3ลูกหนี้รวมแสนล้าน "อาทิตย์"ลั่น!ไร้ปัญหา SCB ปีนี้ตั้งสำรองลดลง NPL รายใหญ่แค่ 1%

“อาทิตย์ นันทวิทยา” ซีอีโอ แบงก์ไทยพาณิชย์ (SCB) ยืนยัน 3 ลูกหนี้รายใหญ่ ทั้ง วินด์ เอนเนอร์ยี, จัสมินฯ และคิง เพาเวอร์ มูลหนี้รวมกว่า 1 แสนล้านบาท ยังเป็นลูกหนี้ปกติ และไม่มีปัญหา พร้อมยืนยันปีนี้ ตั้งสำรองลดลงหรือทรงตัวจากปีก่อน ขณะที่ เอ็นพีแอลรายใหญ่อยู่ระดับ 1% จากเป้าหมายที่จะคุมไว้ไม่ให้เกิน 2%
          นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB เปิดเผยว่า ธนาคารยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของลูกค้ารายใหญ่ทั้ง 3 ราย คือ บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี โฮลดิ้ง จำกัด, บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS และกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ซึ่งลูกค้าทั้ง 3 รายดังกล่าวนับว่าเป็นลูกค้าปกติ
          โดยบริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี โฮลดิ้ง จำกัด ที่ธนาคารปล่อยสินเชื่อให้ประมาณ 3.7 หมื่นล้านบาท ธนาคารยืนยันเป็นการปล่อยสินเชื่อตามโครงการที่บริษัท วินด์ฯ นำมาเสนอ โดยธนาคารจะพิจารณาเรื่องความเสี่ยงตามโครงการต่าง ๆ และการปล่อยสินเชื่อดังกล่าวไม่ได้เป็นการปล่อยสินเชื่อให้เพื่อนำไปซื้อหุ้นตามที่เป็นกระแสข่าว
          “การพิจารณาสินเชื่อของ วินด์ เอนเนอร์ยีฯ นั้นจะดูความน่าจะเป็น ว่าโครงการนั้น ๆ มีโอกาสคืนหนี้ได้มากน้อยแค่ไหนเป็นหลัก รวมถึงการพิจารณาว่ารายได้ที่เกิดขึ้นมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนเช่นกัน และโอกาสของการผลิตไฟฟ้า ซึ่งทางวินด์ฯ จะทยอยขายไฟฟ้าตั้งแต่ปลายปี 2561 ไปถึงต้นปี 2562 ทำให้ไม่มีความน่ากังวล” นายอาทิตย์ กล่าว
          ส่วนกรณีของนายพิชญ์ โพธารามิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS นั้น (วงเงินสินเชื่อ 4.25 หมื่นล้านบาท) นายอาทิตย์ กล่าวว่า ยังเป็นลูกค้าปกติ มีการชำระหนี้เร็วกว่ากำหนด และเม็ดเงินที่คืนมาให้ทางแบงก์ก็มีจำนวนที่เพิ่มขึ้นด้วย
          “JAS ได้รับเงินปันผลจากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมินหรือ JASIF และยังมีกำไรจากผลประกอบการ และมีการจ่ายเงินปันผลจากกำไร ทางเจ้าของ (พิชญ์ โพธารามิก) ก็นำเงินมาคืนหนี้ให้กับธนาคาร” นายอาทิตย์ กล่าว
          ส่วนกรณี กลุ่มคิง เพาเวอร์ (มูลหนี้เกือบ 2 หมื่นล้านบาท) ก็ไม่มีปัญหาเช่นกัน แต่หากแผนงานของคิง เพาเวอร์ ไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมาย หรือไม่ได้รับเลือกเป็นผู้บริหารร้านดิวตี้ฟรี ธนาคารก็ไม่ได้กังวลถึงความสามารถในการชำระหนี้ เนื่องจากบริษัทดังกล่าวมีกระแสเงินสดเพียงพอ
          นายอาทิตย์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีราคาหุ้น SCB มีการปรับตัวค่อนข้างรุนแรงในเมื่อวานก่อนหน้านี้ (25 มิ.ย.) เชื่อว่ามาจากการที่นักลงทุนกังวลเรื่องแผนการลงทุนด้านไอทีที่ใช้จำนวนเงินสูงถึง 4.7 หมื่นล้านบาท เรื่องดังกล่าวธนาคารได้มีการปรับแผนการลงทุนด้านไอทีออกไปในช่วงปี 2562 แทน จากแผนงานเดิมที่ตั้งเป้าหมายให้แล้วเสร็จภายในปีนี้
