สัมภาษณ์: กฟผ.รุกรับเทคโนโลยี จับมือพันธมิตรลดความเสี่ยงลงทุน

ศิริวรรณ ศรีเอี่ยมจันทร์
          ภายใต้สถานการณ์ของภการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีที่รวดเร็ว (Disruptive Techno logy) ซึ่งเข้ามามีบทบาทต่อภาคพลังงานค่อนข้างมาก ส่งผลให้องค์กรขนาดใหญ่อย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ของประเทศ จำเป็นต้องปรับตัวตามไปด้วย ซึ่งการเข้ามารับตำแหน่งของนายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการกฟผ.คนใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 เป็นต้นมานั้น ถูกภาคส่วนต่างๆ จับตามองว่าจะนำพากฟผ.ไปในทิศทางไหน ภายใต้ยุคเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปของโลก โดยผู้ว่าการกฟผ.ได้ให้สัมภาษณ์ไว้อย่างน่าสนใจ
          จับมือพันธมิตรทำธุรกิจ
          นายวิบูลย์ ชี้ให้เห็นว่า ภายใต้สถานกาณ์ของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้กฟผ.จะต้องปรับตัว ตามเทคโนโลยีให้ทัน และจะต้องสามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้ ซึ่งแนวทางดำเนินงานนั้น จะเน้นการทำธุรกิจร่วมกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน จากที่ผ่านมา กฟผ.เป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด ปัจจุบัน กฟผ.ได้มีการลงนามความร่วมมือกับ 3 หน่วยงานแล้ว ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT และกลุ่มเอสซีจี (SCG) เป็นต้น
          โดยความร่วมมือกับ ปตท.นั้น ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา 5 ด้าน ได้แก่ ด้านธุรกิจเชื้อเพลิง, ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ, โครงสร้างพื้นฐานในต่างประเทศ, ธุรกิจใหม่ และการพัฒนาชุมชนให้ได้รับประโยชน์ร่วมกับ กฟผ.ทั้งนี้ คาดว่ากลางเดือนกรกฎาคม 2561 จะได้เห็นโครงการนำร่องที่ชัดเจนขึ้น
          ส่วนความร่วมมือกับ CAT จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการสื่อสารเป็นหลัก และความร่วมมือกับกลุ่มเอสซีจี จะเกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้าจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนทุ่นลอยน้ำ (โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ) เนื่องจาก กฟผ. มีแผนลงทุนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. จำนวน 11 เขื่อน เป้าอยู่ที่ 1 พันเมกะวัตต์ รวมถึงการร่วมกับพันธมิตรในการนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจี 1.5 ล้านตันต่อปีด้วย
          นอกจากนี้ กฟผ.มีความร่วมมือกับหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อนำนวัตกรรมมาต่อ ยอดพัฒนาองค์กร และเป็นการหาพันธมิตรเพื่อสร้างความแข็ง แกร่งให้กับองค์กรด้วย โดยที่ผ่านมามีความร่วมมือกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ในโครงการวิจัยและพัฒนาแพลตฟอร์มตลาดกลางซื้อขายพลังงานไฟฟ้าแห่งชาติ และจัดทำแผนที่นำทางแพลตฟอร์มดิจิตอลการไฟฟ้าแห่งชาติ หรือ NETP ส่งเสริมการบูรณาการ การจัดทำโครงการวิจัยและพัฒนาร่วมกันของรัฐวิสาหกิจเพื่อตอบสนองนโยบายรัฐ พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมพลังงานในอนาคต
          ปรับองค์กรให้กระชับ
