ลุยขับเคลื่อน "ดิจิทัล ปาร์ค ไทยแลนด์" จุดยุทธศาสตร์ ศูนย์กลางความเจริญอาเซียน

เกรียงไกร บัวศรี : รายงาน
          สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นำทีมสื่อมวลชนไทย-จีน เยี่ยมชม ดิจิทัล ปาร์ค ไทยแลนด์ ตั้งอยู่ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยมี ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดร.ภาสกร ประถมบุตรรองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ให้การต้อนรับพร้อมนำคณะสื่อมวลชน ตระเวนชมพื้นที่เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล  ซึ่งมีอาณาบริเวณกว้างขวางถึง 830 ไร่
          ดร.พิเชฐ กล่าวถึงที่มาของดิจิทัล ปาร์ค ไทยแลนด์ ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลประกาศเมกะโปรเจคท์อีอีซีดิจิทัล เพื่อการ เป็นศูนย์กลางความเจริญในอาเซียน ซึ่งกลุ่มโครงการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่รัฐบาลตั้งใจพัฒนาให้เกิดการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์แบบไร้รอยต่อในภูมิภาค ประกอบด้วย โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง เพื่อเชื่อม 3 สนามบิน คือ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานอู่ตะเภา นับ เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการเชื่อมต่อกับกลุ่ม CLMV จึงเป็นการยกระดับ สนามบินอู่ตะเภาให้เป็นศูนย์กลางและเป็นเมืองการบินของภูมิภาค นอกจากนี้ยังมีโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ส่วนขยาย (มาบตาพุด) และโครงการรถไฟรางคู่ (สถานีมาบตาพุด)
          ดิจิทัล ปาร์ค ไทยแลนด์ ยังถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญทางด้านการสื่อสารความเร็วสูงของไทย เนื่องจากเป็นที่ตั้งของ สถานีดาวเทียม และ สถานีเคเบิลใต้น้ำ ที่เป็นเส้นทางหลักของการเชื่อมไฟเบอร์ ออพติกภายในประเทศกับต่างประเทศได้แก่ ประเทศสิงคโปร์และฮ่องกง เปรียบเสมือน ศูนย์กลางอินเทอร์เน็ต (Internet Hub) ของประเทศใน A(C และหากพิจารณาตามสถานที่ตั้งประเทศไทยถือได้ว่าเป็นจุด ศูนย์กลางของภูมิภาค ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งในการพัฒนาธุรกิจดิจิทัลในพื้นที่อย่างจริงจัง
          ขณะที่ ดร.ภาสกร รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล  กล่าวว่า โครงการดิจิทัล ปาร์ค ไทยแลนด์ เป็นความร่วมมือ ระหว่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) CAT และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ไทย ในการพัฒนาพื้นที่กว่า 830 ไร่  ให้เกิดการลงทุนใน อุตสาหกรรมดิจิทัลจากภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยการกำหนดพื้นที่ใช้งานออกเป็น 3 โซน คือ โซน 1 เป็นพื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัลและศูนย์การเรียนรู้ควบคู่กับการทำงานจริง โซน 2 พื้นที่ลงทุนสำหรับธุรกิจดิจิทัล และโซน 3 พื้นที่อยู่อาศัย ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์และสิ่งอำนวยความสะดวก ฯลฯ
          นอกจากนี้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ยังได้ใช้พื้นที่กว่า  30 ไร่ สร้างสถาบัน ไอโอที (IOT Institute) แห่งแรกของประเทศ ไทย เพื่อเป็นพื้นที่ช่วยส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรม ดิจิทัล พร้อมให้บริการด้านดิจิทัลครบวงจร โดยเน้นหลักการ บูรณาการร่วมกัน โดยนำแนวคิดของพันธ มิตรด้าน ไอโอทีฯ ทั้งจากภายในประเทศและระดับสากล มาเป็นกลยุทธ์ในการผลักดันการส่งเสริมด้วย โดยกลุ่มพันธมิตรหลัก ประกอบด้วย 1. สถาบันการศึกษาและหน่วยงานของภาครัฐ 2. กลุ่มผู้ประกอบการ 3. ภาคเอกชน และ 4. ภาคอุตสาหกรรม
