"เทเลนอร์"งัดแผนฐานปิรามิดรุก3ตลาดเกิดใหม่เอเชีย

กรุงเทพธุรกิจ "เทเลนอร์" ผู้ให้บริการ เครือข่ายไร้สายของนอร์เวย์ ทุ่มเงินลงทุนอย่างหนักในเมียนมา บังกลาเทศ และปากีสถาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการสร้างชื่อเสียงเป็นวงกว้างในตลาดกำลังพัฒนาของเอเชีย
          ในเมืองหนึ่งของรัฐชาน ประเทศเมียนมา ซึ่งติดกับพรมแดนจีน โลโก้ของเทเลนอร์ปรากฏให้เห็นตามหน้าร้านขายมือถือหลายแห่ง คนขับแท็กซี่ วัย 34 ปี เผยกับเว็บไซต์นิคเกอิ เอเชียน รีวิวว่า เครือข่ายเทเลนอร์เร็วกว่าค่ายของรัฐบาลอย่าง "เมียนมา โพสต์ แอนด์ คอมมิวนิเคชันส์" (เมียนมา โพสต์) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการมือถือรายใหญ่ที่สุดของประเทศ
          เทเลนอร์สร้างชื่อเสียงในเมียนมา ในฐานะบริษัทสุดล้ำสมัย โดยได้เปิดบริการ 4จีในเมียนมาก่อนเมียนมา โพสต์ครึ่งปี และเปิดบริการเงินอิเล็กทรอนิกส์(อีมันนี่) อย่างรวดเร็วเช่นกัน เมื่อเดือนธ.ค. ที่ผ่านมา เทเลนอร์ ระบุว่า จะซื้อคลื่นความถี่จากรัฐบาลมูลค่า 80 ล้านดอลลาร์ อันเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์สร้างความแตกต่างด้วยเครือข่ายความเร็วสูง
          ด้วยจำนวนประชากรเพียง 5 ล้านคน ในประเทศบ้านเกิดอย่างนอร์เวย์ บริษัทเทเลคอมรายนี้จึงสนใจประชากรที่กำลังเพิ่มขึ้น ของเอเชียและใช้ในการกระตุ้นการเติบโตของตน ปัจจุบัน เทเลนอร์มีการดำเนินงานใน 5 ประเทศเอเชีย การเติบโตในภูมิภาคได้รับแรงหนุนจากบรรดาประเทศเศรษฐกิจ กำลังพัฒนาอย่างบังกลาเทศ ปากีสถาน และเมียนมา ซึ่งใน 3 ตลาดเหล่านี้ เทเลนอร์มีฐาน ผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น 4 เท่ามาอยู่ที่รวม 130 ล้านคน ใน 10 ปี
          นอกจากนั้น เทเลนอร์ยังได้กำไรจากการดำเนินงาน 9,590 ล้านโครน (1,170 ล้านดอลลาร์) ใน 3 ประเทศดังกล่าวในช่วง 1 ปีนับถึงสิ้นเดือนธ.ค. 2560 หรือคิดเป็นสัดส่วน 36% ของผลกำไรทั้งหมดของกลุ่มบริษัท
          ยักษ์เทเลคอมนอร์เวย์ได้ปรับใช้ยุทธศาสตร์ "ฐานปิรามิด" โดยลดต้นทุนคงที่ ด้วยการจ้างฝ่ายบริการลูกค้าและสถานีฐาน จากภายนอกองค์กร เพื่อให้ได้ค่าบริการราคาถูก ปัจจุบัน เทเลนอร์มีค่าบริการ โทรออกถูกที่สุดในเมียนมา อยู่ที่ 10 จ๊าด (1 เซนต์) ต่อนาที
          ในบังกลาเทศ รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้ 1 คน ของเทเลนอร์ เท่ากับเพียงประมาณ 2 ดอลลาร์ต่อเดือน แต่ด้วยจำนวนผู้ใช้งาน 65 ล้านคน ทำให้บริษัทมีผลกำไรจาก การดำเนินงาน 5,100 ล้านโครนเมื่อปีงบการเงิน ที่แล้ว อีกทั้งบังกลาเทศยังกลายเป็น แหล่งทำเงินในเอเชียของเทเลนอร์แซงหน้าไทยและมาเลเซีย โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อ ผู้ใช้ 1 คนสูงกว่า 2 ประเทศดังกล่าวถึง 4 เท่า
          ขณะเดียวกัน เทเลนอร์ยังลงทุน อย่างหนักในโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมในบรรดาประเทศกำลังพัฒนา เพื่อรับมือกับ การเติบโตของประชากรและเครือข่ายที่เร็วขึ้น เจ้าหน้าที่ระดับสูงรายหนึ่งของหน่วยงานท้องถิ่น เผยว่า การลงทุนสะสมในปากีสถาน ซึ่งเทเลนอร์ เข้าสู่ตลาดนี้เมื่อปี 2548 แตะที่ 3,500 ล้านดอลลาร์นับถึงสิ้นปี 2560 ส่วนการลงทุนรวมในเมียนมาทะลุ 2,000 ล้านดอลลาร์แล้วนับตั้งแต่เทเลนอร์เข้าสู่ตลาดเมื่อปี 2557
