บลจ.กสิกรไทยผุดกลยุทธ์บุกหนักผ่านช่องทางดิจิทัล

ทันหุ้น - บลจ.กสิกรไทย รับมือธุรกิจเปลี่ยนยุค ผุดกลยุทธ์ขยายฐานผ่านช่อง ทางดิจิทัล พร้อมแอพพลิเคชั่นใหม่รองรับ ธุรกิจกองทุนรวม และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวมถึงยังเน้นให้บริการเป็นที่ ปรึกษาการลงทุนผ่านช่องทางดิจิทัลอีกด้วย ล่าสุดยังรักษาอันดับเบอร์ 1 ตลาดกองทุน รวมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
          นายวศิน วณิชย์วรนันต์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด หรือ บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า การที่ธนาคารไม่ได้ขยายจำนวนสาขามากขึ้นอาจกระทบต่อการเสนอขายกองทุนในช่องทางแบงก์ อย่างไรก็จะเห็นได้ว่าสินทรัพย์ รวมถึงฐานลูกค้าของบริษัทไม่ได้ลดลง เนื่องจากการปรับกลยุทธ์มาเน้นขยายธุรกิจผ่านช่องทางดิจิทัล ที่พร้อมกับการให้คำแนะนำแก่ผู้ลงทุนในระบบดังกล่าว (Digital Wealth Advisor)
          ช่องทางดิจิทัลโตแรง
          ช่องทางการลงทุนผ่านดิจิทัลเติบโต มาโดยตลาดทั้งส่วนของภาคอุตสาหกรรม และส่วนของบริษัท โดยในปี 2559 ทั้งอุตสาหกรรมกองทุนรวมมีจำนวนผู้ลงทุนทั้งสิ้น 2,110,529 ราย เป็นการลงทุน ผ่านช่องทางดิจิทัลมีทั้งสิ้น 263,052 ราย เป็นส่วนของ บลจ.กสิกรไทย 65,763 ราย คิดเป็นสัดส่วนที่ 16.15%ของจำนวนลูกค้ากองทุนรวมทั้งหมด
          นายวศิน คาดว่าในปี 2561 อุตสาหกรรมกองทุนรวมมีจำนวนผู้ลงทุนทั้งสิ้น 3,048,425 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางดิจิทัล 1,176,175 ราย เป็นส่วนของ บลจ.กสิกรไทย 267,119 ราย หรือคิดเป็น 60% ของจำนวนลูกค้ากองทุนรวมทั้งหมด ขณะที่เป้าหมายอีก 5 ปีข้างหน้า หรือปี 2566 จะเพิ่มขึ้นเป็น 80% ด้วยจำนวนฐานลูกค้าลงทุนผ่านช่องทางดิจิทัลของบริษัท 800,000 ราย ขณะที่อุตสาหกรรมกองทุนรวมที่ลงทุนผ่านช่องทางดิจิทัลจำนวน 1,700,000 ราย โดยทั้งภาคอุตสาหกรมกองทุนรวม มีผู้ลงทุนทั้งสิ้น 4,000,000 ราย
          เปิดตัวแอพใหม่
          นายวศิน กล่าวต่อไปว่าเพื่อสนับสนุน การเติบโตในช่องทางดิจิทัลจึงต้องพัฒนา แพลตฟอร์มเพื่อรองรับงานบริการ โดย ครึ่งปีหลังบริษัทเตรียมเปิดตัวแอพพลิเคชั่น กองทุนรวม (K-My Funds) พร้อมด้วย แอพพลิเคชั่นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (K-My PVD) โดยเน้นการนำนวัตกรรมเข้ามาบริหาร จัดการพอร์ตการลงทุนของลูกค้า พร้อมทั้งให้คำแนะนำการลงทุนที่เหมาะสมแบบ เฉพาะเจาะจงกับรายบุคคล (Personalize)
          "เราเน้นพัฒนาระบบการให้คำแนะนำ ด้านการลงทุนผ่านช่องทางดิจิทัลและเน้น การทำความเข้าใจลูกค้า โดยลงลึกการเข้าถึงข้อมูลไปในรายบุคคลมากยิ่งขึ้น ซึ่ง บริษัทจะต้องอาศัยนวัตกรรมการวิเคราะห์ ข้อมูลที่ทันสมัยผ่านการใช้ Big Data Analysis เข้ามาช่วยวิเคราะห์เพื่อใช้ในการตัดสินใจลงทุน หรือการสร้างแบบจำลองการลงทุน โดยอาศัยข้อมูลเชิงสถิติต่างๆ มาวิเคราะห์ เพื่อสร้างพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมกับ ความเสี่ยง พร้อมยังช่วยสร้างผลตอบแทน ที่เต็มศักยภาพให้กับผู้ลงทุนทุกรายอย่างทั่วถึงมากขึ้น" นายวศินกล่าว
          งานโตต่อเนื่อง
          ทั้งนี้นายวศิน ยังได้กล่าวถึง ภาพรวมการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปี 2561 ที่ผ่านมา บลจ.กสิกรไทยเติบโตอยู่ที่ 2.5% โดยปัจจุบันมีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) อยู่ที่ 1.34 ล้านล้านบาท โดยแยกเป็นรายธุรกิจในส่วนกองทุนรวม อยู่ที่ 1.02 ล้านล้านบาท  กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 1.95 แสนล้านบาท และกองทุนส่วนบุคคล 1.25 แสนล้านบาท โดยคิดเป็น ส่วนแบ่งการตลาดจำแนกตามธุรกิจอยู่ที่ 20.3%, 17.6% และ 13.9% ตามลำดับ
          โดย บลจ.กสิกรไทย ยังคงครอง ส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ในอุตสาหกรรม กองทุนรวมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นับว่ามีตัวเลขเติบโตสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงต้นปี เมื่อเทียบทั้ง 3 ธุรกิจ โดยเติบโตที่ 12.3 % ขณะที่กองทุนส่วนบุคคล เติบโตที่  7.2 (ข้อมูลจาก AIMC ณ 31 พ.ค.2561)