กฎหมายคุมเข้มไซเบอร์ "จุดชนวน" ความกังวลธุรกิจ

กรุงเทพธุรกิจ  กฎหมายความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาแห่งชาติเวียดนามเมื่อวันอังคาร (12 มิ.ย.) จุดกระแสความกังวลเกี่ยวกับเสรีภาพในการพูดจากภาคธุรกิจทั้งภายในประเทศและต่างชาติ
          กฎหมายใหม่นี้จะทำให้ทุกกิจกรรมทางไซเบอร์ในเวียดนามอยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงความปลอดภัยสาธารณะ แต่บรรดานักวิจารณ์อ้างว่าจะจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและสร้างอุปสรรคให้กับผู้ให้บริการเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต
          บรรดาธุรกิจต่างชาติอย่าง "กูเกิล" และ "เฟซบุ๊ค" จะต้องเปิดสำนักงานตัวแทนหรือสาขาในเวียดนาม เช่นเดียวกับเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการชาวเวียดนามภายในประเทศภายในระยะเวลาหนึ่ง
          กฎหมายใหม่ทำให้รัฐบาลมีอำนาจควบคุมกลุ่มดิจิทัลต่างชาติมากขึ้น เช่นเดียวกับผู้ใช้ท้องถิ่นที่โพสต์โฆษณาชวนเชื่อ ต่อต้านรัฐบาล หรือข้อมูลที่ปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรง และกระทบความปลอดภัยสาธารณะ หรือเนื้อหาหมิ่นประมาทและใส่ร้ายให้เสียหาย
          บรรดานักวิจารณ์โต้แย้งว่า กฎหมายนี้ ขัดกับพันธสัญญาที่รัฐบาลเวียดนามเคยให้ไว้ เมื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) และข้อตกลงการค้าเสรีเวียดนาม-อียู (อีวีเอฟทีเอ) เช่นเดียวกับ ข้อตกลงความครอบคลุมและก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนการค้าภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (ซีพีทีพีพี) หรือทีพีพีเดิม
          ภายใต้กฎหมายใหม่ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องจะต้องติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ของตนในเวียดนาม อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงซีพีทีพีพีซึ่งเวียดนาม ลงนามเข้าร่วมเมื่อเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา ไม่อนุญาตประเทศสมาชิกบังคับให้บริษัทติดตั้งโครงสร้างพื้นฐานเพื่อแลกกับการเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศได้
          "เรามีข้อสงสัยหลายอย่างและแนะนำให้มีการพิจารณากฎหมายใหม่รอบคอบขึ้น ขอให้เวียดนามปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เราตกลงกันไว้ภายใต้ข้อตกลงทีพีพีเดิม" จอห์น ร็อกโฮลด์ ผู้อำนวยการบริหารประจำนครโฮจิมินห์ของหอการค้าอเมริกันในเวียดนามเผยกับเว็บไซต์นิคเกอิ เอเชียน รีวิว
          เจฟฟ์ เพน กรรมการผู้จัดการของ "เอเชีย อินเทอร์เน็ต โคลิชัน" สมาคมอุตสาหกรรมที่คอยส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายอินเทอร์เน็ตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า เขารู้สึกผิดหวังที่สภาแห่งชาติเวียดนามลงมติรับรองกฎหมายความปลอดภัยทางไซเบอร์
          "เงื่อนไขสำหรับการปรับข้อมูลให้เหมาะ กับท้องถิ่น การควบคุมคอนเทนท์ที่กระทบต่อ เสรีภาพในการพูด และข้อกำหนดสำหรับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น แน่นอนว่าจะบั่นทอนความทะเยอทะยานในการเข้าสู่ยุคการปฏิวัติ อุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ของประเทศเพื่อบรรลุ เป้าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และการสร้างงาน"