          นายวิบูลย์ กล่าวอีกว่า การปรับโครงสร้างองค์กรตามการศึกษาของทางบริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์สฯ (PwC) ซึ่งเป็นที่ปรึกษานั้น ก็เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการดำเนินธุรกิจในอนาคตที่เปลี่ยนไป โดย กฟผ.จะต้องปรับตัวให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันกับเอกชนได้ดีขึ้น มีต้นทุนการดำเนินการที่ลดต่ำลง แต่ยืนยันว่าจำนวนพนักงานที่จะลดลงไปในอีก 4-5 ปีข้างหน้าจะไม่ใช้วิธีการปลดหรือเลิกจ้าง แต่มาจากการเกษียณอายุงานตามปกติปีละ 1.2-1.4 พันคน ทำให้พนักงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน 2.2 หมื่นคน ลดลงเหลือประมาณ 1.6 หมื่นคน และจะไม่รับพนักงานเพิ่มซึ่งเมื่อองค์กรเริ่มนิ่ง และรู้ว่ามีบุคลากรส่วนไหนที่จำเป็นจะต้องรับเพิ่มให้สอดคล้องกับโครงสร้างใหม่ จึงจะมีการพิจารณารับเพิ่มเข้ามา
          ดังนั้น การปรับองค์กรในอีก 4-5 ปีข้างหน้าจะมีพนักงานที่เกษียณมาก เป็นจังหวะที่จะปรับองค์กรให้สอดคล้องจำนวนพนักงานที่เหลืออยู่ จึงไม่จำเป็นต้องปรับลดพนักงานด้วยวิธีการอื่นอีก ส่วนจะมีการรับพนักงานใหม่เพิ่มหรือไม่นั้น คงต้องรอการปรับองค์กรให้นิ่งแล้วค่อยมาพิจารณาว่าจะต้องเพิ่มในส่วนใดอีกหรือไม่
          ลงทุนตามแผนพีดีพี
          สำหรับการปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง จะทำให้ กฟผ.ดำเนินการตามภารกิจหลัก คือการสร้างความมั่นคงไฟฟ้าให้กับประเทศได้ดีขึ้น โดยแผนการลงทุน 5 ปีของ กฟผ. จะมีการทบทวนให้สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพีฉบับใหม่) ปัจจุบันทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) อยู่ในระหว่างการดำเนินการ  ซึ่งยังตอบไม่ได้ว่าสัดส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.ในอนาคตจะเหลือเท่าไหร่ จากปัจจุบันมีอยู่ราว 36% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศที่มีอยู่กว่า 4 หมื่นเมกะวัตต์
          อย่างไรก็ตาม ด้วยเทค โนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยมีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากขึ้นนั้น กฟผ.ได้ติดตามเพื่อที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมได้หรือไม่ ขณะเดียวกันก็ต้องวิเคราะห์ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อระบบความมั่นคงของระบบไฟฟ้าอย่างไร เพื่อจะพัฒนาโครงการต่างๆ เพื่อให้การเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียนเป็นไปอย่างราบรื่น เช่น การพัฒนาโครงการระบบส่งไฟฟ้า รองรับพลังงานหมุนเวียนตามแผนพีดีพี พัฒนาระบบส่งไฟฟ้าเชื่อมโยงภูมิภาคต่างๆ ให้เข้มแข็ง พัฒนาระบบสมาร์ทกริดให้การผลิตและจ่ายไฟฟ้ามีเสถียรภาพ รวมทั้งพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน
          "กฟผ.ไม่สามารถประเมินได้ว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าที่เหมาะสมของ กฟผ.ควรอยู่ในระดับใด เพราะต้องขึ้นกับนโยบายของรัฐบาลที่อยู่ระหว่างการจัดทำแผนพีดีพี เบื้องต้นรัฐบาลต้องการให้มีโรงไฟฟ้ามั่นคง ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ไม่อ่อนไหวต่อการเปลี่ยน แปลง และสามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน กฟผ.อยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดของโรงไฟฟ้ามั่นคงดังกล่าว"
          แผนลงทุน 5 ปีของ กฟผ. จะมีการทบทวนให้สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (พีดีพีฉบับใหม่) ของประเทศ

          บรรยายใต้ภาพ 
          วบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย