เอกชน-รัฐ เดินหน้าระบบ5จี

 ปิยนุช  ผิวเหลือง
          จากงานสัมมนา "5จี เทคโนโลยี พลิกโลก : ทำอย่างไรให้เกิดขึ้นจริงในไทย" ทางสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้กล่าวถึงทิศทางการเตรียมความพร้อมประเทศ เพื่อเดินหน้าพัฒนาระบบ 5จี อย่างเป็นรูปธรรมจากผู้เชี่ยวชาญภาครัฐ เอกชน และโอเปอเรเตอร์ ร่วมแสดงทัศนะอนาคต 5จี ของไทย
          วุฒิชัย วุฒิอุดมเลิศ หัวหน้างานฝ่ายผลิตภัณฑ์โครงข่าย อีริคสัน ประเทศไทย เปิดเผยว่า อีริคสันคาดการณ์ว่า ในปี 2563 จะเริ่มมีการใช้งาน 5จี ทั่วโลก และภายในปี 2566 จะมีผู้ใช้งานบนโครงข่าย 5จี ถึง 1,000 ล้านราย คิดเป็น 12% ของผู้ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งหมด ในด้านปริมาณการใช้ข้อมูลในปี 2566 จะเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่า เป็นจำนวน 107 เอกซะไบต์ (EB) ต่อเดือน หรือเทียบเท่ากับผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งหมดทั่วโลกดูวิดีโอสตรีมมิ่งพร้อมกันเป็นเวลา 10 ชั่วโมงติดต่อกัน นอกจากนี้ปริมาณการใช้ข้อมูลทั่วโลกผ่านเครือข่าย 5จี จะมีมากถึง 20% ซึ่งมากกว่าการใช้ระบบ 2จี 3จี และ 4จี ในปัจจุบันรวมกัน 1.5 เท่า
          ทั้งนี้ คาดว่าเทคโนโลยี 5จี และอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที) จะเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ให้บริการ 22% ของรายได้ โดยอุตสาหกรรมการผลิตจะเป็นภาคส่วนที่ผู้ให้บริการสามารถสร้างรายได้จาก 5จี มากที่สุด อยู่ที่ 20% อุตสาหกรรมด้านพลังงานและสาธารณูปโภค อยู่ที่ 16% ด้านความปลอดภัย ด้านสาธารณสุข สุขภาพอนามัย การขนส่ง และด้าน สื่อการบันเทิง อยู่ที่ 12% ซึ่ง 5จี จะถูกนำมาใช้ในเขตเมืองที่มีความหนาแน่นก่อน ขณะที่การเตรียมความพร้อมบริการ 5จี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องจัดสรรคลื่นความถี่ให้เหมาะสม คำนึงถึงการเข้าถึงของประชาชน สอดรับการใช้งานในอุตสาหกรรม และมีการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนผู้ให้บริการ และผู้ใช้บริการ
          ด้าน ก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กสทช. สายงานกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือไอทียู จะประกาศคลื่นความถี่ที่ใช้สำหรับบริการ 5จี เป็นทางการในเดือน พ.ย. 2561 นี้ โดย กสทช.เตรียมจัดสรรคลื่นความถี่รองรับระบบ 5จี ทั้งการนำคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ ออกมาประมูลในปี 2563 และการจัดสรรคลื่นความถี่ย่านใหม่ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนอีกครั้ง หลังจากการประกาศของไอทียู ด้านความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงเทคโนโลยีในประเทศไทยมองว่าจะค่อยๆ ลดลง จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ตของภาครัฐ ทั้งนี้ กสทช.มุ่งมั่นทำงานอย่างเต็มที่ ภายใต้ข้อจำกัด เพื่อผลักดันให้ 5จี เกิดขึ้นจริงตามโรดแมป (ปี 2563)
          สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
          (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า การมีเทคโนโลยี 5จี เกี่ยวข้องกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยผู้ใช้งานเทคโนโลยีรายหลัก คืออุตสาหกรรรม ทั้งนี้ปัจจุบันเทคโนโลยี 5จี เกิดขึ้นในโลกแล้ว เหลือแค่การใช้งานอย่างเป็นรูปธรรม โดยปัจจัยสำคัญของการเกิด 5จี ในประเทศไทย คือ การ เตรียมความพร้อมที่ดี และการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ สร้างความเป็นธรรมทางธุรกิจ ซึ่งหากมีการกำกับดูแลที่ไม่ดี ส่งผลให้ต้นทุนการใช้งานเทคโนโลยี 5จี สูง ไม่สัมพันธ์กับคุณภาพ โดยเชื่อมั่นว่าการสรรหา กสทช.ชุดใหม่ และการเปิดเสรีตลาดโทรคมนาคม เป็นทางออกของการเตรียมความพร้อม 5จี ของประเทศ
          สุเทพ เตมานุวัตร์ หัวหน้าฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส มองว่า การ ขับเคลื่อนให้เกิดเทคโนโลยี 5จี ของรัฐบาล ควรมีความชัดเจนในเชิงปฏิบัติ อย่างในประเทศเกาหลีใต้ที่ได้จัดสรรคลื่นความถี่สำหรับบริการ 5จี จบลงไปแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการร่วมแบ่งปันโครงสร้าง พื้นฐาน เพื่อประหยัดต้นทุนในการลงทุนเทคโนโลยี 5จี เช่น ให้เอกชนสามารถติดตั้งเสาสัญญาณบริเวณอาคารของรัฐได้
          ด้าน จักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ รองผู้อำนวยการ ด้านรัฐกิจสัมพันธ์ ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือทรู กล่าวว่า ในอดีตไทยประกาศใช้ 3จี ช้ากว่าทั่วโลก 11 ปี ประกาศใช้ 4จี ช้ากว่าทั่วโลก 5 ปี ในขณะที่ 5จี จะเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยประกาศใช้พร้อมกับเจ้าของเทคโนโลยี อาทิ ญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ซึ่งรู้สึกยินดี แต่ทั้งนี้อยากให้ภาครัฐสนับสนุนผู้ประกอบการมากขึ้น เพราะโทรคมนาคมเป็นอุตสาหกรรมเส้นเลือดหลักของประเทศ และเทคโนโลยี 5จี ต้องมีการลงทุนสูง
          นฤพนธ์ รัตนสมาหาร ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค กล่าวว่า ก่อนที่จะเริ่มใช้ 5จี ได้จริง รัฐบาลต้องคำนึงถึงการจัดสรรคลื่นความถี่ว่าจะใช้วิธีอะไร ราคาเท่าไหร่ มีโรดแมปการจัดสรรคลื่นความถี่ที่ชัดเจน อีกทั้งที่ผ่านมาปัญหาในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย คือราคาคลื่นความถี่แพงมาก ถ้าต้องใช้ 5จี เป็นร้อยเมกะเฮิรตซ์แต่ราคาเท่าเดิม ต้องคำนึงถึงความยืดหยุ่นว่าจะเป็นได้หรือไม่ นอกจากนี้ต้องคำนึงถึงการอำนวยความสะดวกของการติดตั้งในอาคารต่างๆ ด้วย