          เพน เสริมว่า ข้อกำหนดเหล่านี้จะส่งผลให้เกิดข้อจำกัดขั้นรุนแรงเกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิทัลของเวียดนาม ทำให้บรรยากาศการลงทุนจากต่างประเทศซบเซา และทำลายโอกาสสำหรับธุรกิจท้องถิ่น และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เพื่อสร้างการเติบโตในและนอกเวียดนาม
          เอเชีย อินเทอร์เน็ต โคลิชันประกอบด้วย สมาชิกอย่างเฟซบุ๊ค กูเกิล ลิงค์อิน แอ๊ปเปิ้ล ทวิตเตอร์ ไลน์ และราคูเท็น
          เพนเผยว่า สมาคมหวังที่จะเดินหน้ามีส่วนร่วมเชิงบวกกับรัฐบาลต่อไป และสนับสนุนบรรดาผู้กำหนดนโยบายให้ทำงานเพื่อมุ่งสร้างอนาคตดิจิทัลสำหรับประเทศ
          ก่อนหน้านี้ บริษัทภายในประเทศ ต่างกังวลเกี่ยวกับกฎหมายใหม่เช่นกัน โดยกลุ่มบริษัทไอที 13 รายซึ่งรวมถึงบริษัทท้องถิ่นอย่าง "เอฟพีที" "วีเอ็นจี" และ "โมบิโฟน" เช่นเดียวกับกลุ่มบริษัทต่างชาติ ที่มีผลประโยชน์ในเวียดนามอย่าง "พานาโซนิค" "โตชิบา" และ "ลาซาด้า" ทำจดหมายร่วมกันถึงสภาแห่งชาติเวียดนามเมื่อวันจันทร์ (11 มิ.ย.) เรียกร้องให้มีการเลื่อนการลงมติกฎหมายนี้
          นอกจากนั้น กลุ่มนักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของเวียดนามในช่วงทศวรรษที่ 90 นำโดย "ดั่ง ฮู" แนะนำให้บรรดาผู้กำหนดนโยบายใช้เวลามากขึ้นในการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการแก้ไขและการยกเลิกมาตราที่เป็น ปัญหา ซึ่งจะขัดขวางการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างเสรี เพื่อการศึกษา การสื่อสาร และการทำธุรกิจ อีกทั้งคุกคามความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ และทำให้บริษัทเสี่ยงที่จะละเมิดกฎหมาย
          บางส่วนพุ่งเป้าไปที่กฎหมายความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่มีอยู่ 2 ฉบับ คือ กฎหมาย ความปลอดภัยข้อมูลไซเบอร์ที่ร่างโดยกระทรวงข้อมูลและการสื่อสาร ซึ่งมีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2559 และกฎหมายความมั่นคง แห่งชาติ ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อปี 2548
          อย่างไรก็ตาม รัฐบาลฮานอยยังยืนกรานเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายใหม่ดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นเครื่องมือที่จำเป็นอย่างเร่งด่วน ในการป้องกันชาติจากการโจมตีทางไซเบอร์และดำเนินนโยบายบริหารที่สมบูรณ์และ ถูกจังหวะเวลาของพรรคคอมมิวนิสต์เกี่ยวกับ ความปลอดภัยไซเบอร์
          เฮือง ฟ้วก ผู้อำนวยการกรมความปลอดภัยไซเบอร์ สังกัดกระทรวงความปลอดภัยสาธารณะ กล่าวว่ากฎหมายความปลอดภัยไซเบอร์เป็นสิ่งที่ต้องมีในสถานการณ์ปัจจุบัน และจากข้อตกลงต่างๆ ที่เวียดนามได้ลงนาม เช่น ซีพีทีพีพี ทำให้กฎหมายดังกล่าวจะบังคับใช้เพื่อความมั่นคง ความสงบในสังคม ความเจริญ ทางวัฒนธรรม และความอยู่ดีมีสุขของชุมชนเท่านั้น
          ในจดหมายถึงบริษัทแอ๊ปเปิ้ล กูเกิล เฟซบุ๊ค ไมโครซอฟท์ และซัมซุง แคลร์ อัลการ์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของกลุ่ม สิทธิมนุษยชน "แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล" เรียกร้องให้บริษัทเหล่านี้ดำเนินมาตรการเพื่อปกป้องการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้นอันเป็นผลมาจากกฎหมายใหม่นี้
          เมื่อเดือนพ.ค. สมาคมการสื่อสารดิจิทัล เวียดนาม คาดการณ์ว่า เมื่อกฎหมายความปลอดภัยทางไซเบอร์ฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้ อาจทำให้จีดีพีของเวียดนามลดลง 1.7% และส่งผลให้การลงทุนจากต่างประเทศลดลง 3.1%