จับตากสทช.ปิดจุดอ่อน ปรับเกณฑ์ประมูล1800 ดีแทคพร้อมกลับไปร่วมศก.บอลโลกคึกไม่หยุดร้านโต้รุ่ง-ข้าวต้มยอดพุ่ง

รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดีเดย์ขายซองประมูล 18 มิ.ย. ฝรั่งเศส-จีน-ญี่ปุ่นลุ้นลงทุน 'ปตท.'เล็งจับมือพันธมิตรลงชิงด้วย ร้านข้าวต้มอาหารโต้รุ่งขายคึกคัก ได้อานิสงส์'บอลโลก' ถนนข้าวสารยอดพุ่ง 20%
          ร้านข้าวต้ม-อาหารโต้รุ่งขายพุ่ง5%
          เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน นางลัดดา สำเภาทอง นายกสมาคมการค้าธุรกิจร้านอาหาร เปิดเผยว่า มั่นใจว่าบรรยากาศร้านอาหารคึกคักขึ้นแน่นอน ในช่วงเทศกาลแข่งขันฟุตบอลโลกที่มีการถ่ายทอดสดตลอดการแข่งขัน โดยเฉพาะร้านอาหารโต้รุ่ง หรือร้านข้าวต้มรอบดึก เนื่องจากผู้ชมจะนิยมไปชมการถ่ายทอดแข่งขันฟุตบอลโลกที่ร้านอาหารมากกว่า เนื่องจากมีจอภาพขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันระหว่างรับชมสามารถสั่งอาหารหรือเครื่องดื่มมารับประทานได้ จึงประเมินภาพรวมว่าในช่วง 2 เดือนที่มีการแข่งขันฟุตบอลโลก ยอดขายร้านอาหารจะเพิ่มขึ้น 4-5%
          "ในช่วงนี้เป็นช่วงนาทีทองของร้านอาหาร โต้รุ่ง ผู้บริโภคจะไปรับประทานอาหารพร้อมกับชมการแข่งขันฟุตบอลโลกไปด้วย ระยะเวลาที่นั่งก็นานขึ้น เช่น ร้านดังที่หัวหิน ปกติขายดีอยู่แล้ว ช่วงนี้จะยิ่งคึกคักขึ้น และประเมินว่าร้าน อาหารเอสเอ็มอี (รายย่อย) ในต่างจังหวัดก็ได้รับผลดีเป็นลูกโซ่เช่นกัน เพราะผู้ชมบางส่วนนิยมไปชมการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ร้านอาหารมากกว่ารับชมที่บ้านที่จอโทรทัศน์มีขนาดเล็กกว่า อาจจะไม่สนุก เพราะฉะนั้นผู้ประกอบการจึงต้องเตรียมเรื่องการบริการ การเอาใจลูกค้า และระวังเรื่องลิขสิทธิ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย" นางลัดดากล่าว
          ร้านเหล้าคึกคักยอดขายเพิ่ม20%
          นายสง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคม ผู้ประกอบการธุรกิจถนนข้าวสาร เปิดเผยว่า หลังจากที่ฟุตบอลโลกปีนี้เริ่มแข่งขันนัดแรก บรรยากาศร้านอาหาร ร้านเหล้าคึกคักมาก ยอดขายร้านอาหารถนนข้าวสารในช่วงวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ หรือช่วงวันหยุด (วีกเอนด์) เพิ่มขึ้น 15-20% จากช่วงวีกเอนด์ปกติที่มียอดขาย 200,000-300,000 บาท ขณะที่ยอดขายช่วงวันธรรมดา (วีกเดย์) ยังปกติ โดยเฉพาะคนไทยที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ส่วนยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่คึกคักมากนัก จากปัจจัยช่วงโลว์ ซีซั่นของการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าในเดือนกรกฎาคมนี้บรรยากาศร้านอาหาร ร้านเหล้าผับบาร์จะคึกคักขึ้น เนื่องจากเป็นรอบตัดเชือกที่มีผู้ชมมากกว่าเดือนมิถุนายน
          "หลังจากฟุตบอลโลกเปิดการแข่งขันนัดแรกเมื่อวันที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา พบว่า วีกเอนด์ล่าสุดหรือช่วงวันศุกร์-อาทิตย์ มีนัก ท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะคนไทย ยอดขายร้านอาหารและร้านเหล้า เพิ่มขึ้นชัดเจน 15-20% และประเมินว่าเดือนหน้า (กรกฎาคม) บรรยากาศจะยิ่งคึกคักขึ้นตามรอบการแข่งขัน" นายสง่า กล่าว
