บีทีเอสช้า30นาทีคืนเงิน "คีรี"ขอโทษ-ยันเหตุเดี้ยงไม่ใช่ตัวรถ รบ.จ่ายเพิ่ม50-100บาทคนจนสูงวัย

'คีรี'ขออภัยคนกรุง ยัน'บีทีเอส'เดี้ยงไม่ได้มาจากตัวรถ ลั่นพร้อมชดเชยหากต่อไปเกิดช้านาน 30 นาทีอีก ให้นั่งฟรี-ขอเงินคืน
          'บีทีเอส'แถลงรับผิดชอบรถเดี้ยง
          เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ที่โรงแรมอีสติน แกรนด์สาทร นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี นายอาณัติ อาภาภิรม ประธานคณะกรรมการฝ่ายจัดการ บีทีเอสซี และนายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บีทีเอสซี ร่วมแถลงกรณีรถไฟฟ้าบีทีเอสขัดข้อง พร้อมรับผิดชอบต่อผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบ และประกาศมาตรการรับมือหากเกิดปัญหาที่ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยในอนาคต
          นายคีรีกล่าวว่า เรื่องที่ทำให้ผู้โดยสารเดินทางไม่สะดวกนั้น ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ควรมองว่าเป็นความผิดของใคร ทุกฝ่ายต่างทำหน้าที่ บีทีเอสเองก็ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุรุนแรงขนาดนี้ ที่สำคัญไม่มีใครอยากเห็นระบบขนส่งมวลชนหลักระบบหนึ่งของกรุงเทพฯ เกิดผลกระทบต่อประชาชนทำให้เสียเวลาไปมาก ซึ่ง 19 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีกรณีแบบนี้มาก่อน แต่เมื่อเกิดขึ้นก็ต้องรับผิดชอบแน่นอน แล้วต้องทำให้ดีที่สุด
          ขออภัย-ยันไม่ได้หวังแต่กำไร
          "ย้ำอีกทีว่ามันไม่ได้มาจากรถ แต่มาจากอะไรสักอย่าง ซึ่ง 19 ปีที่ผ่านมา เราไม่เคยเจอ ผมก็ไม่ได้บอกว่ามัน 100% แต่ผมบอกว่าที่เราติดตั้งเข้าไปมันต้องใช้เวลาจูนให้เข้าที่ และอีก 3 หน่วยงานอย่าง ทีโอที ดีแทค และ กสทช.ก็ให้ความร่วมมืออย่างดี ขอความกรุณาให้เข้าใจเราบ้าง การลงทุนธุรกิจนี้ 20 กว่าปีที่แล้ว อาจเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดก็ได้ แต่ก็ดีใจที่ทุกวันนี้มันเป็นระบบที่ช่วยแก้ไขปัญหาจราจรได้จริงๆ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต้องขออภัยทุกคนจริงๆ ส่วนมาตรการรองรับผู้โดยสารที่ประสบเหตุรถไฟฟ้าบีทีเอสขัดข้อง เราอาจเป็นสายแรกในหลายประเทศที่มีมาตรการดูแลที่ชัดเจน" นายคีรีกล่าว
          นายคีรีกล่าวถึงกรณีที่มีโจมตีและต่อว่า บีทีเอสอย่างรุนแรงผ่านโซเชียลมีเดียว่า เข้าใจดี ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่อยากกลับบ้าน อยากไปทำงานให้ตรงเวลา
          "ผมต้องขออภัยจริงๆ กับคนที่บอกว่าทำไมคุณขี้เหนียวเหลือเกิน อยากได้กำไรมากๆ ใช่ไหม ในฐานะที่เป็นบริษัทมหาชน อันนั้นเป็นภารกิจ เป็นความจริง แต่ตนไม่ได้ต้องการให้ผู้ถือหุ้นมีกำไรมากๆ อย่างเดียว อันนั้นไม่ใช่สันดานผม" นายคีรีกล่าว
          อ้างตัดสินใจผิดลงทุนบีทีเอส
          นายคีรีกล่าวว่า ยังมีอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดความหนาแน่นในระบบรางรถไฟฟ้าบีทีเอส คือ ปัญหาคอขวดบริเวณสถานีสะพานตากสิน บีทีเอสพยายามแก้ไขปัญหาร่วมกับทาง กทม. ขณะนี้อยู่ระหว่างทำแผนแก้ไขปัญหาคอขวด เพราะแม้ว่ามีรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แต่หากปัญหาคอขวดยังไม่ถูกแก้ไข ก็ต้องใช้เวลารอเปลี่ยนขบวนเหมือนเดิม
