ยื่นประมูลคลื่นใหม่ พลิกโฉมแข่งขันกลุ่มสื่อสาร

รมย์รัมภา เริ่มรู้

          นับถอยหลังกันแล้วสำหรับการยื่นเอกสารเพื่อเข้าประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ เกิดขึ้นในวันที่ 15 มิ.ย. นี้ ตามกรอบระยะเวลา ซึ่งทางคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. จะประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติ 29 มิ.ย. 61 และเปิดประมูลในวันที่ 4 ส.ค. 61 โดยแบ่งใบอนุญาตเป็น 3 ชุดๆละ 15 เมกะเฮิรตซ์ ที่ราคาเริ่มต้น 37,457 ล้านบาท มีอายุ 15 ปี
          หนึ่งในผู้ประกอบการ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ได้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่าจะไม่เข้าร่วมการประมูลคลื่นดังกล่าวในรอบนี้ เมื่อทรูออกมาประกาศชัดแบบนี้ทำให้สถานะการเงินของบริษัทดีขึ้นทันที เพราะด้วยภาระหนี้สินเมื่อเทียบกับเงินสดจากการดำเนินธุรกิจไม่เพียงพออยู่แล้ว หากยังก่อหนี้ด้วยการประมูลคลื่นใหม่มาอีกคงไม่แคล้ว ต้องเพิ่มทุนอีกรอบ
          สิ้นปี 2560 ทรูฯ มีกำไร 2,322 ล้านบาท มีหนี้สินระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระ 1 ปี ถึง 30,777 ล้านบาท ขณะที่เงินสดในมือมีอยู่ 18,226 ล้านบาท และเงินสดสุทธิจากการดำเนินงานอยู่ที่ 4,993 ล้านบาท
          หากแต่ทรูฯ มีแหล่งเงินทุนจากการขายสินทรัพย์โครงข่ายเข้ากองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมดิจิทัล ซึ่งล่าสุด พึ่งขายสินทรัพย์เข้ากองทุนไป มูลค่ากว่า 60,000 ล้านบาท จึงช่วยลดภาระการเงินที่ตรึงตัวของทรูฯ ลงไปได้
          ส่วนอีก 2 บริษัทไม่ว่าจะเป็น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC ยังไม่ออกมาแสดงท่าทีอะไรแต่มองได้ว่าทั้งสองบริษัทน่าจะเข้าร่วมประมูลคลื่นในครั้งนี้แน่นอน
          โดยเฉพาะดีแทค ที่พร้อมและมีความต้องการคลื่นมากที่สุดในบรรดาทั้ง 3 ราย ความพร้อมด้านเงินทุนจากปี 2560 มีเงินสด ในมือถึง 26,047 ล้านบาท และมีเงินสดสุทธิจากการดำเนินงาน 27,329 ล้านบาท มีภาระหนี้สินระยะยาวที่กำหนดชำระใน 1 ปี เพียง 2,000 ล้านบาท
          ขณะที่ความต้องการคลื่นดีแทคต้องการมากที่สุดจากที่มีอยู่ทั้งหมด 50 เมกะเฮิรตซ์ แต่จะทยอยหมดอายุสัมปทานไปในปีนี้ เหลือเพียง 15 เมกะเฮิรตซ์ ทำให้ดีแทคต้องเช่าคลื่นจาก บริษัท ทีโอที จำกัด ส่งผลทำให้ดีแทคกลายเป็นผู้ประกอบการที่มีคลื่นในมือมากที่สุดไปแทนที่ 60 เมกะเฮิรตซ์ และการมีคลื่นที่เยอะขนาดนี้ทำให้บริษัทจะรุกธุรกิจบรอดแบนด์ ภายในปีนี้อีกด้วย
          ด้านแอดวานซ์ ที่ยังรักษาท่าทีไม่ระบุว่า จะประมูลในครั้งนี้หรือไม่ แทบจะเสมอตัวจะประมูลหรือไม่ประมูลย่อมได้ แต่หากเลือกทางใดมีผลต่อการแข่งขันในตลาด เพราะจะมีผลต่อการมูลค่าประมูลในรอบนี้ ไปด้วย
          บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี วิเคราะห์ ออกเป็น 3 แนวทาง 1.คือมีผู้เข้าประมูล 2 ราย (แอดวานซ์-ดีแทค) จะตอบรับในทางลบจากภาพรวมการแข่งขันที่อาจจะมีขึ้นในวันประมูล 2. ไม่มีผู้ประกอบการเข้ายื่นประมูล บวกต่อราคาหุ้นในกลุ่มสื่อสารเพราะเชื่อว่ากสทช.จะแบ่งคลื่นการประมูลให้เล็กลงจาก 15 เมกะเฮิรตซ์ เป็น 5 เมกะเฮิรตซ์ทำให้ภาระต้นทุนในการประมูลลดลง เป็นบวกกับ ดีแทคมากสุด
          และ3. แบ่งเป็นแอดวานซ์ เข้าประมูลรายเดียวเป็นลบกับ ดีแทค เพราะจะทำให้ฐานลูกค้าเดิมบนคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ลดลง หรือ ดีแทค ยื่นรายเดียวกรณีนี้จะส่งผลบวกกับบริษัทเพราะไม่ต้องกังวลเรื่องต้นทุนที่สูงขึ้นจากการแข่งขัน และยังรักษาฐานลูกค้าเดิมเอาไว้ได้
          บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) คาดการณ์ กรณีแรกดีแทคและแอดวานซ์ เข้าประมูลทั้งคู่ แบ่งเป็นดีแทค ชนะประมูลซึ่งมีความเป็นไปได้มากสุด และมองเป็นบวกทั้ง 2 บริษัท เพราะราคาชนะประมูลสูงกว่าราคาตั้งต้นไม่มาก หรือไม่เกิน 56,000 ล้านบาท กรณีแอดวานซ์ ชนะประมูล มองเป็นลบกับดีแทคจะประสบปัญหาขาดแคลนคลื่น ต่อไป ส่วนแอดวานซ์กระทบ ผลดำเนินงาน ระยะสั้นจะถูกกดดันด้วยต้นทุนที่สูงขึ้นแต่เป็นผลบวกต่อ ทรูฯ
          อย่างไรก็ตามหาก ดีแทค เข้าประมูลเพียงรายเดียว:มองเป็นบวกทั้ง ดีแทคและแอดวานซ์ เพราะกสทช. จะขยายเวลาเปิดรับผู้เข้าร่วมประมูลอีก 30 วัน ถ้าไม่มีผู้เข้าร่วมเพิ่มจะเปิดประมูลโดยเคาะราคาเพิ่ม 1 ครั้ง (75 ล้านบาท) ทำให้ดีแทจะชนะประมูลด้วยราคา 37,532 ล้านบาท
          และ สุดท้าย คือไม่มีผู้สนใจเข้าร่วมประมูล คาดจะเป็นการกดดัน กสทช. ให้พิจารณากฎเกณฑ์ และราคาประมูลใหม่อีกครั้ง