน ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุป ต้องรอจัดตั้งคณะทำงานร่วมให้แล้วเสร็จและประชุมร่วมกันก่อน
          จ่อครม.แพลนสนามบินชม.-ภูเก็ต
          นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กพท.อยู่ระหว่างจัดทำแผนแม่บท (มาสเตอร์แพลน) เพิ่มขีดความสามารถของท่าอากาศยานในไทย ซึ่งมีข้อสรุปชัดเจนถึงความสำคัญที่ต้องเร่งพัฒนาท่าอากาศยานแห่งใหม่ 2 แห่ง คือ ท่าอากาศยานเชียงใหม่แห่งที่ 2 และท่าอากาศยานภูเก็ต แห่งที่ 2 ซึ่งจะพัฒนาในจังหวัดพังงา คาดการณ์ว่ามาสเตอร์แพลนจะศึกษาแล้วเสร็จพร้อมเสนอกระทรวงคมนาคม และคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ ในเดือนสิงหาคมนี้ ส่วนหลักการลงทุน เบื้องต้นเปิดกว้างให้เอกชนทุกรายยื่นเสนอแผนพัฒนาที่เหมาะสมมายัง กพท.พิจารณาได้ แต่ปัจจุบันบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.เริ่มศึกษาการพัฒนาทั้ง 2 ท่าอากาศยานเรียบร้อยแล้ว และมีเอกชนอีก 1 รายที่ศึกษาขอพัฒนาที่เชียงใหม่ ส่วนท่าอากาศยานภูเก็ตแห่งที่ 2 ในพื้นที่พังงา มีเพียง ทอท. ที่เสนอเสนอความพร้อม
          ทอท.-บางกอกแอร์เวย์สชิงเดือด
          นายนิตินัย ศิริสมรรถการ ผู้อำนวยการใหญ่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กล่าวว่า ขณะนี้ ทอท.มีความพร้อมในการลงทุนก่อสร้างท่าอากาศยานทั้ง 2 แห่ง ที่ กพท.กำลังศึกษาความเหมาะสม พร้อมเสนอเข้าคณะกรรมการ (บอร์ด) อนุมัติหลักการแล้ว คาดว่าจะใช้งบลงทุน 1.2 แสนล้านบาท แบ่งออกเป็น งบพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่แห่งที่ 2 บริเวณ อำเภอบ้านธิ วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท และท่าอากาศยานภูเก็ต แห่งที่ 2 จังหวัดพังงา วงเงิน 7.5 หมื่นล้านบาท
          "ตามแผนเพิ่มขีดความสามารถของ ทอท. ในการพัฒนาท่าอากาศยานแห่งใหม่ นอกจากจะขอเข้าไปพัฒนา 4 ท่าอากาศยานของกรมท่าอากาศยาน (ทย.) แล้ว ทอท.ยังศึกษาการลงทุนท่าอากาศยานแห่งใหม่ 2 แห่ง สอดคล้องกับมาสเตอร์แพลนของ กพท. ย้ำว่าขณะนี้เรามีความพร้อมสำหรับการลงทุน เหลือเพียงรอนโยบายของทางรัฐบาลที่จะศึกษาความเหมาะสมในการมอบให้พัฒนาเท่านั้น" นายนิตินัยกล่าว
          'พุฒิพงศ์'ลั่นพร้อมร่วมทุน-สร้างเอง
          นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์การเดินทางของนักท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ พบว่า ยังมีสัญญาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บางกอกแอร์เวย์สยังให้ความสำคัญในการลงทุนเพิ่มศักยภาพของธุรกิจท่าอากาศยานในภาคใต้ โดยเล็งเห็นว่าจังหวัดพังงา เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง และภาครัฐอยู่ระหว่างศึกษาก่อสร้างท่าอากาศยานแห่งใหม่ในพื้นที่จังหวัดพังงา ซึ่งบางกอกแอร์เวย์สก็มีความพร้อมเข้าร่วมทุน หรือลงทุนเอง หากภาครัฐเปิดโอกาส
          "ตอนนี้เรามี 3 ท่าอากาศยานที่บริหารอยู่ คือ สุโขทัย ตราด และสมุย ในส่วนสมุยพบว่ามีปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เรามองโอกาสที่อยากขยายท่าอากาศยานแห่งใหม่ในภาคใต้ เพื่อกระจายปริมาณผู้โดยสารด้วย แต่คงต้องรอฟังนโยบายทางรัฐบาลว่าจะให้เอกชนเข้าร่วมทุนหรือไม่ หากเปิดให้ร่วมทุน เราก็ยินดี หรืออนุญาตให้เราเป็นผู้ลงทุนก่อสร้าง เราก็มีความพร้อม" นายพุฒิพงศ์กล่าว
