จีนกับ "เป้าหมายลับ" "บดขยี้" ซิลิคอน วัลเลย์

ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของจีนในด้านเทคโนโลยีกำลังเป็นที่จับตา และไม่อาจประมาทศักยภาพได้ เพราะเมื่อดูความเคลื่อนไหวแล้วนี่คือสัญญาณที่บ่งบอกว่าเป็นไปได้ ที่จะไล่ตามทันหรือแซงอเมริกาได้ ความเคลื่อนไหวนี้ถูกตีความว่าเป็น"เป้าหมายลับ" ของจีนที่จะบดขยี้ "ซิลิคอนวัลเลย์" ของอเมริกา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมโลกด้านเทคโนโลยี
          คณะกรรมการวิทยาศาสตร์แห่งชาติอเมริกา ถึงกับออกรายงานว่า จีนกำลังรุดหน้าอย่างรวดเร็วในด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี เห็นได้จากตัวชี้วัดสำคัญหลายประการ ได้แก่ งบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา โดยปี 2558 จีนใช้จ่ายด้านนี้ 4.09 แสนล้านดอลลาร์ ใกล้เคียงกับอเมริกาที่ใช้จ่าย 4.97 แสนล้านดอลลาร์ แต่เมื่อเทียบการเพิ่มขึ้นเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วจีนเพิ่มขึ้นมากกว่าที่ระดับ 18% ต่อปี ส่วนอเมริกาเพิ่มขึ้นเพียงปีละ 4%
          หากจีนยังเพิ่มการใช้จ่ายเพื่อการวิจัยและพัฒนาในอัตรานี้ต่อไป จีนจะแซงอเมริกาในด้านนี้ภายในปีหน้า
          คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ฯระบุด้วยว่า นอกจากนี้จีนยังนำหน้าอเมริกาด้านความสามารถทางวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์ โดยปัจจุบันจีนมีบุคลากรที่จบปริญญาตรีด้านนี้ 22% ส่วนอเมริกามีเพียง 10% อีกทั้งยังมีผู้จบปริญญาเอก 34,000 คน ไม่ห่างจากอเมริกาซึ่งมี 40,000 คน ขณะที่หากวัดในแง่จำนวน บทความวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการตีพิมพ์ แล้ว จีนแซงหน้าอเมริกา โดยจีนมีบทความที่ถูกตีพิมพ์ 18.6% ส่วนอเมริกามีเพียง 17.8%
          ยังมีปัจจัยบ่งชี้อีกหลายประการ ที่แสดงให้เห็นว่าจีนกำลังมาแรง เช่นตามข้อมูลของดาวโจนส์ เวนเจอร์ซอร์ซ (Dow Jones VentureSource) ระบุว่า ส่วนแบ่งของจีนในตลาด "เวนเจอร์แคปิตอล" (venture capital หรือ VC) ซึ่งหมายถึงการร่วมทุนในบริษัทตั้งใหม่ทั่วโลก เพิ่มขึ้น จาก 5% เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เป็น 24% ทำให้อเมริกาซึ่งเคยนำห่างในแง่ของ การเป็นเจ้าตลาด VC เริ่มแผ่วลง และมีเอเชียผงาดขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว ส่งผลให้ภูมิทัศน์ของตลาด VC เปลี่ยนแปลงไป
          โดยปีที่แล้วเอเชียมีเม็ดเงิน VC คิดเป็น 40% ของทั่วโลก ซึ่งมาจากเงินลงทุน ของจีนเป็นหลัก รวมกับชาติอื่น ๆ ในเอเชีย ขณะที่อเมริกามี 44%
          ตามข้อมูลของ CBI Insights ชี้ว่า จีนกำลังไล่กวดอเมริกามาติด ๆ เมื่อวัดจากหลายอย่าง เช่น เงินทุนของบริษัทประเภทยูนิคอร์น (unicorns-กิจการ ตั้งใหม่ที่มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์) โดยปัจจุบันจีนมียูนิคอร์น 62 บริษัท จากทั่วโลก 230 บริษัท ขณะที่ สหรัฐมี 113 บริษัท แต่ในแง่มูลค่า ยูนิคอร์นจีนมีมูลค่า 41% ของทั้งหมด ขณะที่สหรัฐมี 46%
          หันไปดูข้อมูลขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ก็พบว่าปีที่แล้วจีนเบียดญี่ปุ่นขึ้นมาเป็นที่สองของโลกในแง่ของการยื่นขอจดสิทธิบัตร โดยจีนยื่นขอ 48,882 คำขอ ทำให้โดยรวมแล้วในปัจจุบันจีนมีส่วนแบ่งการจดสิทธิบัตร 20% ของทั่วโลก ส่วนอเมริกาที่เป็นอันดับหนึ่งมานานมีสัดส่วน 29% ของทั้งโลก
          การผงาดขึ้นของจีนในด้านเทคโนโลยีได้รับการหนุนส่งจากขนาดตลาด โดยตามข้อมูลของทางการจีนชี้ว่า จีนมีจำนวน ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดในโลก 772 ล้านคน มีผู้ใช้สมาร์ทโฟน 663 ล้านคน อีกทั้งยังมีตลาดอีคอมเมิร์ซใหญ่ที่สุด ในโลกด้วยมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้าน ดอลลาร์ในปีที่แล้ว และยังมีศักยภาพจะเติบโตอีกมาก เพราะสัดส่วนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมดอยู่ที่ 52% สหรัฐอยู่ที่ 88.5%
          แกรี่ ริเชล หุ้นส่วนผู้ก่อตั้งบริษัทฉีหมิง เวนเจอร์ พาร์ตเนอร์ส บอกว่า จีนกำลังแซงหน้าซิลิคอน วัลเลย์ และอีกหลายแห่งสำคัญทั่วโลกในแง่เทคโนโลยี โดยปัจจัยสำคัญก็คือวัฒนธรรมการ สร้างสตาร์ตอัพอย่างเต็มเหนี่ยว, รัฐบาลส่งเสริมภาคส่วนสำคัญ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และมีแหล่งเงินทุนสำหรับ VC มากมาย
          ในช่วงแค่ 10 ปีมานี้ เทคโนโลยีจีนก้าวจาก "ผลิตในจีน" ไปสู่ "ก๊อบปี้ในจีน" และไปสู่ "ประดิษฐ์ในจีน" แต่ในวันนี้แนวโน้มใหญ่ที่น่าจับตาคือ "ก๊อบปี้จากจีน" ซึ่งหมายถึงบริษัทอเมริกันก๊อบปี้นวัตกรรมจีน