ทีดีอาร์ไอ ชี้โจทย์ใหญ่ "5G"แผนแม่บท-คลื่นความถี่

หมายเหตุ -  นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ให้สัมภาษณ์ "มติชน" ถึงเทคโนโลยี 5G ที่เป็นมากกว่าอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง กับการเข้าถึง 5G ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตประจำวันของคนไทย หลังจากเทคโนโลยี 5G กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ถูกนำมาใช้ทดแทนระบบ 4G ในปัจจุบัน ด้วยคุณสมบัติและประโยชน์มากมาย
          คิดว่าขณะนี้ ประเทศไทยมีการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับ 5G อย่างไร?
          น่าจะไม่มีการรองรับใดๆ ซึ่งในขณะนี้เริ่มมีการหารือกันตามที่เป็นกระแสข่าว นั่นคือ รัฐบาลสั่งให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ดำเนินการ แต่โดยส่วนตัวมองว่า การเริ่มต้นนี้ เป็นในระดับที่เบื้องต้นมากๆ กล่าวคือ เป็นเรื่องของการสร้างความตระหนัก แต่ไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไร เนื่องจากเป็นเพียงช่วงเริ่มต้น อีกทั้ง 5G ยังเป็นเทคโนโลยีที่ยังไม่กำหนดมาตรฐานออกมาจนสมบูรณ์ รวมถึงการเริ่มต้นใช้งานที่อย่างเร็วที่สุดก็คือ ในอีก 2 ปีข้างหน้า ฉะนั้น ยังมีเวลาในการ เตรียมการอยู่ แต่ในเวลานี้ไม่ได้แปลว่าอยู่เฉยๆ แล้วจะเกิดขึ้นได้ ยังจะต้องมีการดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ อีกมากมาย ทั้งนี้ จากประวัติที่ผ่านมายังเป็นห่วงว่า หากยังดำเนินการในรูปแบบการทำงานเดิม จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ทันการณ์ และจะเกิดปัญหาตามมาซ้ำอีก
          ขั้นตอนการดำเนินการ เพื่อรองรับ 5G มีอะไรบ้าง ?
          ส่วนใหญ่จะเป็นปัญหา ในเรื่องของการเตรียมพร้อม อาทิ เรื่องการจัดทำแผนแม่บท เรื่องคลื่นความถี่ ซึ่งในขณะนี้คลื่นความถี่ไหนอยู่กับใคร จะนำมาใช้ใหม่ได้อย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เรามักจะมีปัญหาอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อคลื่นความถี่ตกไปอยู่กับรัฐวิสาหกิจจะพบว่า อ้อยเข้าปากช้างแล้วเอาออกมาไม่ได้ เป็นต้น บางกรณีคลื่นความถี่ที่จะต้องนำมาใช้เพื่อรองรับ 5G บางส่วนจำเป็นจะต้องใช้คลื่นความถี่ของโทรทัศน์ด้วย ส่วนนี้สัญณาณแบบอนาล็อกเลิกแล้วหรือยังเนื่องจากจะต้องย้ายมาทำเป็นคลื่นความถี่สำหรับรองรับ 5G ที่จะเกิดขึ้น เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญ
          นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการกำกับดูแล จะมีความซับซ้อนมากกว่าระบบ 4G หน่วยงานผู้รับผิดชอบจะต้องมีขีดความสามารถสูงและจะต้องได้รับความเชื่อถือในการกำหนดกฎกติกาที่สามารถพยากรณ์ได้ ไม่ใช่ด้นไปเรื่อยๆ โดยเรื่องนี้ถือได้ว่า เป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ด้วยเช่นกัน
          ในระหว่าง 2 ปีนี้ยังมีเวลาพอที่จะดำเนินการได้ ถ้าจะทำจริงๆ อยากให้เลือกผู้ที่เหมาะสมเข้ามาทำ ทั้งนี้ กระบวนการสรรหากรรมการ กสทช. ชุดใหม่ ที่ขณะนี้ยุติไปควรจะต้องนำกลับมาโดยเร็ว ไม่ใช่ปล่อยให้รักษาการกัน โดยที่ไม่รู้ว่าจะรักษาการไปจนถึงเมื่อไร
          ด้านมุมมองของการใช้งานก็มีความเหมาะสมอยู่ เนื่องด้วย 5G เป็นเทคโนโลยีที่นำมาใช้ควบคู่กับภาคอุตสาหกรรม ขณะที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นย่านและเป็นจุดที่มีการทำอุตสาหกรรมที่หลากหลาย เหมาะสมที่จะมีการเชื่อมโยงการใช้งานกับอินเตอร์เน็ต ออฟ ธิงส์(ไอโอที) ที่จะสนับสนุนให้โรงงานอุตสาหกรรมกลายเป็นสมาร์ท แมนูแฟคเจอริ่ง แต่ท้ายที่สุดผู้ที่ต้องตัดสินใจคงไม่ใช่รัฐบาล แต่คงเป็นกลไกตลาด ซึ่งหมายถึง อุปสงค์และอุปทาน
          โดยอุปสงค์คือ ผู้ใช้อยากใช้แต่ว่าผู้ที่มีศักยภาพในการใช้งานนั้น แน่นอนว่า หากภาคอุตสาหกรรมเริ่มก่อน และผู้ให้บริการอยากให้บริการ ฉะนั้น หากรัฐบาลเป็นผู้กำหนดกรอบ ก็จะมีความเป็นได้ แต่ว่าการตัดสินใจก็คือผู้ประกอบการ
          หากเทียบกับหลายประเทศ ไทยถือว่ามีการเตรียมความพร้อมล่าช้า หรือไม่ ?
