สหรัฐขวาง"ไชน่า โมบายล์"เข้าตลาด อ้างมีความเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ

 รอยเตอร์ - รัฐบาลสหรัฐฯ เคลื่อนไหวเมื่อวันจันทร์เพื่อขัดขวางบริษัท “ไชน่า โมบายล์” เข้าไปให้บริการในตลาดโทรคมนาคมสหรัฐฯ  แนะนำให้คณะกรรมการกิจการสื่อสารแห่งชาติ ปฏิเสธคำขอของบริษัท เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ  ขณะเดียวกันประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตือนดับเบิลยูทีโอว่า สหรัฐฯ จะดำเนินการบางอย่างหากไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเหมาะสม
          สำนักบริหารข้อมูลและโทรคมนาคมแห่งชาติ (NTIA) ได้ออกแถลงการณ์ทางเว็บไซต์ว่า คณะกรรมการกิจการสื่อสารแห่งชาติ (เอฟซีซี) ควรจะปฏิเสธคำขอของบริษัท ไชน่า โมบายล์ เมื่อปี 2554 ที่จะให้บริการด้านโทรคมนาคมระหว่างสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ
          เดวิด เรดี ผู้ช่วยเลขาธิการด้านสารสนเทศและการสื่อสารของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ กล่าวว่า หลังจากที่ได้เกี่ยวพันกับไชน่า โมบายล์แล้ว  ไม่สามารถคลายความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นต่อการบังคับใช้กฎหมายของสหรัฐฯ และผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของชาติ
          การเคลื่อนไหวของคณะบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เกี่ยวกับไชน่า โมบายล์ มีขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งทางการค้าที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างรัฐบาลวอชิงตันและปักกิ่ง  ซึ่งสหรัฐฯ กำลังจะเก็บภาษีสินค้าจากจีน 34,000 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 6 กรกฎาคมนี้ และคาดว่ารัฐบาลปักกิ่งจะตอบโต้ด้วยภาษีของตนเองเช่นกัน
          ก่อนหน้านี้ ซีทีอี คอร์ป ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมอันดับสองของจีนก็ถูกบีบให้หยุดทำธุรกิจหลัก ๆ ในเดือนเมษายนหลังจากที่สหรัฐฯ ห้ามซัพพลายเออร์ขายชิ้นส่วนให้กับบริษัทเนื่องจากได้ฝ่าฝืนข้อตกลงที่จะกวดขันวินัยของผู้บริหารที่ได้สมคบกันเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการลงโทษของสหรัฐฯ ที่มีต่ออิหร่านและเกาหลีเหนือ  แซดทีอีกำลังอยู่ในกระบวนการที่จะหลุดพ้นจากคำสั่งห้ามของสหรัฐฯ  และได้ประกาศรายชื่อคณะกรรมการชุดใหม่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
          จากข้อมูลของรอยเตอร์ ไชน่า โมบายล์เป็นบริษัทโทรคมนาคมใหญ่สุดของโลกที่มีสมาชิก 899 ล้านคน  บริษัทไชน่า โมบายล์ คอมมิวนิเคชั่นส์ คอร์ป ซึ่งเป็นบริษัทที่รัฐบาลจีนถือหุ้นใหญ่  ถือหุ้นในไชน่า โมบายล์ เกือบ 73% เมื่อดูจากข้อมูลเมื่อเดือนธันวาคม
          ราคาหุ้นไชน่า โมบายล์ ปรับตัวลง 2.6% ในช่วงเช้าวันอังคารและลงไปอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบกว่า 4 ปี
          รามากฤษณะ มารูวาดา นักวิเคราะห์ของไดวา ซีเคียวริตีส์ ในสิงคโปร์ กล่าวว่า ผลกระทบจากคำสั่งเกี่ยวกับธุรกิจของไชน่า โมบายล์ น้อยมากเนื่องจากบริษัทมีรายได้ส่วนใหญ่จากตลาดในประเทศ  และจะต้องดูจังหวะในการตัดสินใจในบริบทของความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ด้วย
          ในคำแนะนำของ NTIA ได้ระบุว่า ได้ประเมินตามประวัติในการทำกิจกรรมด้านข่าวกรองของจีนและการจารกรรมทางเศรษฐกิจที่พุ่งเป้าไปที่สหรัฐฯ  และดูจากทรัพยากรทางการเงินและทางเทคนิคและขนาดของไชน่า โมบายล์
          NTIA ยังระบุว่า ไชน่า โมบายล์ขึ้นอยู่กับการควบคุมอิทธิพลและการแสวงหาผลประโยชน์ของรัฐบาลจีน และการขอให้บริการของบริษัทเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติมากและไม่สามารถยอมรับได้ และมีความเสี่ยงต่อการบังคับใช้กฎหมายในภาวะความมั่นคงของชาติในขณะนี้
          วุฒิสภาสหรัฐฯ และหัวหน้าหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ ได้ออกมาเตือนในเดือนกุมภาพันธ์ว่า จีนกำลังพยายามที่จะเข้าถึงทรัพย์สินทางปัญญาและเทคโนโลยีที่มีความอ่อนไหวของสหรัฐฯ โดยผ่านหลาย ๆ ทาง เช่นผ่านบริษัทโทรคมนาคม
          ในขณะเดียวกันประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาเตือนองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ว่า สหรัฐฯ จะดำเนินการบางอย่างหากไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเหมาะสม  โดยทรัมป์ กล่าวว่า ดับเบิลยูทีโอได้ปฏิบัติต่อสหรัฐฯ อย่างเลวร้ายมากและหวังว่าพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงแนวทาง
          ความเห็นของทรัมป์นี้มีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่สหภาพยุโรปกล่าวว่า ภาษีรถยนต์ของสหรัฐฯ จะทำร้ายอุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐฯ เอง และทำให้เกิดการตอบโต้โดยทันทีและยังมีขึ้นหลังจากที่เว็บไซต์ของแอกซิออสรายงานว่า คณะบริหารทรัมป์ได้เสนอร่างกฎหมายที่จะอนุญาตให้ทรัมป์ขึ้นภาษีได้ตามต้องการและเจรจาอัตราภาษีพิเศษกับบางประเทศได้ ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนสองระเบียบพื้นฐานของดับเบิลยูทีโอ
          ทรัมป์ กล่าวว่า สหรัฐฯ เสียเปรียบในการเป็นสมาชิกดับเบิลยูทีโอ และสหรัฐฯ จะไม่วางแผนใด ๆ ในขณะนี้ แต่หากดับเบิลยูทีโอปฏิบัติต่อสหรัฐฯ ไม่เหมาะสม ก็จะดำเนินการบางอย่างแต่ไม่ได้ชี้แจงรายละเอียด
          เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับความคิดของทรัมป์ กล่าวกับรอยเตอร์ว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้แสดงความปรารถนาเป็นพิเศษที่จะลาออกจากดับเบิลยูทีโอ แต่ก็ไม่ใช่ข้อเสนอที่เอาจริงเอาจัง
          ในเวลาต่อมา ซาราห์ แซนเดอร์  โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า ทรัมป์เน้นแก้ปัญหาการค้าโลก ไม่ใช่จะออกจากองค์กรการค้าที่ได้วางรากฐานระบบการค้าโลกหลังสงครามโลก