          "คราวนี้เรายอมรับว่ามันรุนแรง แต่อย่าให้บริษัทรับทุกอย่าง การตัดสินใจลงทุนรถไฟฟ้าบีทีเอสเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา อาจเป็นความผิดพลาดของผมเองที่ตัดสินใจลงทุนการลงทุนรถไฟฟ้า ความจริงผมไม่อยากกลับไปพูดเรื่อง 20 ปีที่แล้ว มันไม่ใช่การลงทุนที่คุ้ม 100% แต่เป็นความที่ผมรู้เท่าไม่ถึงการณ์ กทม.ไม่ได้ให้อะไรผมสักบาท ถ้าผมรู้เท่าถึงการณ์ ผมคงไม่ลงทุนครับ แต่มาถึงวันนี้แล้วบริษัทแข็งแรงแล้ว ก็จะเป็นหนึ่งในบริษัทที่พยายามจะลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานต่อไป" นายคีรีกล่าว
          'บีทีเอส'ให้ใช้ฟรี-คืนเงินช่วงเดี้ยง
          ด้านนายอาณัติกล่าวว่า สำหรับมาตรการคืนค่าโดยสารให้กับผู้ใช้บริการที่ได้รับผลกระทบจากเหตุรถไฟฟ้าเกิดเหตุขัดข้องเมื่อวันที่ 25-27 มิถุนายน มีดังนี้ 1.ผู้ใช้บัตรโดยสารประเภทตั๋วเที่ยวเดียว สามารถนำกลับมาใช้ได้ภายใน 14 วัน กรณีไม่ต้องการเดินทางสามารถขอคืนเงินได้ภายในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ 2.บัตรโดยสารประเภทเติมเงิน ผู้ใช้บัตรในช่วงที่รถมีความล่าช้า สามารถขอรับเที่ยวเดินทางพิเศษ 3 เที่ยว
          นายอาณัติกล่าวว่า 3.ผู้ถือบัตรโดยสารประเภทเที่ยวเดินทาง 30 วัน ที่มีเที่ยวเดินทางคงเหลือในช่วงที่เกิดเหตุล่าช้า สามารถขอรับเที่ยวเดินทางพิเศษ 6 เที่ยว โดยนำบัตรโดยสารไปติดต่อขอรับการเติมเที่ยวเดินทางพิเศษได้ที่ช่องจำหน่ายตั๋วรถไฟฟ้าบีทีเอสทุกสถานี ตั้งแต่วันที่ 7-31 กรกฎาคมนี้ ทั้งนี้ สามารถใช้เดินทางได้ภายใน 45 วัน นับจากวันที่ไปเติมเที่ยวพิเศษ และจะมีอายุการใช้งานอีก 30 วัน นับจากการใช้เที่ยวพิเศษเดินทางครั้งแรก
          ออกมาตรการชดเชยถ้าเดี้ยงอีก
          นายอาณัติกล่าวว่า สำหรับมาตรการรองรับในอนาคต หากเกิดกรณีรถไฟฟ้าขัดข้อง จนทำให้การบริการล่าช้านาน 30 นาที ในกรณีไม่ได้เกิดจากเหตุสุดวิสัย ผู้ใช้บัตรโดยสารประเภทตั๋วเที่ยวเดียวสามารถนำบัตรโดยสารไปขอคืนเงินค่าโดยสารได้ที่ห้องจำหน่ายตั๋วภายในวันเดียวกัน หรือขอรับบัตรโดยสารกลับไป สามารถนำไปใช้ได้ภายใน 14 วัน นับจากวันที่ออกบัตร ส่วนบัตรโดยสารประเภทเติมเงิน สำหรับบุคคลทั่วไป หรือนักศึกษา หรือผู้สูงอายุ บัตรโดยสารจะไม่ถูกตัดเงินค่าโดยสาร ซึ่งผู้โดยสารจะต้องออกประตูที่ เจ้าหน้าที่สถานีกำหนด ส่วนผู้ถือบัตรโดยสารประเภทเที่ยวเดินทาง 30 วัน ทั้งแบบบุคคลทั่วไป นักเรียน นักศึกษา บัตรโดยสารจะไม่ถูกตัดเที่ยวโดยสาร ซึ่งผู้โดยสารต้องออกประตูที่กำหนด และจะเพิ่มเที่ยวเดินทางพิเศษให้ 2 เที่ยวต่อวัน
          "นอกจากนี้ บีทีเอสอยู่ระหว่างพัฒนาแอพพลิเคชั่น 'BTS Sky Train' เพื่อเพิ่มช่องทางแจ้งข้อมูลการให้บริการเดินรถไฟฟ้าบีทีเอส เช่น แจ้งเตือนเหตุรถไฟฟ้าขัดข้อง แจ้งความหนาแน่นของแต่ละสถานี ระบุแผนที่เชื่อมโยงอาคาร หน่วยงานที่ติดกับสถานีรถไฟฟ้า คาดว่าแอพพ์ดังกล่าวจะเปิดใช้งานได้ภายในวันที่ 1 สิงหาคมนี้" นายอาณัติกล่าว
          มั่นใจสัปดาห์นี้ดีขึ้นแน่
          ด้านนายสุรพงษ์กล่าวว่า ตั้งแต่คืนวันที่ 29 มิถุนายน บีทีเอสได้เปลี่ยนเครื่องรับวิทยุสื่อสารที่ใช้ในระบบอาณัติสัญญาณ พร้อมย้ายคลื่นความถี่สัญญาณแล้วเสร็จ โดยมีการทดสอบระบบควบคู่ไปกับการให้บริการระหว่างวันที่ 30 มิถุนายนถึงวันที่ 2 กรกฎาคม พบว่าสามารถกลับมาให้บริการได้ตามปกติ
          "แต่เนื่องจากเป็นการติดตั้งระบบใหม่ ซึ่งเดิมแผนงานจะแล้วเสร็จช่วงเดือนตุลาคมนี้ เพราะต้องใช้เวลาทั้งการติดตั้ง และทดสอบระบบ แต่เมื่อเกิดปัญหา จึงเร่งติดตั้งอุปกรณ์เร่งด่วน ปัจจุบันรถไฟฟ้าสามารถให้บริการได้ แต่อาจมีการกระตุก กระชากบ้างเล็กน้อย อาจทำให้เกิดความล่าช้าเล็กน้อย จึงขอเวลาปรับแต่งอีกไม่นาน พร้อมกันนี้ได้สั่งซื้ออุปกรณ์กรองสัญญาณจากต่างประเทศมา ติดตั้งเพิ่มเติม คาดว่าจะถึงวันที่ 6 กรกฎาคม และพร้อมติดตั้งที่ขบวนรถทันทีภายใน 1 วันจะแล้วเสร็จ เชื่อว่าภายในสัปดาห์นี้จะทำทุกอย่างให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น" นายสุรพงษ์กล่าว
          รอแก้'คอขวด'สถานีตากสิน
          ผู้สื่อข่าวถามว่า ช่วง 3 วัน ที่รถไฟฟ้าขัดข้องมีผู้โดยสารได้รับผลกระทบจำนวนเท่าใด นายสุรพงษ์กล่าวว่า คาดว่าประมาณ 1 แสนคน เมื่อถามต่อว่า เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืน เป็นไปได้หรือไม่ที่บีทีเอสจะให้ผู้โดยสารขึ้นฟรีในช่วงที่ระบบการเดินรถยังไม่เข้าที่เข้าทาง นายสุรพงษ์กล่าวว่า ขณะนี้ได้ปรับปรุงแก้ไขให้ระบบดีขึ้นมากแล้ว
          นายสุรพงษ์กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาคอขวดที่สถานีตากสินว่า บีทีเอสส่งแบบให้กรมทางหลวงชนบท (ทช.) เจ้าของพื้นที่พิจารณา และล่าสุดได้รับแจ้งจาก กทม.ว่าสำนักงานคณะกรรมการนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) ขอให้จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ให้พิจารณาเพิ่มเติม ขณะนี้บีทีเอสอยู่ระหว่างดำเนินการ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 3-4 เดือน หากได้รับอนุมัติจากทั้ง ทช.และ สผ.ก็สามารถเดินหน้าก่อสร้างรางเพิ่มเติมได้ จะแล้วเสร็จภายใน 2 ปี มูลค่าการลงทุน 1,100 ล้านบาท ส่วนเรื่องเงินลงทุนนั้น ยังไม่ได้ข้อยุติว่าใครจะรับผิดชอบต้องหารือกันอีกครั้ง
          ความเชื่อมั่นมิ.ย.เริ่มกระเตื้อง
          นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิถุนายน 2561 ทุกรายการปรับตัวดีขึ้นอีกครั้ง หลัง 2 เดือนก่อนหน้านี้ลดลง โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมอยู่ที่ 81.3% จากเดือนพฤษภาคม อยู่ที่ 80.1%
          เนื่องจากปัจจัยบวก ตั้งแต่ ราคาพืชผลการเกษตรหลายรายการเริ่มปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง รวมถึงคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50% พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์จีดีพีทั้งปี 2561 ที่ 4.4% จากเดิม 4.1% ตามการส่งออกไทยขยายตัวดีต่อเนื่อง ทำให้ 5 เดือนแรกส่งออกโต 11.55% และเกินดุลการค้า 1,877 ล้านเหรียญสหรัฐ และเงินบาทอ่อนค่าลง จะส่งผลดีต่อการส่งออกและการท่องเที่ยว
