โลกไล่บี้ศึก 5จี ชีชะตาอนาคตเศรษฐกิจ

นันทิยา วรเพชรายุทธ
          เป็นที่รับรู้กันมาระยะหนึ่งแล้วว่าสงครามการค้าระหว่างคู่ "สหรัฐ-จีน" นั้น ไม่ได้มาจากแค่ปัญหาการขาดดุลการค้าทั่วไปตามปกติ แต่ยังมีหัวใจหลักมาจากความระแวงว่าจีนจะขึ้นมาเทียบชั้นหรืออาจถึงขั้นแซงหน้าในเรื่องนวัตกรรมและเทคโนโลยีในเชิงพาณิชย์ อันเป็นผลมาจากยุทธศาสตร์ "เมดอินไชน่า 2025" ของรัฐบาลปักกิ่ง
          ทว่า ก่อนจะไปถึงขั้นนั้น ศึกใหญ่ที่กำลังจะตัดสินชิงดำเห็นผลเร็วกว่าก็คือ "สงคราม 5จี" ที่ทำให้สหรัฐแสดงความเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจนกับจีน และศึกนี้ยังไม่ได้จำกัดแค่คู่มวยระหว่างปักกิ่งกับวอชิงตันเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงยุโรป ภาคพื้นออสเตรเลีย และทั่วทั้งโลกด้วย
          เพราะ 5จี คือพื้นฐาน "ทุกอย่าง" ของระบบเศรษฐกิจยุคดิจิทัลที่ทั่วโลกกำลังจะมุ่งไปหลังจากนี้ ตั้งแต่ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานยุคใหม่ ไปจนถึงเมืองอัจฉริยะ (สมาร์ทซิตี้) รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ และอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (IoT) ที่อุปกรณ์หลายสิ่งจะเชื่อมต่อถึงกันด้วยอินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งเรากำลังขยับเข้าใกล้ความจริงของการดาวน์โหลดหนังสักเรื่องในเวลาแค่ไม่กี่วินาทีเข้าไปทุกขณะ
          เมื่อเดือน มิ.ย.ที่เพิ่งผ่านมา ที่ประชุม 3GPP ซึ่งเป็นองค์คณะกำกับดูแลเรื่องคลื่นความถี่ของรัฐบาลทั่วโลก ได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน 5จี (5G Standard) เฟสแรกออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อเป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับการใช้งานทั่วโลก
          หลังจากนี้จึงถึงคิวของบรรดาบริษัทโทรคมนาคมและผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือทั้งหลายที่ต้องแข่งขันกันเข้าถึงโครงข่าย ผู้บริโภค และสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี 5จี ซึ่งยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และยังไม่มีใครเป็นผู้ครองตลาดได้อย่างแท้จริงในขณะนี้ ไม่ว่าจะสหรัฐ ยุโรป หรือจีนก็ตาม
          เดคลัน กันลีย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัทสื่อสาร  ริวาดา เน็ตเวิร์กส์ ให้มุมมองกับซีเอ็นบีซี ว่า ศึกชิงเค้กก้อนใหญ่ในตลาด 5จี คือสงครามที่แท้จริงระหว่างจีนกับสหรัฐ ซึ่งบริษัท ไอเอชเอส มาร์กิต คาดการณ์ว่าตลาด 5จี จะมีมูลค่ามหาศาลถึง 12.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2035
          กันลีย์ มองว่ารูปแบบการจัดสรรคลื่นความถี่ในปัจจุบันนั้น เป็นรูปแบบที่เอื้อต่อจีนมากที่สุด และทำให้สหรัฐต้องวิ่งเต้นกันทุกภาคส่วนตั้งแต่ทำเนียบขาวไปถึงคองเกรสและภาคเอกชน เพราะรูปแบบการประมูลคลื่นตามปกตินั้นจะเอื้อต่อ "บริษัทใหญ่ทุนหนา" มากกว่าบริษัทที่มีนวัตกรรมดีกว่า หรือเป็นรูปแบบ top-down ที่รายเล็กกว่าไม่มีโอกาสชนะได้เลย ซึ่งหากงัดกันในเรื่องของ "เงินทุน" แล้วก็แทบไม่มีใครเลยที่สามารถสู้ "จีน" ได้ เพราะเป็นที่ทราบดีว่ารัฐบาลจีนให้การสนับสนุนทั้งด้านเงินและนโยบายกับบริษัทเทคโนโลยีในประเทศ ที่เป็นด่านหน้าของแผน เมดอินไชน่า 2025 มาตลอด