          ในเรื่องของ 5G นั้นขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้รั้งท้ายอะไรมากนัก ยังพอมีเวลาในการดำเนินการอยู่ โดยมาตรฐานยังไม่ลงตัวทั้งหมด การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ยังไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจึงยังไม่ถือว่าเป็นการรั้งท้าย ทั้งนี้ ประเทศที่ก้าวไปไกลกว่าเราส่วนใหญ่จะเป็นประเทศที่มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยี คือเป็นประเทศที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีเอง ดังนั้น ประเทศเหล่านี้จึงจะไปเร็วกว่าปกติซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกแต่ถ้าประเทศไทยจะรั้งท้ายก็คือ ความเป็นมืออาชีพในการกำกับดูแล เรื่องนี้มีความน่าเป็นห่วง อีกทั้งในเรื่องของผลประโยชน์ที่เป็นมรดกบาปจากในอดีตที่เกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลานาน แต่กวาดล้างไม่หมดสิ้นเสียที
          มีหน่วยราชการ รวมถึงกองทัพถือครองคลื่นความถี่เต็มไปหมด โดยมีเรื่องของผลประโยชน์อยู่และไม่สามารถนำกลับคืนมาได้แล้ว และตัวนี้จะเป็นตัวที่กำหนดได้ว่า ประเทศไทยจะล้าหลังหรือไม่ล้าหลัง เปรียบเสมือนการใช้โทรศัพท์ในยุคระบบ 2G และมีมรดกติดมาจนกระทั่งเปลี่ยนเป็นระบบ 3G และระบบ 4G และก็ยังแก้ปัญหานี้ไปไม่ได้ ฉะนั้น หากจะล่าช้า ก็จะล่าช้าในมุมความพร้อมของกลไกด้านกฎกติกาด้านสถาบันมากกว่า
          ความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมี 5G
          เนื่องด้วยเทคโนโลยีมีความเกี่ยวข้องกับการแข่งขัน ด้านธุรกิจจึงเป็นด้านที่สำคัญและจะต้องถูกกระทบก่อนด้านอื่นๆ ดังนั้น หากภาคธุรกิจของไทยยังคงมีการดำเนินการในแนวทางเดิมๆ โดยในขณะที่โลกภายนอกมีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำโมเดลธุรกิจแบบใหม่ ใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ ใช้เซ็นเซอร์ ใช้หุ่นยนต์ รวมถึงใช้การผลิตแบบใหม่ ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตถูกลง และนั่นก็แปลว่า หากในต่างประเทศมีต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่าประเทศไทย การผลิตที่เคยมีอยู่ในประเทศไทยก็จะอยู่ต่อไปไม่ได้ ซึ่งแรงกดดันเช่นนี้เชื่อว่าทุกประเทศในโลกจะต้องเจอ ทั้งนี้ ในประเทศไทยมีสัดส่วนการทำอุตสาหกรรมด้านการผลิตจำนวนมาก โดยเรียกได้ว่าเป็นประเทศที่เป็นโรงงานของโลกเลยก็ว่าได้
          หากการผลิตของเราไม่มีประสิทธิภาพ ประกอบกับผู้ที่จะเข้ามาลงทุนก็คงไม่อยากที่จะต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูง และสุดท้ายคงจะต้องย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่น จะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไม่น้อย ดังนั้น การสร้างการตระหนัก จากทั้ง กสทช. หรือรัฐบาล จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
          ความพร้อมในการรองรับ 5G
