"มนุษย์เทค"ยุคดิจิทัล ค่าตัวหลักแสน

ศุภลักษณ์ เอกกิติวงษ์
          แวดวงธุรกิจทุกวันนี้ หันซ้ายก็ "ฟินเทค" หันขวาก็ "บล็อกเชน" ข้างหน้าก็ "คริปโทเคอเรนซี" ข้างหลังก็ "เอไอ" มีแต่เทคโนโลยีรอบตัวไปหมด เพราะเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำพาธุรกิจ องค์กร และประเทศ ก้าวสู่อนาคตใหม่
          อุปสรรคที่สำคัญมากที่สุด คือ การขาดแคลนคนในสาขาเทคโนโลยี และไม่ใช่ขาดแคลนธรรมดา แต่ขาดแคลนอย่างหนัก คิดดูว่าแต่ละองค์กรกำลังพัฒนาแอพพลิเคชั่น หรือบริการใหม่ที่เป็นรูปเป็นร่างมา แต่ในประเทศไทยมีผู้ที่ทำได้น้อยมาก
          เหล่าโปรแกรมเมอร์ทั้งหลาย จึงกลายเป็นมนุษย์ทองคำฝังเพชรที่ถูกแย่งตัวอย่างหนัก
          ตัวอย่าง กิจกรรมที่หลายองค์กร ดินหน้าไปสู่ยุคดิจิทัลที่กำลังคึกคัก ตั้งแต่เรื่องร้อนที่ยังไม่ลงตัว อย่างการระดมทุน "โทเคน" (ICO) โดยใช้ "Cryptocurrency" ซึ่งมีพื้นฐานมาจากเทคโนโลยี "Blockchain"
          การพัฒนาแชทบอท เพื่อตอบคำถามกับลูกค้าทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก ต้องพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ หรือ "AI" ให้ฉลาดล้ำ ซึ่งกว่าเอไอจะฉลาดได้ต้องใช้ "Machine Learning" ให้ระบบเรียนรู้พฤติกรรม คำถาม คำตอบ หลากหลายเป็นร้อยล้านแบบ
          นอกจากนี้ ภาคการเงินการธนาคารที่กำลังปรับเปลี่ยนธุรกิจไปสู่การให้บริการใหม่ที่ทันสมัย ต้องการใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ "Big Data" มาใช้ประโยชน์ในการคิดค้นบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละราย มีระบบการวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูล "Data Analytics"
          ขณะที่คนพัฒนาระบบมีเพียงหยิบมือ จึงไม่แปลกที่รายได้ของคนที่เชี่ยวชาญด้านนี้จะสูงมาก โดยเฉพาะคนที่เก่งในการเขียนโปรแกรม เขียนโค้ด เขียนรหัส ต่างๆ ได้ดี
          นิลทิตา เลิศเรืองศุภกุล หรือ พี่ โอปอล์ ประธานเจ้าหน้าที่กลยุทธ์ บริษัท ไอโครา บริษัทที่ปรึกษาด้านการระดมทุนแบบไอซีโอ กล่าวว่า ปัจจุบันรายได้ของโปรแกรมเมอร์จะแบ่งออกเป็นเทียร์ เด็กจบใหม่ปริญญาตรีจากสาขาที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ เงินเดือนสตาร์ท 2.5 หมื่นบาทขึ้นไป และขยับขยายตามความสามารถ
          ยิ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญการเขียนโปรแกรมแบบเฉพาะทาง เช่น Blockchain Programmer สตาร์ทเริ่มต้น 7-8 หมื่นบาท หากเก่งมากรายได้ปาเข้าไปถึง 3 แสนบาทเลยทีเดียว
          ขณะที่ Data Scientist หรือนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล ก็ขาดแคลนไม่แพ้โปรแกรมเมอร์ เป็นที่ต้องการอย่างมากในแวดวงธนาคาร พบว่ารายได้ของคนในตำแหน่งนี้ก็ 1 แสน บาทอัพเช่นกัน
          สาเหตุที่เงินเดือนของคนกลุ่มนี้สูง ก็สะท้อนถึงการขาดแคลนบุคลากรได้อย่างหนึ่ง ที่ทำให้เกิดการแย่งตัวหนักมาก แทบจะเป็นสงครามย่อมๆ เพราะการจะหัดให้คนธรรมดามาเขียนโปรแกรมเป็นอะไรที่ยากมาก ถ้าไม่มีพื้นฐานมาก่อน