          “เราแคร์ความรู้สึกนักลงทุน เพราะตอนที่ไปโรดโชว์ก็ได้มีการสอบถามถึงการลงทุนเยอะมาก เพราะมันยังไม่เห็นผล เราก็เข้าใจตรงนี้ดี จึงปรับเปลี่ยนการลงทุนให้มีความเหมาะสม เพราะที่ผ่านมาเร่งมาเยอะจึงต้องผ่อน และระมัดระวัง จากเดิมที่ปีนี้ต้องลงเยอะ ก็ผ่อนปรน กระจาย ๆ ให้มีความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม แผนการลงทุนไอทีจะแล้วเสร็จปี 2562 อย่างแน่นอน” นายอาทิตย์ กล่าว
          นายอาทิตย์ กล่าวว่า หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ธนาคารเห็นการลดลงของ NPL มาตั้งแต่ไตรมาส 1/2561 จนถึงปัจจุบัน และการตั้งสำรองไตรมาส 1/2561 อยู่ที่ 5,000 ล้านบาท โดยปี 2560 ธนาคารตั้งสำรองไป 20,000 ล้านบาท และปี 2561 ก็คาดว่าจะลดลง หรือทรงตัวจากปี 2560
          นอกจากนี้ ธนาคารได้มีการปรับกระบวนการพิจารณาสินเชื่อ โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในเรื่องดังกล่าวเพื่อลดความเสี่ยง และทำให้ผลตอบแทนอยู่ในระดับที่เหมาะสม
          นายวศิน ไสยวรรณ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสูงสุด Corporate Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การปล่อยสินเชื่อรายใหญ่ในครึ่งแรกปีนี้ยังเป็นไปตามเป้าหมาย ทำให้มั่นใจว่าการปล่อยสินเชื่อรายใหญ่ทั้งปี 2561 จะเติบโต 5-6% จากความต้องการใช้สินเชื่อหมุนเวียน ที่เบิกใช้อย่างมากตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้
          ขณะเดียวกัน สินเชื่อภาคเกษตรเติบโตได้ค่อนข้างดี และสินเชื่อสำหรับกลุ่มลูกค้ารับเหมาก่อสร้างก็มีการเติบโตมากเช่นเดียวกัน จากการลงทุนต่าง ๆ ที่ทยอยออกมาในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งทำให้กลุ่มลูกค้ารับเหมาก่อสร้างมีการขอหนังสือค้ำประกันเข้ามาเป็นจำนวนมาก
          ส่วนในครึ่งปีหลัง ธนาคารคาดว่าสินเชื่อรายใหญ่ยังมีทิศทางการเติบโตได้ดี มีปัจจัยหนุนมาจากความต้องการใช้สินเชื่อของโครงการขนาดใหญ่ด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ โดยเฉพาะโอกาสในการปล่อยสินเชื่อโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งได้เปิดให้เอกชนซื้อซองไปเมื่อไม่นานมานี้ โดยธนาคารได้เจรจากับเอกชนที่เข้าไปซื้อซอง โดยที่กลุ่มเอกชนดังกล่าวล้วนเป็นลูกค้าของธนาคาร และเป็นโครงการขนาดใหญ่ ทำให้ธนาคารไม่สามารถรองรับการสนับสนุนสินเชื่อได้ทั้งหมด
          นอกจากนี้ ยังมีการเปิดประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) อีกครั้งในครึ่งปีหลัง ซึ่งธนาคารพร้อมที่จะสนับสนุนสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือทั้ง 3 ราย หากชนะการประมูล ประกอบกับยังมีการกู้ยืมตามเงินกู้โครงการของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังสนับสนุนสินเชื่อประเภทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องแบบห่วงโซ่ ซึ่งเป็นกลุ่มสินเชื่อที่ธนาคารได้ให้ความสำคัญ และเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันการเติบโตของสินเชื่อในปีนี้ด้วย
          ทั้งนี้ ปัจจุบันธนาคารมีพอร์ตสินเชื่อคงค้างของกลุ่มลูกค้ารายใหญ่อยู่ที่ 7.2 แสนล้านบาท โดยกลุ่มธุรกิจที่มีสัดส่วนสินเชื่อมากที่สุดเป็นกลุ่มพลังงาน กลุ่มก่อสร้าง และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ส่วนสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของลูกค้าสินเชื่อรายใหญ่ปัจจุบันอยู่ที่ 1% และธนาคารตั้งเป้าควบคุมไม่ให้เกิน 2%