          แบงก์สแกนบช.พนันบอลโอนเงินถี่
          ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย รายงานว่า ช่วงเทศกาลฟุตบอลโลก 2561 ยอดขายผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในธุรกิจร้านอาหาร ขายปลีกเครื่องดื่มสุรา และธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น 20% จากช่วงปกติ และคาดการณ์ว่าจะมีเอสเอ็มอีที่ได้รับผลบวกมากกว่า 100,000 ราย ทั้งนี้ ต้องเฝ้าระวังธุรกิจ สีเทาหรือการพนันฟุตบอล โดยข้อมูลการโอนรายย่อยทั้งภายในธนาคารและข้ามธนาคาร (โออาร์เอฟที) พบว่าธุรกรรมที่เข้าข่ายการพนันฟุตบอล เช่น โอนมากกว่า 20,000 ครั้งต่อเดือน เพิ่มสูงขึ้น และมักจะกระจุกอยู่ตามหัวเมืองใหญ่ เช่น ชลบุรี นนทบุรี กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ อย่างไรก็ตาม ธนาคารมีการเฝ้าระวังโดยใช้ข้อมูลการโอนร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อจับธุรกรรมที่เข้าข่ายการพนันฟุตบอลและปิดบัญชีดังกล่าวในทันที
          มั่นใจรถไฟเชื่อมสนามบินคึกคัก
          นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า วันที่ 18 มิถุนายน จะมีการเปิดขายซองร่างขอบเขตการประมูล (ทีโออาร์) รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยาน อู่ตะเภา โดยได้รับรายงานจากคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีซีซี) ว่า มีผู้สนใจจะเข้าซื้อซองประมูลจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีทั้งนักลงทุนชาวไทย ชาวต่างชาติ และเป็นการรวมกลุ่มกันของนักลงทุนชาวไทยและนักลงทุนชาวต่างชาติที่สนใจ ส่วนจะมีกี่กลุ่มจะต้องรอดูความชัดเจนอีกครั้ง โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะเปิดขายซองระหว่าง วันที่ 18 มิถุนายน-9 กรกฎาคมนี้
          แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า เบื้องต้นมีผู้สนใจซื้อซองทีโออาร์ประมาณ 4 กลุ่ม แบ่งเป็นกลุ่มยุโรป อาทิ ฝรั่งเศส ซึ่งรัฐบาลอยู่ระหว่างเตรียมการเยือนเพื่อชักจูงการลงทุนปลายเดือนมิถุนายนนี้ และกลุ่มนักลงทุนเอเชีย อาทิ จีน และญี่ปุ่น ซึ่งนักลงทุนต่างประเทศบางส่วนอาจจะมารวมกลุ่มกับชาวไทย แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าจะมีกลุ่มใดร่วมเป็นพันธมิตรกันบ้าง แต่เชื่อว่ามีนักลงทุนหลายกลุ่มสนใจเข้าร่วมการประมูลอย่างแน่นอน
          ปตท.รอเคาะซื้อซองร่วมประมูล
          แหล่งข่าวจากบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร (บอร์ด ปตท.) มีการหารือถึงประเด็นการซื้อซองทีโออาร์เพื่อเข้าประมูลโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ที่ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า ปตท.จะร่วมกับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC บริษัทย่อยของ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ในการเข้าซื้อซองประมูล ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตัดสินใจ แต่มีโอกาสที่จะร่วมกับพันธมิตรที่เชี่ยวชาญ ดังนั้นต้องรอดูต่อไป
          รายงานข่าวจากอีอีซีแจ้งว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้กำหนดเวลาการขายเอกสารการคัดเลือกเอกชนในวันที่ 18 มิถุนายน-9 กรกฎาคมนี้ ในเวลาทำการ ณ ห้องประชุมฝ่ายโครงการพิเศษและก่อสร้าง โดยเอกสารจะขายชุดละ 1 ล้านบาท รฟท.จะจัดประชุมชี้แจงจำนวน 2 ครั้ง ครั้งแรกใน วันที่ 23 กรกฎาคม และ 24 กันยายน ที่สโมสรรถไฟชั้น 2 การรถไฟแห่งประเทศไทย จากนั้น รฟท.จะจัดให้ผู้ยื่นข้อเสนอได้ดูสถานที่ก่อสร้างของโครงการในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ และเปิดให้ส่งข้อสังเกต ข้อเสนอแนะ หรือคำถามเกี่ยวกับเอกสารการคัดเลือกเอกชน ในวันที่ 10 กรกฎาคม-9 ตุลาคมนี้ และเปิดให้รับซองข้อเสนอในวันที่ 12 พฤศจิกายน โดยผู้ยื่นข้อเสนอต้องยื่นหลักประกันซองพร้อมกับการซื้อซองเอกสารข้อเสนอ มูลค่า 2,000 ล้านบาท และต้องชำระค่าธรรมเนียมการประเมินข้อเสนอให้แก่ รฟท.เป็นจำนวนเงิน 2 ล้านบาท ที่สำนักงานโครงการ แอร์พอร์ต เรลลิงก์ มักกะสัน กำหนดให้เปิดซองผู้ยื่นข้อเสนอวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้
          นักวิชาการแนะตัดออกกฎN-1
          นายสืบศักดิ์ สืบภักดี นักวิจัยด้านโทรคมนาคม ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กรณีไม่มีเอกชนเข้ายื่นคำขอเพื่อเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดขึ้นเมื่อ วันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า กสทช.คงต้องหารือกันว่าหลังจากนี้จะดำเนินการไปทิศทางใด อาจจะพิจารณาถึงการขยายระยะเวลาสำหรับยื่นซองการประมูลออกไปอีกประมาณ 30-60 วัน หรือกระทั่ง 90 วัน และแม้จะมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะไม่มีผู้สนใจเข้าร่วมการประมูลแล้ว แต่ กสทช.ต้องทำหน้าที่ หากไม่ปฏิบัติจะถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หากขยายระยะเวลาแล้วยังไม่มีผู้เข้าร่วมการประมูล หรือพิจารณาแล้วไม่มีผู้เข้าร่วมประมูลโดยสรุปให้ยุติการประมูลครั้งนี้ จึงจะเข้าสู่การปรับหลักเกณฑ์การประมูลใหม่ โดยที่ผ่านมามีข้อกังวลจากหลายฝ่ายถึงเกณฑ์การประมูล อาทิ ราคาตั้งต้นการประมูล 37,457 ล้านบาท ถือว่าสูงเกินไปแม้จะอ้างว่ามาจากราคาประมูลครั้งก่อนที่มีราคาสูง การใช้สูตร N-1 คือถ้ามีผู้เข้าร่วมการประมูล 4 ราย จะประมูล 3 ใบอนุญาต มีผู้เข้าร่วมการประมูล 3 ราย จะประมูล 2 ใบอนุญาต เพื่อให้เกิดการแข่งขัน รวมถึงคลื่นความถี่ที่จะนำมาประมูลทั้งหมดมีจำนวน 45 เมกะเฮิรตซ์ โดยเห็นควรกำหนดขนาดคลื่นความถี่ที่จะประมูลออกเป็น 3 ชุด ชุดละ 15 เมกะเฮิรตซ์ ต่อ 1 ใบอนุญาต
          "หาก กสทช.ยังคงยืนยันว่าราคาตั้งต้นในการประมูลจะไม่ลดลง แต่จะมีการปรับขนาดใบอนุญาตให้เล็กลง ก็อาจจะทำให้เกิดความยืดหยุ่นได้ เนื่องจากเอกชนแต่ละรายมีเงินในกระเป๋าเพื่อใช้ในการประมูลคลื่นความถี่ที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ ในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยส่วนตัวมองว่าการใช้สูตร N-1 ควรตัดออกไปก่อน อย่างไรก็ดี กสทช.ในฐานะองค์กรที่มีหน้าที่ในการจัดสรรคลื่นความถี่มีภารกิจที่สำคัญอีกข้อหนึ่งคือ การทำอย่างไรถึงจะทำให้คลื่นความถี่ที่มีอยู่ในตลาดมีจำนวนมากพอที่จะให้บริการ ซึ่งหากจัดการประมูลครั้งนี้ไม่ได้จะมีผลกระทบตามมาแน่นอน" นายสืบศักดิ์กล่าว
          ชี้รถไฟเร็วสูงไม่ต้องใช้คลื่น900
          นายสืบศักดิ์กล่าวถึงกรณีที่ กสทช.ไม่นำคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ออกมาประมูล โดยให้เหตุผลว่า ป้องกันการรบกวนคลื่นความถี่ต่อระบบคมนาคม ขนส่งทางรางนั้น ไม่เป็นความจริง โดยส่วนตัวมองว่า กสทช.ต้องการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ก่อน เพื่อจูงใจให้เอกชนทั้ง 3 รายเข้าร่วมการประมูลครั้งนี้ก่อน เนื่องจากคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะนำออกมาประมูลเมื่อใด ส่วนที่อ้างว่าจะกระทบต่อระบบคมนาคมขนส่งทางรางนั้น แท้จริงแล้วระบบรถไฟความเร็วสูงสามารถใช้งานคลื่นความถี่ได้หลายคลื่นความถี่ ไม่จำเป็นต้องเป็นคลื่นความถี่ในย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์นี้ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยกระทรวงคมนาคม ไม่เคยระบุว่าต้องการคลื่นความถี่ใดเพียงระบุความกว้างของคลื่นความถี่มาเท่านั้น ซึ่งอาจจะเป็นความถี่ย่าน 800 เมกะเฮิรตซ์ หรือย่าน 450 เมกะเฮิรตซ์ ก็ได้ ทั้งนี้ รถไฟความเร็วสูงในประเทศจีนมีการใช้ขึ้นความถี่ย่าน 450 เมกะเฮิรตซ์
          "หากคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเอกชนอยากได้ เหตุใด กสทช.จึงอ้างถึง รฟท.ต้องการใช้คลื่นความถี่ย่านดังกล่าว ในเมื่อความเป็นจริงการนำคลื่นความถี่ต่างๆ ออกมาประมูล เพื่อให้มีเงินสนับสนุนเข้ารัฐ ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ ซึ่งในคลื่นความถี่ย่านอื่นๆ ก็มีความเหมาะสม และสามารถให้บริการได้เช่นกัน" นายสืบศักดิ์กล่าว
          ไม่เยียวยาดีแทคผู้ใช้4แสนรายวุ่น
          นายสืบศักดิ์กล่าวว่า สำหรับคลื่นความถี่ของบริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด หรือแคท ที่จะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในวันที่ 15 กันยายนนี้ หาก กสทช.มีมติจะไม่มีมาตรการเยียวยา อาจจะส่งผลให้ลูกค้าที่ใช้บริการอยู่ในคลื่นความถี่ย่านดังกล่าว จำนวน 400,000 ราย ได้รับผลกระทบเกิดปัญหาซิมดับ อีกทั้งการที่ กสทช.จะปัดให้เป็นความรับผิดชอบของผู้ประกอบการที่กำลังจะหมดสัมปทานก็จะดูขัดไปจากหน้าที่ รวมถึงผู้ใช้บริการอาจจะเข้าใจได้ว่า กสทช.ไม่ให้การเหลียวแลและช่วยเหลือเท่าที่ควร ซึ่งอาจจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของ กสทช.ในแง่ที่ไม่ดีตามมาได้ ทั้งนี้ ปริมาณคลื่นความถี่ ที่ผู้ประกอบการทั้ง 3 ราย มักจะระบุว่า มีเพียงพอนั้น ความจริงแล้ว เพียงพอสำหรับให้บริการใน 3G และ 4G ซึ่งไม่สามารถรองรับเทคโนโลยี 5G ที่จะเข้ามาในปี 2562 และอาจจะส่งผลให้ก้าวเข้าสู่เทคโนโลยี 5G ล่าช้าออกไป
          'ดีแทค'ย้ำจุดยืนเดิมประมูล1800
          นายนฤพล รัตนสมาหาร ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค เปิดเผยว่า ในเบื้องต้น ดีแทคยังคงเสนอความคิดเห็นต่อหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ตามเดิม ที่ประกอบด้วย 1.ราคาเริ่มต้นการประมูลของการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ให้เหมาะสมเพิ่มขึ้นกับผู้บริโภคในประเทศไทย 2.ขนาดของคลื่นความถี่ที่จะให้อนุญาต โดยการกำหนดใบอนุญาตคลื่นความถี่ ชุดละ 2x5 เมกะเฮิรตซ์ (แทนขนาด 2x15 เมกะเฮิรตซ์) ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมการประมูลสามารถเลือกประมูลจำนวนคลื่นความถี่ที่เหมาะสม ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของผู้ใช้งานแต่ละราย สอดคล้องกับแผนธุรกิจและการลงทุนและยังเป็นการส่งเสริมการแข่งขันในตลาด และ 3.ข้อกำหนด N-1 ในการประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งควรยกเลิก เนื่องจากส่งผลเสียต่อการแข่งขันและผู้ใช้งานในภายหลังประมูล เนื่องจากกฎนี้จะทำให้เกิดสภาวะเสมือนการขาดแคลนคลื่นความถี่จากที่มีอยู่เดิม และผู้เข้าประมูลบางรายอาจถูกจำกัดสิทธิการเข้าประมูล โดยทั้งหมดนี้จะทำให้เกิดการลดการแข่งขันในตลาด และลดโอกาสและทางเลือกของผู้บริโภค
          "ข้อเสนอดังกล่าวที่ดีแทคได้เสนอไปยัง กสทช. เป็นไปตามหลักเกณฑ์การปฏิบัติของสากล และน่าจะเป็นหลักเหตุและผลที่ควรจะนำมาใช้ประเทศไทย ทั้งนี้ การกำหนดราคาตั้งต้นการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ จากราคาประมูลที่สูงสุดจากการประมูลครั้งก่อน ไม่น่าจะเป็นหลักการที่เหมาะสม แต่หากถามว่ามีประเทศอื่นหรือไม่ที่กำหนดหลักเกณฑ์การประมูลที่คล้ายกับหลักเกณฑ์ของ กสทช. ก็มี อาทิ ประเทศอินเดีย ที่มีการกำหนดราคาตั้งต้นการประมูลจากราคาประมูลที่สูงสุดจากประมูลครั้งก่อนเช่นกัน ซึ่งส่งผลให้ไม่มีผู้เข้าร่วมการประมูล" นายนฤพลกล่าว
          ทวงสัญญา'ฐากร'รับปากเยียวยา
          นายนฤพลกล่าวว่า การกำหนดราคาตั้งต้นการประมูลนั้น กสทช.สามารถพิจารณา และขอคำปรึกษาได้จากผู้เชี่ยวชาญ ว่าควรกำหนดราคาตั้งต้นที่เท่าใด ซึ่งจะทำให้ราคาเป็นที่ยอมรับ และได้มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม การกำหนดราคาตั้งต้นครั้งนี้ ทาง กสทช. ทราบดีมาโดยตลอดว่าราคามีความผิดปกติ และไม่ถูกต้อง แต่หากจะมีการกำหนดขึ้นใหม่ ก็อาจจะส่งผลให้มีหลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า กสทช.เอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชน และจะทำให้ภาครัฐได้รับความเสียหาย แต่ในขณะที่หากมีราคาตั้งต้นการประมูลที่สูงจนเกินไป ท้ายที่สุดแล้วผลกระทบ หรือผู้ที่ต้องแบกรับภาระ คือผู้ที่ใช้บริการ นั่นก็คือ ลูกค้าที่ต้องจ่ายค่าบริการที่มีราคาสูงขึ้น
          นายนฤพลกล่าวว่า การเข้าร่วมการประมูล กับเรื่องมาตรการเยียวยา เป็นคนละเรื่องกัน ถึงแม้ดีแทคจะเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมะเฮิรตซ์ ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับการเยียวยา เนื่องจากดีแทคต้องการคุ้มครองผู้ได้รับการบริการ ซึ่งก็เป็นไปตามเงื่อนไขและข้อกำหนดของ กสทช.ที่ได้ระบุไว้ อีกทั้ง เมื่อวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา ดีแทคได้เดินทางไปที่ กสทช. เพื่อยื่นเอกสารของใช้สิทธิการเยียวยา และก็ได้รับการยืนยันจาก นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นอย่างดีว่าดีแทคจะได้รับการเยียวยาอย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นไปตามเงื่อนไข ซึ่งในขณะนั้นก็ทำให้ดีแทคและผู้ได้รับการบริการเกิดความมั่นใจ ว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากการใช้งานคลื่นความถี่ที่กำลังจะหมดสัมปทาน
          หากปรับเกณฑ์พร้อมร่วมประมูล
          "การจะเข้าร่วมการประมูลแต่ละครั้ง ดีแทคจะต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการประมูลเป็นสำคัญ เนื่องจากคลื่นความถี่นั้นๆ จะต้องเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจ และทั้งนี้ ก็ยังไม่ถึงกับปฏิเสธว่าจะไม่เข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งหากทาง กสทช.พิจารณาแล้วมีการปรับหลักเกณฑ์ต่างๆ รวมถึงการกำหนดการขยายระยะเวลาสำหรับการชำระค่าใบอนุญาตออกไป โดยมีจำนวนงวดที่จะต้องจ่ายมากขึ้น ก็เป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากจะส่งผลให้มีเวลาในการบริหารภาระ ค่าใช้จ่าย และก็อาจจะทำให้ตัดสินใจเข้าร่วมการประมูลครั้งนี้" นายนฤพลกล่าว
          นายนฤพลกล่าวว่า ดีแทคพร้อมที่จะจ่ายกำไรทั้งหมดที่เกิดจากการให้บริการอยู่บนคลื่นความถี่ที่จะได้รับการเยียวยาแก่ กสทช.ทั้งหมด เพื่อนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินต่อไป เพียงเพราะดีแทคมีเจตนา คือ ต้องการให้บริการลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องต่อไป ทั้งนี้ แม้ดีแทคจะต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นก็ตาม ก็พร้อมที่จะดูแลลูกค้าอย่างเต็มที่ และดีที่สุด
          "การที่ดีแทคไม่เข้าร่วมการประมูล ไม่ใช่ต้องการได้รับการเยียวยา แต่ดีแทคต้องการจะแสดงจุดยืนที่มีมาตั้งแต่ต้นว่าไม่เห็นด้วยกับกฎกติกาการประมูลครั้งนี้ ที่ไม่เอื้อประโยชน์ และไม่สามารถแข่งขันในราคาตั้งต้นที่สูงขนาดนั้น ทั้งนี้ อยากให้ กสทช.พิจารณาอย่างรอบด้านอีกครั้งถึงมาตรการเยียวยาที่ดีแทคควรจะได้รับ ไม่อยากให้ต้องเข้าใจว่าดีแทคถูกเลือกปฏิบัติ อีกทั้ง กสทช.จะต้องคิดถึงผู้ที่ได้รับการบริการเป็นสำคัญว่าหากไม่ได้รับการเยียวยาครั้งนี้จะเกิดผลกระทบอย่างไร"  นายนฤพลกล่าว
          รายงานข่าวแจ้งว่า นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เตรียมเรียกประชุมภายใน กสทช. เพื่อเร่งหาทางออกการจัดประมูลคลื่นย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ หลังจากไม่มีผู้ประกอบการรายใดยื่นคำขอเพื่อเข้าร่วมการประมูล ในวันที่ 18 มิถุนายนนี้
          จวกรัฐจับปชช.ตัวประกันน้ำมัน
          ที่เคยูโฮม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน กลุ่ม 24 มิถุนายนประชาธิปไตย จัดเสวนา ปัญหาน้ำมันไทยรัฐจับใครเป็นตัวประกัน โดย น.ส.รสนา โตสิตระกูล เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) กล่าวว่า ตอนนี้รัฐจับประชาชนเป็นตัวประกันจากโครงสร้างราคาน้ำมันที่บิดเบือน ตัวอย่างชัดเจนคือ ตอนนี้ไทยมีการส่งออกน้ำมันเป็นอันดับ 2 ของประเทศ แต่เวลาที่ขายคนไทยกลับราคาแพงกว่าราคาส่งออก 2 บาทต่อลิตร เพราะราคาในประเทศอิงจากราคาสิงคโปร์บวกค่าขนส่ง โดยไทยใช้น้ำมันปีละประมาณ 100 ล้านลิตร เมื่อคูณส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นเท่ากับคนไทยต้องจ่ายมหาศาลต่อปี อีกตัวอย่างที่เห็นชัดคือราคาน้ำมันไทยแพงกว่ามาเลเซียทำให้เกิดปัญหาการลักลอบขายน้ำมันมาเลเซียในไทย และเมื่อเทียบกับน้ำมันในประเทศเมียนมาหากอ้างว่าต้นทุนค่าแรงถูกกว่าไทย ข้อนี้ไม่ใช่ เพราะไทยเองยังแพงกว่าบางรัฐของสหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นว่าค่าแรงไม่มีผล
          น.ส.รสนากล่าวว่า ปัจจุบันโครงสร้างราคาน้ำมันจะแบ่งเป็นเนื้อน้ำมันที่คำนวณจากราคาหน้าโรงกลั่น ปัจจุบันพบว่าเบนซิน 95 ณ วันที่ 15 พฤษภาคม ราคาหน้าโรงกลั่นสิงคโปร์ถูกกว่าไทย 0.71 บาทต่อลิตร นอกจากนี้ยังมาจากกองทุนน้ำมัน กองทุนต่างๆ และค่าการตลาด ซึ่งในอดีตรัฐบาลไทยสนับสนุนให้เอกชนตั้งโรงกลั่นในประเทศไทยพร้อมกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นโดยอิงราคาสิงคโปร์ แต่พอเอกชนลงทุนมากกลับไม่ยอมปรับโครงสร้างใหม่ ซึ่งปัจจุบันส่งออกมากถึง 2 แสนล้านบาท และโรงกลั่น อาทิ ไทยออยล์ กำลังจะขยายกำลังผลิต สิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอนว่าคนไทยกำลังถูกจับเป็นตัวประกัน ส่วนประเด็นภาษีสรรพสามิตน้ำมันเข้าใจได้ เพราะรัฐบาลไม่มีวิธีหาเงิน ต้องนำเงินไปใช้ในประชานิยม ขณะที่ประเด็นค่าการตลาด อัตราที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 1.50 บาทต่อลิตร แต่ขณะนี้พบว่าค่าการตลาดเอื้อผู้ค้าน้ำมัน กลับพบว่าน้ำมันอี 85 มีค่าการตลาดสูงกว่า 5 บาทต่อลิตรเลย
          จี้เลิกเก็บเงินเข้ากองทุน
          น.ส.รสนากล่าวว่า สำหรับการเก็บเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หากรัฐบาลยกเลิกราคาจะถูกลงทันที ซึ่งปัจจุบันพบว่าน้ำมันเบนซินมีการเก็บเงินเข้ากองทุนประมาณ 5-6 บาทต่อลิตร ถือว่าแพงมาก และปัจจุบันไม่ว่าราคาน้ำมันจะถูกหรือแพงก็มีการเก็บเงินจากประชาชนส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ดี และมีการนำเงินมาอุดหนุน 2 กลุ่มคือ เอทานอล และโรงกลั่น จนปัจจุบันกลายเป็นภาระบนบ่าของประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งประชาชนเสียสละมาตลอด รัฐบาลควรเสียสละบ้าง ควรยกเลิกกองทุนน้ำมัน
          "สิ่งสำคัญที่สุดของการบิดเบือนราคาพลังงานมาจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ คือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่ให้กลุ่มทุนเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ ทำให้คนไทยต้องบริโภคน้ำมันแพง อย่างไรก็ตามขณะนี้มีข่าวดีสำหรับคนไทยคือกำลังจะได้แหล่งปิโตรเลียม 2 แหล่งกลับมา คือ บงกช และเอราวัณ และใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตหรือพีเอสซี โดยจะกลับมาเป็นของคนไทยปี 2565-2566 ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นจากการต่อสู้ของคนไทยในการแก้กฎหมายรูปแบบการผลิต แต่มีสิ่งที่ต้องจับตาคือ รัฐบาลกำลังจะให้เอกชนผลิตนานถึง 36 ปี" น.ส.รสนากล่าว
          'อนาคตใหม่'ร่วมจี้เลิกกองทุนน้ำมัน
          นายคริส โปตระนันทน์ ผู้จดจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบันราคาน้ำมันของไทยแพงมาจากการส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมัน โดยมีการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาเอทานอล อ้างว่าช่วยเกษตรแต่หากพิจารณาจริงๆ จะพบว่าเอื้อเอกชน และทำให้คนไทยต้องใช้เอทานอลราคาสูงถึง 23 บาทต่อลิตร ขณะที่ต่างประเทศราคาประมาณ 16 บาทต่อลิตร โดยปี 2560 ไทยใช้เอทานอล 4 ล้านลิตรต่อวัน และขายแพงกว่าตลาดโลก 7 บาทต่อลิตร คิดเป็นมูลค่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี เงินนี้ไม่ควรให้ประชาชนรับภาระ ซึ่งรัฐได้สนับสนุนแบบนี้มา 20 ปีแล้ว แต่ผู้ผลิตก็ยังไม่สามารถทำราคาแข่งขันกับต่างประเทศได้ และอนาคตหากผลิตเอทานอลหลัก 10 ล้านลิตรต่อวัน ภาระจะตกกับประชาชนมากขึ้น
          "ทราบว่าการเก็บเงินกองทุนน้ำมันก็เพื่อให้ประชาชนลดการใช้น้ำมันเพื่อลดภาวะโลกร้อน เรื่องนี้รับฟังได้ แต่ก็ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างสิ่งแวดล้อมกับปากท้องประชาชน อย่างไรก็ตามหากเลิกกองทุนน้ำมันตอนนี้ไม่เสียหายเงินที่มีอยู่ 3 หมื่นล้านบาทมากพอแล้ว" นายคริสกล่าว
          นายคริสกล่าวว่า นอกจากนี้ราคาน้ำมันแพงยังมาจากอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันที่รัฐบาลจัดเก็บมูลค่า 2.2 แสนล้านบาทต่อปี หากรัฐเลิกเก็บภาษีน้ำมันก้อนดังกล่าวจะทำให้ประชาชนมีเงินในมือและเกิดการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจจะเกิดเงินในระบบ 7.3 แสนล้านบาท และเมื่อประชาชนมีการใช้จ่าย รัฐจะเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท เท่ากับว่ารัฐจะสูญเสียรายได้ไปเพียง 1.7 แสนล้านบาท แต่มันคุ้มค่าถ้าจะทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้น
          "สรุปทางออก คือ 1.เลิกภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 2.เลิกกองทุนน้ำมันระยะยาว ช่วงสั้นประชาชนต้องเรียนรู้การใช้น้ำมันตามราคาตลาดโลก และ 3.เอทานอลที่เราอุ้มมา 20 ปี แต่ยังแพงควรเปิดให้นำเข้ามาอย่างเสรี เชื่อว่านำเข้าอยู่ที่ 16 บาทต่อลิตร จากปัจจุบันราคาในประเทศอยู่ที่ 23 บาทต่อลิตร ทั้งนี้หากข้อเสนอผมสุดโต่งเกินไป ยังไงก็ต้องลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และต้องไม่เอื้อเอทานอล" นายคริสกล่าว
          'เพื่อไทย'แนะเลิกอุดหนุนราคา
          ร.ท.สุณิสา ทิวากรดำรง ตัวแทนพรรค เพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นคิดเป็นสัดส่วน 2 ใน 3 ของราคาน้ำมันทั้งหมด ที่เหลือ 1 ใน 3 มาจากภาษีสรรพสามิต กองทุนน้ำมัน ภาษีมูลค่าเพิ่ม และอื่นๆ ดังนั้นอยากให้ประชาชนทำความเข้าใจว่าองค์ประกอบราคามาจากอะไร ทั้งนี้อยากให้เลิกอุดหนุนราคาน้ำมันจนเกิดสถานการณ์ช็อกตลาด ราคาน้ำมันแพงขึ้น เชื่อว่าจะทำให้ประชาชนรับทราบถึงต้นทุนราคาน้ำมันที่แท้จริง ตระหนักถึงการใช้น้ำมันที่ส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อน
          น.ส.มณีรัตน์ มิตรปราสาท ตัวแทนพรรคคนธรรมดาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตอนนี้ประชาชนกำลังได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน เป็นตัวประกันของรัฐ โดยราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นกำลังกระทบต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ล่าสุดรัฐอุดหนุน 2,000 ล้านบาท ให้เกษตรกรผลิตพืชชนิดอื่น แต่ราคาน้ำมันที่แพงก็กระทบต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกรอยู่ดี ขณะที่คนเมืองก็ได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีที่รัฐบาลเก็บ ทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคลธรรมดา ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิตน้ำมัน