          การจะเพิ่มบุคลากรกลุ่มนี้ ต้องฝากความหวังไว้ที่สถาบันการศึกษาเข้ามารุกอย่างจริงจัง ตั้งหลักสูตรใหม่ขึ้นมาเฉพาะทาง แบบเจาะลึกลงไปในแต่ละด้าน เช่น หลักสูตร บล็อกเชน-โปรแกรมเมอร์ พร้อมใส่เคสเข้าไปให้ทดลองทำจริง
          แซม ตันสกุล กรรมการผู้จัดการ กรุงศรี ฟินโนเวต ตอกย้ำว่า บุคลากรด้านเทคโนโลยีในประเทศไทยนั้นขาดแคลนมหาศาล! ชนิด 10 ต่อ 1 หรือตลาดมีความต้องการ 10 คน แต่ตลาดมีให้แค่ 1 คน ต้องแย่งตัวกันจ้าละหวั่น ซึ่งเป็นปัญหาจากการจัดระบบการศึกษาที่ไม่ได้รองรับการพัฒนาประเทศในอนาคต
          แซม ยกตัวอย่าง จีน ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีชั้นนำของโลก มีจำนวนสตาร์ทอัพจำนวนมาก แต่ก็ไม่ขาดแคลนบุคลากร "Tech Talent" เพราะจีนได้วางแผนเป็นขั้นตอน ตั้งเป้าชัดเจนในการสร้างคนที่มีทักษะด้านเทคโนโลยี 1 ล้านคน และเดินหน้าได้อย่างราบรื่น
          "ไทยตอนนี้มีความต้องการคนประเภทนี้มาก ก็ต้องหาทางออกด้วยการไปจ้างจากต่างประเทศ ทั้งที่อยากจ้างคนไทยมากกว่า แต่ขณะเดียวกันคน ไทยสมองไหลไปต่างประเทศอย่างสหรัฐ เพราะไทยไม่มีบริษัทใหญ่ๆ ที่อยากทำงานด้วย อย่างในอินโดนีเซียบริษัทที่คนรุ่นใหม่อยากทำงานด้วยกลับเป็นสตาร์ทอัพ อย่าง Traveloka บ้านเราไม่มี ต้องครีเอทบริษัทเหล่านี้ขึ้นมา"
          เพื่อแก้ปัญหาคนรุ่นใหม่ไม่อยากทำงานแบงก์ กรุงศรีได้เข้าไปคลุกวงใน ทำให้นักศึกษาหลายคนมีมุมมองต่อธนาคารเปลี่ยนไป จากเดิมเห็นว่ามีขั้นตอนจุกจิกเอกสารเยอะๆ แต่เรานำภาพใหม่ของกรุงศรีที่ต้องการเป็น Tech Bank เปลี่ยนโฉมบริการทางการเงินของธนาคารทำให้นักศึกษารู้สึกสนใจ
          เรื่องการสร้างคน เราพยายามทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยในการพัฒนา
          หลักสูตร ซึ่งได้ฟังแล้วตกใจที่มหาวิทยาลัยบางแห่งลดจำนวนผู้เรียนด้าน Data Science จาก 120 คน เหลือ 80 คน เพราะไม่มีผู้สอน ทั้งที่ตลาดต้องการคนประเภทนี้มาก
          เบื้องต้น กรุงศรี ฟินโนเวต ร่วมกับ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้า
          คุณทหารลาดกระบัง ในโครงการ
          Krungsri Uni Startup KMITL
          Hackathon 2018 ให้นักศึกษา
          ได้ใช้เทคโนโลยีดีพเทค
          เช่น AI Blockchain เพื่อ
          แก้ปัญหาในสถานการณ์
          ต่างๆ รวมทั้งรับนักศึกษาเข้ามาฝึกงานแบบสหกิจ หรือฝึกงานระหว่างภาคการศึกษา ที่มีการเรียน 6 เดือน ทำงาน 8 เดือน จากทั้งเอแบค ธรรมศาสตร์ มาร่วมงานกัน โดยมีพื้นที่ให้ได้ทดลองคิดค้นแก้ปัญหาโดยใช้ข้อมูลจริงของธนาคาร
          ทักษะที่แบงก์ต้องการมาก คือ Data Science วิเคราะห์ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์  วิทย์คอมพิวเตอร์ ที่ถนัดเขียนแอพพลิเคชั่น เป็นกลุ่มวิชาที่อยากเห็นสถาบันการศึกษาเน้นเป็นพิเศษ พร้อมยืนยันว่าเด็กจบด้านนี้มา...เงินดีมาก!!!
          เด็กจบใหม่ด้าน Data Science เงินเดือนสตาร์ท 3 หมื่นบาทขึ้นไป
          หากมีประสบการณ์ในไทย 5 ปี เงินเดือน 1 แสนบาทขึ้นไป
          แต่ถ้ามีประสบการณ์จากต่างประเทศ เช่น สหรัฐ เพียง 1-2 ปี ก็อัพเงินเดือนได้ถึงหลักแสนบาทเช่นกัน
          ส่วนคนที่เป็นโปรแกรมเมอร์ เงินเดือนจะน้อยกว่า Data Science ราว 20% แต่ก็ถือว่าสูงในระดับเดียวกัน