11หุ้นวิ่งรับบอลโลก ประเดิมคิกออฟวันนี้ ซื้อ TRUE-AMARIN-IVL-TKS-CENTEL-MINT

11 หุ้นวิ่งรับ “ฟุตบอลโลก 2018” คิกออฟวันนี้ “TRUE-AMARIN” นำทัพถ่ายทอดสด IVL ดีมานด์ขวดพลาสติกพุ่ง ด้าน TKS คว้างานผลิตบัตรทายผลฟุตบอล ส่วนหุ้น “CENTEL-MINT” ยอดขายอาหารเดลิเวอรี่ KFC-PIZZA พีก
          จากกรณีการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่จะเริ่มต้นการแข่งขันตั้งแต่วันนี้ (14 มิ.ย. 2561) เป็นต้นไป โดยจากการสำรวจกลุ่มหุ้นที่จะได้รับผลบวกในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลกมีอยู่ทั้งหมด 11 หลักทรัพย์ จาก 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1.กลุ่มผู้มีสิทธิถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลผ่านทางช่องทีวีดิจิทัล คือ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE และบริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ AMARIN
          2.กลุ่มค้าปลีก ได้รับผลบวกจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงระหว่างการแข่งขันฟุตบอลโลก เช่น ผู้ประกอบการที่จัดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า ได้แก่ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO และบริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) หรือ ROBINS
          ส่วนผู้ประกอบการด้านอาหารที่มีโอกาสได้รับผลบวก เช่น บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL มีแบรนด์อาหาร KFC โดยดำเนินธุรกิจผ่านทางเซ็นทรัล เรสเตอรองส์ กรุ๊ป และบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT มีแบรนด์อาหาร PIZZA ซึ่งทั้งคู่ถือเป็นอาหารเดลิเวอรี่ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคระดับสูง และบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ในฐานะผู้ประกอบการร้านสะดวกซื้อ 7-11 ที่มีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศไทย
          3.กลุ่มธุรกิจสื่อที่นำเสนอข่าวสารด้านกีฬาโดยตรง เช่น บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) หรือ SPROT 4.บริษัท สยามอินเตอร์มัลติมีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ SMM โดยทั้ง SPORT และ SMM ถือเป็นสื่อกีฬาระดับชั้นนำของไทย มีโอกาสได้รับเม็ดเงินโฆษณามากขึ้น
          4.กลุ่มธุรกิจอื่น ๆ ที่ได้รับอานิสงส์จากการจัดเทศกาลฟุตบอลโลก 2018 ได้แก่ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL รับผลบวกในด้านความต้องการใช้ขวดน้ำพลาสติกสูงขึ้น และบริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ TKS ได้รับงานพิมพ์ไปรษณียบัตรทายผลฟุตบอลโลก
          ด้านนายสมคิด เวคินวัฒนเศรษฐ์ กรรมการผู้จัดการ TKS กล่าวว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2561 จะมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาส 1/2561 โดยส่วนหนึ่งมาจากงานพิมพ์ไปรษณียบัตรทายผลฟุตบอลโลก ซึ่งปัจจุบันในไทยมีดำเนินการอยู่ 3 โรงงาน ซึ่งบริษัทได้มาถึง 2 จาก 3 โรงงาน ประกอบกับบุ๊กรายได้บริษัท ไทยบริติช ซีเคียวริตี้ พริ้นติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TBSP ที่ TKS ถือหุ้นในสัดส่วน 77.80% ตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย. 2561 ที่ผ่านมา จึงส่งผลให้มีการรับรู้รายได้จากทั้งบริษัทเองและ TBSP
          นอกจากนี้ ภาพรวมปี 2561 ยังตั้งเป้ามีรายได้เติบโตประมาณ 7-8% จากปีก่อน โดยจะมีการรับรู้รายได้จากงานในมือ (แบ็กล็อก) ประมาณ 800 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่มีการเติบโต รวมถึงการส่งออกที่ดีขึ้น โดยธุรกิจแพ็กเกจจิ้งเริ่มมีรายได้จากการลงทุนด้านเครื่องจักร คาดจะเริ่มเดินเครื่องได้ในเดือน ส.ค.นี้ และมีรายได้เพิ่มเข้ามาตั้งแต่ไตรมาส 3/2561 ประกอบกับช่วงครึ่งปีหลังจะมีโปรโมชั่นของลูกค้ารายใหญ่ออกมา และปลายปีน่าจะมีกระแสเรื่องการเลือกตั้งที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและวงการธุรกิจสิ่งพิมพ์ได้ดี
          ขณะเดียวกันทางบริษัทยังเติบโตจากบริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX ที่ TKS ถือหุ้นในสัดส่วน 38.51% โดยผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2561 ที่ผ่านมาเติบโตได้ดี ตามอุตสาหกรรมไอที ซึ่งปัจจุบันมีแบรนด์ไอทีกว่า 50 แบรนด์ รวมถึงมีการบริหารจัดการให้กับลูกค้าเพื่อรักษาฐานลูกค้าด้วย