          นายพุฒิพงศ์กล่าวว่า สำหรับภาพรวมธุรกิจของบางกอกแอร์เวย์ส ปัจจุบันเส้นทางบินในภาคใต้ ส่วนใหญ่เป็นผู้โดยสารต่างชาติประมาณ 80% ซึ่งมีทั้งผู้โดยสารที่เดินทางจากต่างประเทศมาลงที่ท่าอากาศยานภูเก็ต และผู้โดยสารที่บินมาจากฮับบินที่สุวรรณภูมิ และต่อมายังจุดบินภาคใต้ จากแนวโน้มการเติบโตของปริมาณผู้โดยสาร ส่งผลให้บางกอกแอร์เวย์สยังมีแผนจัดซื้อเครื่องบินอีกประมาณ 20 ลำ ซึ่งเป็นแผนระยะ 5 ปี โดยจะจัดใช้ฝูงบิน อาทิ รุ่นแอร์บัส 320 และโบอิ้ง 737
          พิษณุโลกคืนงบ'ไทยนิยมฯ'
          กรณีโครงการไทยนิยมยั่งยืน รัฐบาลจัดงบประมาณให้กับหมู่บ้านเพื่อสร้างความแข็งแกร่งด้านเศรษฐกิจแก่ชุมชนนั้น นายหยี แซ่หย่าง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 13 ต.น้ำจวง อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก เปิดเผยว่า ตนและผู้นำชุมชนได้ร่วมประชุมทำประชาพิจารณ์ กรณีมีโครงการชุมชนท่องเที่ยวโอท็อป นวัตวิถี งบประมาณ 2.8 ล้านบาท ได้ข้อสรุปตรงกันว่าจะไม่ขอรับโครงการดังกล่าว พร้อมส่งเงินคืนให้กับรัฐบาล เพื่อจะได้นำไปจัดสรรไปกับหมู่บ้านอื่นที่มีต้องการโครงการดังกล่าว เพราะเห็นว่าโครงการชุมชนท่องเที่ยวโอท็อป นวัตวิถี เป็นโครงการที่ต้องไปอบรมสัมมนาและฝึกพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ไม่ตรงกับความต้องการของชาวบ้าน
          ให้เงินไม่ตรงความต้องการ
          นายหยีกล่าวว่า ในการทำประชาคมชาวบ้านบอกว่าต้องการงบไทยนิยมยั่งยืน ที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว 2.8 ล้านบาท แต่ที่ชาวบ้านต้องการคือสิ่งถาวรยั่งยืน ได้แก่ 1.สร้างศูนย์การเรียนรู้ศาสตร์ของพระราชา 2.ต้องการให้ปรับปรุงถนน ซื้อหินคลุกไปพัฒนาตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อรับนักท่องเที่ยวทั้งหน้าฝนและหน้าแล้ง 3.สร้างห้องน้ำห้องส้วมตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ อาทิ เนินสองเต้า และแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ แต่ปรากฏว่าสิ่งที่ขอไปไม่ตรงกับโครงการท่องเที่ยวชุมชนโอท็อป นวัตวิถี ที่รัฐบาลจัดสรรมาให้
          "โครงการนี้ครอบคลุม 3 หมู่บ้าน ประชากร 4,000 คน คือ หมู่ 13 บ้านน้ำจวง หมู่ 12 บ้านน้ำคับ หมู่ 14 บ้านน้ำจวงใต้ ต.บ่อภาค ล้วนเป็นชาวไทยพื้นที่สูงเชื้อสายม้ง ไม่ขอเอาโครงการนี้ เพราะงบนี้มีแค่งบศึกษาดูงาน หรือเป็นการอบรมเท่านั้น ชาวบ้านบอกตรงกันว่าตราบใดที่ถนนแต่ละจุดยังเดินไปสัญจรไม่สะดวก การอบรมศึกษาดูงานก็ไม่เกิดประโยชน์ เพราะถนนยังไม่พัฒนา ฉะนั้น ควรกลับไปดูใหม่ เมื่อไม่ตรงวัตถุประสงค์ของชาวบ้าน อาจรองบประมาณก้อนอื่นก็ได้ แต่ถ้ายังให้เงินกลับมาพัฒนาแบบวิธีเดิมๆ ผมและชาวบ้านยืนยันไม่เอา เอาไปให้ชุมชนอื่น เพราะแต่ละชุมชนมีความต้องการไม่เหมือนกัน แต่ที่บ้านน้ำจวงและน้ำคับไม่ต้องการงบนี้" นายหยีกล่าว
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความคิดเห็นของคนในหมู่บ้านน้ำจวงนั้น เคยชี้แจ้งให้นายบำรุง รื่นบันเทิง รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ทราบถึงความต้องการของชาวบ้านแล้ว ในครั้งที่งานปลูกป่าภายในหมู่บ้าน ณ สนามกีฬากลางบ้านน้ำคับ อ.ชาติตระการ เพราะเป็นโครงการศึกษาดูงานเพื่อการท่องเที่ยว แต่ไม่ได้สร้างถาวรวัตถุ ทำให้ชาวบ้านไม่รับโครงการของรัฐบาล