          สำหรับจุดเด่นของสถาบันไอโอทีฯ คือการสนับสนุนการทำกิจกรรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับด้านไอโอทีฯครบวงจร โดยการสร้างอาคารได้นำแนวคิดของการสร้างอาคารแบบดิจิทัล สมาร์ท เน้นหลักการ สนับสนุนอุตสาหกรรมดิจิทัลจากการเชื่อมโยงเครือข่ายด้านสาธารณูปโภคด้านดิจิทัล  ด้านสื่อสาร ด้านเทคโนโลยี ด้านการสร้างเครือข่ายพันธมิตร และด้านนวัตกรรม รวมทั้งการนำกรอบแนวคิดของรูปแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืน ออกแบบอาคารแบบ "กรีน" เพื่อให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
          ทั้งนี้ดิจิทัล ปาร์ค ไทยแลนด์ ของ กระทรวงดิจิทัลฯ  มีอาณาบริเวณติดกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) หรือจิสด้า ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  โดยมี ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เป็นผู้อำนวยการ (สทอภ.) พาคณะสื่อมวลชนเข้าชม อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ ซึ่งในส่วนของจิสด้ามีหลายส่วนงาน ที่จะต้องเชื่อมโยงและพัฒนาร่วมกันกับดิจิทัลปาร์คฯ  เพื่อให้เกิดการต่อยอดทางธุรกิจและอุตสาหกรรมได้อย่างหลากหลาย ด้วยความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี เครื่องมือและกลไกต่างๆ ของทั้ง 2 หน่วยงาน แม้จะต่างกระทรวงกันแต่ก็สามารถบูรณาการงานร่วมกันได้อย่างไม่มีขีดจำกัด สามารถเอื้อประโยชน์ให้กับนักลงทุน ผู้ประกอบการ จากหน่วยงานของภาครัฐและเอกชน เพื่อเปิดประตูบ้านให้กับนักลงทุนได้ขยายฐานมาสู่ประเทศไทยมากยิ่งขึ้น
          ปัจจุบันจิสด้า มีความพร้อมในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะธุรกิจและอุตสาหกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ เช่น การมีศูนย์วิจัยเพื่อพัฒนาเชิง กลยุทธ์และปฏิบัติการด้านการบินและอวกาศ หรือ SOAR ซึ่งมีหน้าที่ในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านการบินและเทคโนโลยีดาวเทียมของไทย  โดยศูนย์ดังกล่าวมีความร่วมมือด้านงานวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมร่วมกับหน่วยงานชั้นนำทั้งภายในประเทศและระดับนานาชาติ อาทิ ระบบวางแผนถ่ายภาพด้วยดาวเทียมสำรวจโลก ระบบวิเคราะห์และบริหารจัดการการจราจรทางอากาศ หรือ GISAVIA รวมถึง การพัฒนาระบบบริหารจัดการกิจกรรมบั้งไฟและโคมลอย หรือบำเพ็ญ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่พัฒนาต่อยอดจากระบบ GISAVIA เป็นต้น
          นอกจากนี้ ยังมีศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบนำทางด้วยดาวเทียมหรือ GiNNo ที่จะเป็นทั้งแหล่งเรียนรู้ แหล่งสร้างแรงบันดาลใจ และจุดเริ่มต้นในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ นักพัฒนานวัตกรรม นักลงทุน นักธุรกิจ จากไทยและต่างประเทศ และเป็นหน่วยที่เชื่อมโยงการใช้ข้อมูล เพื่อให้เกิดธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ด้วยการต่อยอดให้แก่อุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องใช้การระบุตำแหน่งความแม่นยำสูง  นอกจากนี้ ยังจัดให้มีการสาธิตเทคโนโลยีโดยเฉพาะในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และขยายผลต่อไปยังอุตสาหกรรมด้านการคมนาคมขนส่ง การจัดทำแผนที่มีความถูกต้อง การวางผังเมืองและเขตเศรษฐกิจ และการเกษตร อีกด้วย.