          ที่ผ่านมา ที่มีการระบุว่า โดยทั่วไป โอเปอเรเตอร์แต่ละรายจะต้องมีคลื่นความถี่อย่างน้อยรายละ 100 เมกะเฮิรตซ์ขึ้นไป แต่โดยส่วนตัวประเมินว่า โอกาสที่จะเกิดโมเดลทางธุรกิจใหม่ๆ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นไปตามนั้นแบบเป๊ะๆ เนื่องจาก 5G มีลูกค้าส่วนใหญ่คือ ภาคอุตสาหกรรม และนั่นหมายความว่าอย่างน้อยในช่วงต้น สำหรับภาคอุตสาหกรรมอาจจะไม่ต้องมีการกำหนดให้ทำการบริการอย่างทั่วถึง เหมือนกับการให้บริการระบบ 3G หรือ 4G แบบเดิม และเมื่อเป็นเช่นนี้ จะสามารถเปิดโอกาสแก่ผู้ให้บริการหน้าใหม่ และการถือครองคลื่นความถี่ก็ไม่จำเป็นจะต้องมีการถือครองเป็นจำนวน 100 เมกะเฮิรตซ์ก็ได้
          อยากให้ใช้โอกาสนี้ล้างไพ่ใหม่ ไม่ใช่ว่าจะอยู่แต่กับมรดกเดิมๆ เรื่อยไป อีกทั้ง โครงสร้างตลาดก็ยังคงเป็นไปในรูปแบบเดิม รวมไปถึงปัจจุบันก็ยังคงมีผู้ประกอบการ หรือโอเปอเรเตอร์ เพียง 3 รายเดิม ที่แม้ว่าจะเบื่อแค่ไหนหรือจะบ่นแค่ไหนก็ยังอยู่กันแค่นี้ และเมื่อ 2-3 ราย ไม่ให้ความร่วมมืออะไร ภาครัฐก็จะวิตกกังวลไปซะหมดทุกเรื่อง เนื่องจากไม่มีตัวเลือกอื่นให้กับประชาชน ทั้งนี้ ปัจจุบันแม้การที่จะนำคลื่นความถี่ในแต่ละย่านออกมาประมูลปีไหน ก็ยังไม่มีใครทราบ และอย่างนี้ผู้ที่จะวางแผนการลงทุนจะสามารถวางแผนการลงทุนล่วงหน้าได้อย่างไร
          เชิญรับฟังการสัมมนาใหญ่ ตอบโจทย์รัฐบาลมีนโยบายเปิดใช้ 5G หรือการสื่อสารไร้สายยุคที่ 5 อันเป็นชุดเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ในปี 2020 หรือ 2563 ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญของนโยบายไทยแลนด์ 4.0
          การสัมมนาในหัวข้อ "Technology of the Future The Way Forward for 5G in Thailand." หรือ "ทำอย่างไร ให้ 5G เทคโนโลยีพลิกโลก เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย" จะมีเนื้อหาการอัพเดตสถานการณ์ 5G เปรียบเทียบจากระดับโลก นานาชาติสู่ไทย เส้นทางสู่ 5G ไทย และอุปสรรค คาดหมายผลทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีด้านสื่อสารไร้สายครั้งสำคัญนี้
          พบกับปาฐกถาพิเศษจากนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ผู้บริหาร Huawei ผู้บริหาร 3 ค่ายโทรคมนาคม ที่น่าสนใจคือ วงเสวนา 5G In Thailand : Step to Reality หรือ "แจ้งเกิด 5G ไทย จะต้องทำอย่างไร" ผู้ร่วมเสวนา นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาฯ กสทช., ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI นายสุเทพ เตมานุวัตร์ จาก AIS, นายนฤพนธ์ รัตนสมาหาร จาก DTAC, นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ จาก True ดำเนินรายการโดย ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ เลขาธิการสมาคมโทรคมนาคม
          การสัมมนาจะมีขึ้นในวันที่ 19 กรกฎาคมนี้ เวลา 08.00-12.30 น. ณ ห้อง Infinity 1-2 โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ กรุงเทพฯ (ซอยรางน้ำ) ขณะนี้เปิดให้ลงทะเบียนทาง QR Code และ www.matichon.co.th