          ม.หอค้าเล็งปรับจีดีพี5%
          นายธนวรรธน์กล่าวว่า ส่วนปัจจัยลบ คงกังวลเรื่องปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อการส่งออกและเศรษฐกิจไทยในอนาคต ผู้บริโภคมีความรู้สึกว่าเศรษฐกิจฟื้นช้าและยังกระจุกตัว ความวิตกต่อค่าครองชีพ ราคาสินค้าทรงตัวสูง และรายได้ไม่พอรายจ่าย ยังสูง แม้ราคาพืชผลเกษตรบางรายการดีขึ้นแต่ยังทรงตัวต่ำ รวมถึงความกังวลต่อเสถียรภาพการเมือง การเลื่อนการเลือกตั้งออกไปเป็นปี 2562 ส่งผลกระทบ ต่อความเชื่อมั่นประชาชนและนักลงทุน
          "หากไม่มีปัจจัยลบอะไรเพิ่มเติม เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง จะค่อยๆ ฟื้นตัวมากขึ้น ทำให้ทางศูนย์เปลี่ยนมุมมองต่อเศรษฐกิจไทย เบื้องต้นจะปรับคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจใหม่ จาก 4-4.5% เพิ่มเป็น 4.5-5% แต่อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามผล กระทบจากปรับขึ้นภาษีนำเข้าระหว่างสหรัฐกับจีน และผลกระทบต่อการค้าโลกอีกครั้ง คาดว่าจะชัดเจนมากขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้" นายธนวรรธน์กล่าว
          ตรึงเอฟที-15.90สต.ถึงสิ้นปี
          นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษกของ กกพ. เปิดเผยว่า กกพ.พิจารณาราคาค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) งวดเดือนกันยายนถึงธันวาคม 2561 โดยยังตรึงไว้ที่ -15.90 สตางค์ต่อหน่วย แม้ราคาเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น บวกกับผลกระทบการอ่อนค่าของเงินบาท ทำให้ต้นทุนเอฟทีขยับ 7.46 สตางค์ต่อหน่วย แต่ กกพ.มีเงินสะสมส่วนต่างค่าไฟฟ้าอยู่ 15,297 ล้านบาท จึงใช้อุดหนุนเอฟทีครั้งนี้ 3,933 ล้านบาท คงเหลือเงินสะสม 11,364 ล้านบาท เมื่อรวมกับค่าไฟฐาน 3.76 บาทต่อหน่วย จะทำให้ประชาชนจ่ายค่าไฟฟ้าคงเดิม 3.59 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
          คลังแจงกู้เอดีบีเสียดบ.เท่าพันธบัตร
          นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การกู้เงินลงทุนจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) สำหรับการลงทุนขยายช่องทางจราจรในโครงการทางหลวงหมายเลข 22 (หนองหาน-พังโคน และสกลนคร-นครพนม) และทางหลวงหมายเลข 23 (ร้อยเอ็ด-ยโสธร) ระยะทาง 125 กิโลเมตร นั้น เป็นการกู้ 50% ของมูลค่าโครงการ มูลค่า 99.40 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3,404 ล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้ไทยเคยกู้เอดีบีเพื่อสร้างถนนหมายเลข 12 ช่วงเพชรบูรณ์-หล่มสัก และหมายเลข 359 เส้นพนมสารคาม โดยการก่อสร้างและเบิกจ่ายเงินเป็นไปตามแผน และคุณภาพโครงสร้างพื้นฐานเป็นไปตามมาตรฐาน จึงต้องการให้เป็นตัวอย่างแก่การกู้เงินของประเทศอื่นๆ ด้วย