          ไม่เพียงแต่สหรัฐเท่านั้น แม้แต่ฝั่ง "ยุโรป" เองที่เป็นผู้นำของการสื่อสารยุคที่ผ่านมาภายใต้การนำของแบรนด์ดังเช่น อีริคสัน และโนเกีย ก็ไม่สามารถแข่งขันได้และจะกลายเป็นผู้ตามทันทีหากการแข่งขันในตลาด 5จี วัดกันที่เรื่องอำนาจเงินอย่างเดียว ซึ่งปัจจุบันแบรนด์จีนที่นำโดย  "หัวเว่ย" ได้เข้าไปรุกตลาดผู้บริโภคในยุโรปเพิ่มขึ้นมากยิ่งกว่าแบรนด์สัญชาติยุโรปเองไปแล้ว
          ในเชิงของตัวเลขนั้น จีนดูจะเป็นฝ่ายนำทั้งในด้านของเงินทุนและผู้ใช้งานที่มีการเทียบกันโดยซีซีเอส อินไซท์ ว่า ภายในปี 2023 นั้น จีนจะมีผู้ใช้งานเครือข่ายความเร็วสูง 5จี ถึง 1,300 ล้านคน เมื่อเทียบกับฝั่งสหรัฐและยุโรปรวมกันที่เพียง 337 ล้านคนเท่านั้น
          ขณะที่รูปแบบการปกครองของจีนนั้นยังเอื้อต่อการเดินหน้ายุทธศาสตร์ในเชิงรุกได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการอุดหนุนภาคเทคโนโลยีของตนเอง และการนำมาทดลองใช้งานจริงในหลายเมืองหลากแขนง รวมถึงการส่งออกไปยังประเทศพันธมิตรคู่ค้า โดยเฉพาะประเทศที่มีสายสัมพันธ์กันเหนียวแน่นผ่านยุทธศาสตร์ 1 แถบ 1 เส้นทาง (OBOR) ด้วย
          หากนับด้านสิทธิบัตร 5จี นั้น จะพบว่าจีนมีสิทธิบัตรเพิ่มขึ้นจนมีปริมาณราว 10% ของทรัพย์สินทางปัญญาด้าน 5จี ทั่วโลก เมื่อเทียบกับสิทธิบัตรของเทคโนโลยียุคเดิมอย่าง 4จี ที่มีสัดส่วนราว 7% โดยตลอดช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา ทัพหน้าของจีนที่นำโดย  "หัวเว่ย" และ "แซดทีอี" ต่างเดินหน้าขยายการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) รวมถึงการซื้อบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ และนำไปสู่การจดสิทธิบัตร 5จี ที่เพิ่มขึ้นมาก
          อย่างไรก็ตาม ความได้เปรียบของจีนก็ใช่จะครอบคลุมไปทุกด้าน และยังเร็วเกินไปที่จะกล่าวได้ว่าจีนจะขึ้นเป็นผู้นำ 5จี ในอนาคตอันใกล้นี้ โดยหากดูเฉพาะด้านสิทธิบัตร 5จี เพียงอย่างเดียวแล้ว ก็ยังห่างจากควอลคอมม์ของสหรัฐ ที่ครองอยู่ในสัดส่วนราว 15% โนเกียจากฟินแลนด์ 11% และอีริคสันจากสวีเดน 8%
          ผู้เชี่ยวชาญด้านเทเลคอมจากยุโรปให้มุมมองกับเว็บไซต์โพลิทิโค ว่า แม้จีนจะเร่งล็อบบี้ด้านนี้อย่างหนักทั่วโลก แต่ก็ยังไม่ทำให้ขึ้นมาเป็นผู้ครองตลาดได้ ขณะเดียวกันไอทีจีนก็ยังเจออุปสรรคใหญ่ที่ตัว "รัฐบาล" ของหลายประเทศทั้งฝั่งสหรัฐ ยุโรป และออสเตรเลีย ที่ตั้งกำแพงขวางการซื้อกิจการและการเข้ามาลงทุนด้านโครงข่ายของจีน โดยตั้งแง่ความกังวลเรื่องสายลับ/การล้วงข้อมูลความลับของรัฐบาลจีนที่อยู่ฉากหลัง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของภาคไอทีในขณะนี้
          อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรม 5จี  ในวันนี้ยังเดินมาเพียงระยะแรกเท่านั้น ซึ่งที่ประชุม 3GPP จะมีการเคาะ 5จี เฟสต่อไปในราวเดือน ธ.ค. 2019 ซึ่งหมายความว่ายังมีเวลาของการล็อบบี้และชิงเค้กในตลาด 5จี ทั่วโลกที่ยังไม่มีใครครองได้เบ็ดเสร็จ และยังไม่มีวี่แววว่าใครจะเป็นผู้ชนะได้อย่างแท้จริงในเร็ววันนี้