PFคาดยอดขายครึ่งแรกโต40% ผนึก 3 พันธมิตร พัฒนา"เพอร์เฟค สมาร์ท ซิตี้"

PF คาดครึ่งปีแรกมียอดขาย 8,800 ล้านบาท โต 30-40% หลัง 5 เดือนแรกทำได้แล้ว 7,500 ล้านบาท ล่าสุดจับมือ 3 พันธมิตร “AIS-ซัมซุง-โมไบค์” พัฒนาโครงการภายใต้แนวคิด “เพอร์เฟค สมาร์ท ซิตี้” นำเครือข่าย NB-IoT มาใช้ในทุกโครงการ
          นายชายนิด อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) หรือ PF เปิดเผยว่า บริษัทคาดในช่วงครึ่งปีแรกจะมียอดขายที่ประมาณ 8,800 ล้านบาท เติบโตประมาณ 30-40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นยอดขายจากคอนโดมิเนียมประมาณ 3,000 ล้านบาท และเป็นยอดขายจากโครงการแนวราบประมาณ 5,000 ล้านบาท ซึ่งสัดส่วนยอดขายในปีนี้จะเข้ามาในช่วงครึ่งปีแรกประมาณ 40% ส่วนที่เหลือจะเข้ามาในช่วงครึ่งปีหลังที่ประมาณ 60%
          “การที่เราร่วมมือกับพันธมิตรต่าง ๆ จะทำให้เราดูน่าสนใจมากขึ้น เพิ่มมูลค่าสินค้า เราจะเน้นพัฒนาสินค้าในระดับบน ซึ่งยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง เรามีเป้าหมายต้องการเป็นผู้นำในตลาดบ้านเดี่ยวราคาแพง ซึ่งปีนี้คาดจะมียอดขายจากตลาดนี้ที่ประมาณ 2,000 ล้านบาท คิดเป็น 20% ของยอดขายรวมทั้งปี และในอีก 3 ปีข้างหน้า (ปี 2563) ยอดขายจะเพิ่มเป็น 4,000 ล้านบาท จากการพัฒนาสินค้าร่วมกับพันธมิตร นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาร่วมทุนกับพันธมิตรเพื่อพัฒนาธุรกิจค้าปลีกอีก 1 ราย คาดในช่วงปลายปีนี้จะเห็นความชัดเจน” นายชายนิด กล่าว
          นายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต กรรมการผู้จัดการ PF เปิดเผยว่า บริษัทมั่นใจรายได้รวมปีนี้จะเติบโตที่ระดับ 20,000 ล้านบาท แบ่งเป็น รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์จำนวน 15,000 ล้านบาท และรายได้จากส่วนอื่น ๆ ในเครือบริษัท เช่น โรงแรม และบริษัทย่อย จำนวน 5,000 ล้าบาท โดยสัดส่วนรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์จะมาจากโครงการบ้านเดี่ยว 50%, โครงการคอนโดมิเนียม 30% และโครงการทาวน์เฮาส์ 20%
          ทั้งนี้ ล่าสุดบริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) ในมือมูลค่ารวมกว่า 5,200 ล้านบาท เป็น Backlog จากโครงการแนวราบ จำนวน 2,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้ในปีนี้ทั้งหมด และเป็น Backlog จากโครงการคอนโดมิเนียม จำนวน 3,200 ล้านบาท ทยอยรับรู้ในปีนี้ประมาณ 1,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้ในปีถัดไป
          ส่วนยอดขาย (Presale) บริษัทยังมั่นใจปีนี้จะทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 17,000 ล้านบาท ซึ่งในช่วง 5 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ค.) ที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายแล้ว 7,500 ล้านบาท โดยในช่วงที่ผ่านมาบริษัทมีการเปิดตัวโครงการใหม่แล้วประมาณ 5-6 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 4,000 ล้านบาท เป็นโครงการแนวราบทั้งหมด
          สำหรับในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่อีกจำนวน 17-18 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 24,000 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการแนวราบประมาณ 14-15 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 20,000 ล้านบาท และเป็นโครงการคอนโดมิเนียมประมาณ 3 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 4,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ในปีนี้บริษัทยังคงมั่นใจจะสามารถเปิดตัวโครงการใหม่ได้ครบตามแผน จำนวน 23 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 28,000 ล้านบาท
          นายวงศกรณ์ กล่าวอีกว่า บริษัทมีการพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี และในยุค 4.0 ซึ่งโลกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล บริษัทมีแนวคิดที่จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการพัฒนาโครงการสู่การเป็น Smart City ภายใต้แนวคิด “เพอร์เฟค สมาร์ท ซิตี้”
          โดยร่วมมือกับพันธมิตร 3 ราย เพื่อนำเครือข่าย NB-IoT เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักในการพัฒนาโครงการ ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC ผู้นำด้านเครือข่ายและเทคโนโลยีดิจิทัล บริษัท ไทยซัมซุงอิเลคโทรนิคส์ จำกัด ผู้นำด้านเครื่องใช้ไฟฟ้า ไอที โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์ ในประเทศไทย และ Head of International Operation (โมไบค์) ผู้ให้บริการเช่าจักรยานรายใหญ่ที่สุด ปัจจุบันมีให้บริการแล้วใน 17 ประเทศ รวมมากกว่า 200 เมือง
          สำหรับ IoT หรือ Internet of Things เป็นนวัตกรรมที่มีบทบาทสำคัญที่จะยกระดับเมืองสู่ Smart City ซึ่งจะเข้ามีสนับสนุน 5 ด้าน ดังนี้ 1.ด้านประหยัดพลังงาน ใช้เพื่อจัดการการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ, 2. ด้านความปลอดภัย ใช้เสริมระบบรักษาความปลอดภัยของโครงการ
          3.ด้านคมนาคม มี Smart Shuttle Service รถรับส่งระหว่างโครงการกับสถานีรถไฟฟ้า ที่สามารถตรวจสอบได้ทั้งตำแหน่งและเวลาที่รถจะมาถึง รวมทั้งยังมี Smart Bike จักรยานสาธารณะอัจฉริยะ, 4.ด้านความสะดวกสบาย ตอบรับไลฟ์สไตล์ดิจิทัลด้วย Smart Appliances และ 5.ด้านการทำงาน มี Co Working Space และ Wifi ฟรีในพื้นที่ส่วนกลาง ที่รองรับการทำงานของคนรุ่นใหม่
          “เราจะนำนวัตกรรมดังกล่าวเข้าไปใช้ในทุก ๆ แบรนด์ของบริษัทที่มีในมือ โดยจะเริ่มจากแบรนด์เมโทรลักซ์ และคาดว่าภายในปี 2562 ทุกโครงการของเราจะมีนวัตกรรม IoT ใช้เหมือนกันทั้งหมด ซึ่งนี่คือจุดแข็งและความแตกต่างจากโครงการของคู่แข่งในตลาด” นายวงศกรณ์ กล่าว