          "ไทยไม่ได้กู้เอดีบีมานาน 8-9 ปี เพราะตามหลักการเอดีบีจะให้เบิกเงินกู้ทีละก้อน บางช่วงเบิกเงินแล้วแปลงเป็นเงินบาททำให้ได้ดอกเบี้ยแพงไม่คุ้ม เราจึงเจรจาขอเบิกเงินก้อนเดียว ซึ่งต้องให้บอร์ดเอดีบีพิจารณา ก็ใช้เวลาหลายเดือน เมื่อเบิกเงินก้อนเดียวจะสามารถทำสวอปได้อัตราดอกเบี้ยใกล้เคียงกับการออกพันธบัตรในประเทศ ซึ่งเป็นประโยชน์กับไทยทำให้ต้นทุนถูกลง ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่มีการเบิกเงินกู้ก้อนเดียว สำหรับอัตราดอกเบี้ยใช้อัตราเงินให้กู้ยืมระหว่างธนาคารพาณิชย์ ณ ตลาดการเงินที่กรุงลอนดอน (LIBOR) ระยะกู้ 13 ปี" นายอภิศักดิ์กล่าว
          เล็งระดมทุนผ่านฟิวเจอร์ฟันด์
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การการลงทุนของภาครัฐ มีหลายแหล่งเงินทุน ทั้งงบประมาณ เงินกู้ผ่านการออกพันธบัตร หรือกู้องค์กรต่างๆ การให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชน (พีพีพี) และการระดมทุนจากตลาดหลักทรัพย์ ผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งขณะนี้ภาครัฐจะมีการเสนอขายกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์) เร็วๆ นี้ เพื่อระดมทุนไปลงทุนเช่นกัน ซึ่งการกระจายแหล่งเงินที่หลากหลายจะทำให้ภาระหนี้ของรัฐก็จะไม่กระจุกตัวมากเกินไปและเป็นการรักษาวินัยการเงินการคลัง
          ไทยเล็งชูแก้ค้ามนุษย์ถกอาเซียน
          ที่กระทรวงแรงงาน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวก่อนเป็นประธานประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการแรงงานนอกระบบแห่งชาติ (คนช.) ถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (ไอยูยู) ว่า ปัจจุบันไทยนำแรงงานประมงเข้าสู่ระบบได้แล้วกว่า 1 ล้านคน และมีแรงงานอีกร้อยละ 10 ที่ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างชัดเจน จะให้เวลา 3 เดือน ในการดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย หากไม่ถูกต้องจะมีความผิดตามกฎหมาย ทั้งจำและปรับ
          ผู้สื่อข่าวถามว่า ในฐานะไทยต้องเป็นประธานการประชุมอาเซียนปี 2562 จะร่วมขับเคลื่อนและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์อย่างไรบ้าง พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ยังไม่ได้ร่วมพูดคุยกัน แต่หากหัวข้อดังกล่าวเกี่ยวข้องกับทุกประเทศอาเซียนก็จะนำเรื่องสู่การประชุมสุดยอดอาเซียน เพื่อปรับปรุงสถานการณ์การค้ามนุษย์ให้ดีขึ้นทั้งอาเซียน ทั้งนี้ แม้กระทรวงการต่างประเทศจะปรับสถานะการปราบปรามการค้ามนุษย์ของไทยจะขึ้นไปจากระดับเทียร์ 2 เฝ้าระวังเป็นพิเศษ เป็นระดับเทียร์ 2 ปกติแล้วก็ตาม แต่ไทยจำเป็นต้องช่วยเหลือประเทศอื่นที่ยังประสบปัญหาอยู่ด้วย
          'สมคิด'ชี้ให้มั่นใจศก.โตดี
          เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ที่โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค๊อก นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานมอบรางวัล มันนี่ แอนด์ แบงก์กิ้ง อวอร์ด 2018 จัดโดยวารสารการเงินธนาคาร ว่าขณะนี้ไม่มีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจในประเทศ ส่วนด้านต่างประเทศล่าสุดไปเยือนอังกฤษและฝรั่งเศส รวมทั้งฮ่องกง พบว่าสถานะไทยเป็นที่ยอมรับสูง ทั้งในฐานะที่เป็นประเทศไทยและฐานะที่เป็นประเทศสำคัญในอาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่มซีแอลเอ็มวีที ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย ดังนั้นเมื่อดูสถานะเศรษฐกิจและสถานะด้านต่างประเทศ ไทยได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ จึงมีโอกาสสูงมากในอนาคต แต่ที่เหลือขึ้นอยู่กับเราเอง โดยเราต้องร่วมกันปฏิรูปประเทศของเรา เพราะเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง ที่ผ่านมาเรารู้ว่าเราไปไกลได้แค่ไหน แต่ถ้าอยากไปไกลกว่านี้เราต้องเปลี่ยนแปลง
          ทั้งนี้ จากที่ได้ไปเยือนฮ่องกง พบว่าศักยภาพของเขาสูงมาก มีการพัฒนาไซเบอร์พอร์ตทำทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการสร้างผู้ประกอบการใหม่ สตาร์ตอัพใหม่ และเทคโนโลยีใหม่ โดยปีที่ผ่านมา จีนมีผู้ประกอบการใหม่เป็นล้านล้านราย สร้างธุรกิจ การพัฒนาและเทคโนโลยีใหม่ๆ สร้างอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ถ้าเราเปลี่ยนแปลงตัวเองจากประเทศที่มีบริษัทใหญ่ๆ แค่ไม่กี่รายเป็นบริษัทใหม่ ผู้ประกอบการใหม่ การเติบโตของเรายังไปได้อีกไกลมาก
          "ขณะนี้เศรษฐกิจไทยกำลังไปได้ดีมาก เราได้รับการยอมรับสูง ที่เหลืออยู่ที่พวกเรากันเองว่าจะมาช่วยกันเปลี่ยนแปลง อยากได้แรงจากเอกชนมาช่วยกันปฏิรูปเศรษฐกิจให้มีความทันสมัยพร้อมที่จะรับมือกับอนาคตข้างหน้า ถ้าเรามีสิ่งเหล่านี้ เราไม่ต้องกังวล เราสู้ได้ทุกประเทศ" นายสมคิดกล่าว
          เชื่อธปท.คุมการเงินประเทศได้
          ส่วนความผันผวนของตลาดการเงินโลกและสถานการณ์การค้าโลกนั้น นายสมคิดกล่าวว่า ตามที่นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ฐานะการเงินของไทยมีความแข็งแกร่งมาก และ ธปท.คอยตรวจตราอยู่ตลอดเวลา ซึ่งนโยบายดอกเบี้ยโลกที่ปรับขึ้นก็ปรับขึ้นตามสภาพที่ควรจะเป็น แต่เรื่องนี้ไม่ต้องกังวลเพราะ ธปท.ดูแลใกล้ชิดอยู่แล้ว และเราเคยผ่านประสบการณ์ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เชื่อว่าไม่มีคนประมาทแน่นอน ด้านสงครามการค้า ไม่ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นทุกประเทศได้รับผลกระทบเหมือนกันหมด อยู่ที่ว่าเรารู้ว่าเราอยู่ในจุดที่จะได้รับประโยชน์อะไรจากครั้งนี้และจะเจอความเสี่ยงอย่างไรทุกคนดูแลกันอยู่แล้ว ดังนั้นไม่ต้องกังวล
          สำหรับตลาดหุ้นไทยมีขึ้นก็ต้องมีลง ผลจากช่องว่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยไทยและสหรัฐ ทำให้เงินไหลออกไปยังประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า แต่ถ้าเศรษฐกิจไทยแข็งแรง มีจุดโดดเด่นเดี๋ยวเงินก็จะกลับมาเอง ซึ่งการไหลเข้าออกของเงินทุนเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ต้องกังวลไปกว่าเหตุ และอยู่ที่นักลงทุน ต้องบริหารความเสี่ยง ด้านค่าเงินบาทนั้น ช่วงแข็งค่าก็บ่น อ่อนค่าก็บ่น ขณะนี้มองว่ากำลังไปได้ดี