          ส่วนกรณีที่ไม่ซื้อหุ้น TBSP ตามข้อเสนอขายจากนางสาวสุธิดา มงคลสุธี หลังจากที่มีการทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์หุ้น TBSP ไป ทำให้มีสัดส่วนการถือหุ้น 77.80% จึงเพียงพอในการบริหารจัดการ สามารถดำเนินแผนธุรกิจและดำเนินการลงทุนได้แล้ว และไม่จำเป็นที่จะต้องซื้อหุ้น TBSP เพิ่ม
          * เม็ดเงินโฆษณาสะพัดรับบอลโลก
          ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า การแข่งขันกีฬาฟุตบอลโลก 2018 ครั้งนี้ น่าจะได้รับความสนใจจากคนไทยในการรับชมการแข่งขันแบบถ่ายทอดสด โดยมีปัจจัยหนุนมาจากช่วงเวลาการถ่ายทอดสดที่อยู่ในช่วงประมาณ 17.00-03.00 น. ทำให้เหมาะสมต่อการรับชม
          สำหรับช่วงเทศกาลบอลโลก 2018 น่าจะมีเม็ดเงินโฆษณาสะพัดเพิ่มเติมจากในช่วงปกติประมาณ 680 ล้านบาท แบ่งเป็นเม็ดเงินโฆษณาโทรทัศน์ 600 ล้านบาท และเม็ดเงินโฆษณาทางสื่ออื่น ๆ เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโฆษณานอกบ้าน สื่อออนไลน์ ประมาณ 80 ล้านบาท จึงส่งผลให้เม็ดเงินโฆษณาในช่วงฟุตบอลโลก 2018 จะอยู่ที่ประมาณ 7,980 ล้านบาท ขยายตัว 9% จากช่วงปกติ
          นอกจากนี้ คาดว่าเม็ดเงินโฆษณาส่วนใหญ่มาจากการใช้จ่ายงบประมาณโฆษณาของผู้สนับสนุนหลักในการถ่ายทอดสดอย่างเป็นทางการรวม 9 ราย คิดเป็นเม็ดเงินโฆษณา 380 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการใช้งบประมาณโฆษณากระจุกตัวอยู่ในช่วงการถ่ายทอดสดการแข่งขันผ่านช่องโทรทัศน์ที่ได้รับสิทธิ์ถ่ายทอดสดรวม 3 ช่อง
          ขณะที่เม็ดเงินโฆษณาอีกประมาณ 300 ล้านบาท จะมาจากการใช้จ่ายงบประมาณโฆษณาของผู้สนับสนุนการแข่งขันที่เป็นพาร์ตเนอร์กับสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้า Global Brand และผู้ประกอบการธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอื่น ๆ เช่น ร้านอาหาร ขนม เครื่องดื่ม ค้าปลีก เครือข่ายโทรคมนาคม โทรทัศน์ เครื่องเสียง เป็นต้น
          ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูลเพิ่มเติม พบว่า ภาคเอกชนทั้ง 9 องค์กรที่ร่วมลงทุนและให้ความสนับสนุนการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ในครั้งนี้ ได้แก่ 1.บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS 2.บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด
          4.บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF 5.ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK 6.บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 7.บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC 8.บริษัท บางจากคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP และ 9.บริษัท คาราบาวตะวันแดง จำกัด
          * คิกออฟคู่แรกรัสเซีย-ซาอุฯ
          โดยการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 จะเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันนี้ (14 มิ.ย.) ไปจนถึงวันที่ 15 ก.ค. 2561 คิดเป็นระยะเวลารวมทั้งสิ้นประมาณ 1 เดือน มีการถ่ายทอดสดครบทั้ง 64 แมตช์ ซึ่งคู่เปิดสนามรัสเซียในฐานะเจ้าภาพจัดงาน จะพบกับ ซาอุดีอาระเบีย เริ่มการแข่งขันตั้งแต่เวลา 22.00 น. เป็นต้นไป
          ทั้งนี้ ถ่ายทอดสดผ่านทั้ง 3 ช่องทีวีดิจิทัล ได้แก่ ทรูโฟร์ยู ของ TRUE ช่องอมรินทร์ ทีวี ของ AMARIN และช่อง 5 ของสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ซึ่งทั้ง 3 ช่อง ถือเป็นผู้ได้รับสิทธิออกอากาศคอนเทนต์ ส่วนรอบชิงชนะเลิศจะเริ่มต้นแข่งขันในช่วงวันที่ 15 ก.ค. 2561 ตั้งแต่เวลา 22.00 น. เป็นต้นไป
          สำหรับ 32 ทีมชาติที่ผ่านเข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ได้แก่ กลุ่ม A : รัสเซีย (เจ้าภาพ), ซาอุดีอาระเบีย, อียิปต์, อุรุกวัย / กลุ่ม B : โปรตุเกส, สเปน, โมร็อกโก, อิหร่าน / กลุ่ม C : ฝรั่งเศส, ออสเตรเลีย, เปรู, เดนมาร์ก / กลุ่ม D : อาร์เจนตินา, ไอซ์แลนด์, โครเอเชีย, ไนจีเรีย / กลุ่ม E : บราซิล, สวิตเซอร์แลนด์, คอสตาริกา, เซอร์เบีย / กลุ่ม F เยอรมนี (แชมป์เก่า), เม็กซิโก, สวีเดน, เกาหลีใต้ / กลุ่ม G : เบลเยียม, ปานามา, ตูนิเซีย, อังกฤษ / กลุ่ม H : โปแลนด์, เซเนกัล, โคลัมเบีย และ ญี่ปุ่น