          ผู้ให้บริการมือถืออย่าง "กรามีนโฟน" ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างเทเลนอร์กับธนาคารกรามีน สถาบันการเงินรายย่อยในกรุงธากา ครองส่วนแบ่ง 45% ในตลาดปากีสถาน และเทเลนอร์ยังเป็นเบอร์ 2 ในปากีสถานและเมียนมา ซึ่งยังไม่มีคู่แข่ง รายใหญ่จากสหรัฐหรือยุโรปเข้าไปปักธง
          ตัวขับเคลื่อนสำคัญของแผนเชิงยุทธศาสตร์ของเทเลนอร์จนถึงปีงบการเงิน 2563 ได้แก่ การเติบโต ความมีประสิทธิภาพ และการจัดลำดับความสำคัญ และบริษัท ยังประกาศชัดว่า จะให้ความสำคัญกับตลาดในวงแคบลง
          เทเลนอร์ยังใช้กลยุทธ์นี้ก่อนออกจากตลาดอินเดียเช่นกัน ตลาดดังกล่าวเคยมีการแข่งขันสูงมากด้วยจำนวนผู้เล่นที่แข่งกัน ชิงส่วนแบ่งตลาดกว่า 10 ราย แต่หลังจาก "รีไลแอนซ์ จิโอ อินโฟคอมม์" บริษัทลูกของ "รีไลแอนซ์ อินดัสทรีส์" ยักษ์ใหญ่ของอินเดียเข้าสู่ตลาดเมื่อเดือนก.ย. 2559 และเริ่มเสนอค่าบริการราคาถูก ก็ทำให้สงครามราคาลดความดุเดือดลง
          สุดท้าย เทเลนอร์ขายธุรกิจในอินเดีย ให้กับ "ภาตี แอร์เทล" ผู้นำตลาดเมื่อเดือนก.พ. 2560 หลังจากเข้าสู่ตลาดนี้ได้ 10 ปี และในเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา เทเลนอร์ประกาศว่าจะออกจาก ตลาดยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกเช่นกัน
          ขณะนี้ ยักษ์ใหญ่จากนอร์เวย์กำลัง เดิมพันอนาคตกับบังกลาเทศ ปากีสถาน และเมียนมา แต่เทเลนอร์ก็ยังหายใจได้ไม่ทั่วท้อง ในตลาดกำลังพัฒนาของเอเชีย เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. บริษัทลูกของเวียดเทล ซึ่งอยู่ในการ ควบคุมของกองทัพเวียดนาม ประกาศ เปิดบริการทั่วประเทศอย่างเป็นทางการในเมืยนมา ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้การแข่งขัน ดุเดือดขึ้น และเทเลนอร์ก็ถอยหลังไม่ได้แล้ว เนื่องจากกำลังโฟกัสตลาดเมียนมา
          เทเลนอร์กระตุ้นการเติบโตด้วยการทำกำไรจากตลาดที่อิ่มตัว และลงทุนเพื่อหากำไร ในตลาดที่กำลังเติบโต อย่างไรก็ตาม ในไทย เครือข่ายของเทเลนอร์ขึ้นชื่อเรื่องความเร็วอินเทอร์เน็ตที่ช้ากว่าคู่แข่ง และยังร่วงจากเบอร์ 2 ของตลาดไปเป็นเบอร์ 3 แทน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่อาจส่งผลเสียต่อรูปแบบธุรกิจของบริษัท
          "โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น" ในเครือเทเลนอร์ สูญเสียผู้ใช้ของตนไป 15% ในช่วง 8 ไตรมาสที่ผ่านมาให้กับคู่แข่ง อย่าง "ทรู คอร์ปอเรชั่น" ซึ่งอยู่ภายใต้ยักษ์ใหญ่เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี)
          การแข่งขันในไทยซึ่งมีสัดส่วนการเป็นเจ้าของมือถือทะลุ 100% กำลังกลายเป็น "สงครามบั่นทอนกำลัง" โดยโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น ต่อกรกับ "แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส" (เอไอเอส) ผู้นำตลาดที่ทำกำไรมหาศาล และทรูซึ่งได้รับการสนับสนุนจากยักษ์ใหญ่เงินหนา ความยากลำบากของบริษัทลูกเทเลนอร์แสดงให้เห็นว่าตลาด ที่อิ่มตัวแล้วแตกต่างกับตลาดที่กำลังพัฒนาในเอเชียอย่างไร