แบงก์ฟันธงฟุตบอลโลก ปลุกธุรกิจ-เงินสะพัด5% คูปองชิงโชคนสพ.คึกคัก

 'บิ๊กตู่'ขอ สนช. 2 ชั่วโมงแจงงบประมาณปี'62 'สมคิด'ตั้งเป้า'5จี'เกิดปี'63  ดึง'หัวเว่ย'ช่วย 3 เรื่อง 'ดีแทค-แคท'หวั่นซิม 1800 ดับ หลังสัมปทานหมด 15 ก.ย. ขอ'กสทช.'เยียวยาพร้อมยกกำไรให้ทั้งหมด 'สปริงนิวส์'จ่อจอดำ 16 มิ.ย.นี้
          'บิ๊กตู่'ขอ2ชม.ร่ายงบปี'62
          เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 2 กล่าวถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2562 ในวันที่ 7 มิถุนายนว่า ได้ให้สมาชิก สนช.ที่ประสงค์อภิปรายเสนอชื่อเข้ามาแล้วไม่ต่ำกว่า 20 คน เบื้องต้นกำหนดเวลาให้สมาชิกอภิปรายได้คนละ 8 นาที ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่จะมาชี้แจงต่อที่ประชุมนั้น ได้รับการประสานว่านายกฯจะมาชี้แจงในเวลา 10.00 น. และขอเวลาชี้แจงไว้ 2 ชั่วโมง
          "การฟังนายกฯชี้แจงที่มาที่ไปของงบประมาณ ความจำเป็นในการทำงบประมาณที่กำหนดไว้ 3 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นงบขาดดุลอยู่ 4.5 แสนล้านบาท ก็ต้องรอฟังท่านจะชี้แจงถึงความจำเป็นอย่างไร เนื่องจากงบประมาณนี้ถูกกำกับโดย พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พ.ศ.2561 ดังนั้นท่านจะได้ชี้แจงว่าการทำงบประมาณได้ปฏิบัติตามตามกฎหมายวินัยการเงินการคลังอย่างไร เช่น การจัดสรรงบลงทุนมาต่ำกว่าร้อยละ 20 รัฐบาลได้ทำตามนี้แล้วหรือยัง ส่วนในช่วงบ่ายจะเปิดให้สมาชิกได้อภิปราย หลังจากนั้นรัฐมนตรีตอบชี้แจง คาดว่าการประชุมจะเสร็จได้ภายในช่วงค่ำวันเดียวกัน" นายสุรชัยกล่าว
          จับตางบประชารัฐโยงเลือกตั้ง
          ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2562 ที่น่าสนใจคือ มาตรา 34 (3) กองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก วงเงินสูงถึง 4 หมื่นล้านบาท ถูกตั้งข้อสังเกตว่าจะถูกนำมาใช้เพื่อเตรียมพร้อมต่อการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 หรือไม่ เนื่องจากมีการเชื่อมโยงกับพรรคพลังประชารัฐ ที่มีนายชวน ชูจันทร์ ผู้จดจัดตั้ง เพื่อนร่วมรุ่นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯด้านเศรษฐกิจ
          ทั้งนี้ ในเอกสารรายการสรุปผลการประชุมรับฟังความคิดเห็น ในส่วนรัฐวิสาหกิจและกองทุน หน้า 31 พบว่ากองทุนประประชารัฐ ถูกปรับลดลงไป 6,000 ล้านบาท ทำให้หน่วยงานที่รับผิดชอบขอให้มีการพิจารณาอีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่าเนื่องจากเป็นการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนโครงการตามนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล เช่น มาตรการส่งเสริมผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หากมีนโยบายที่ต้องสนับสนุนเร่งด่วนอาจจะไม่เพียงพอ ซึ่งทางสำนักงบประมาณได้ชี้แจงว่า ที่ผ่านมาได้มีการเตรียมงบประมาณสำหรับดำเนินการ กองทุนไว้แล้ว ในงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2561 ประมาณ 13,000 ล้านบาท ดังนั้น การดำเนินงานในปี 2562 จะต่อเนื่องจากปี 2561 แต่หากงบไม่เพียงพอสำนักงบได้เตรียมจัดสรรงบจากแหล่งอื่นไว้แล้ว
          'สมคิด'ดึงหัวเว่ยแจ้งเกิด5จีไทย
          ที่โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ หัวเว่ย เทคโนโลยี จัดงานสัมมนาหัวเว่ย เอเชีย-แปซิฟิก อินโนเวชั่น เดย์ ครั้งที่ 4 เรื่อง "สร้างสรรค์นวัตกรรมนำเอเชียแปซิฟิกก้าวสู่ยุคดิจิทัล" ซึ่งภายในงานได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ระหว่างหัวเว่ย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมกันนี้ได้เชิญนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ขึ้นกล่าวปราศรัย โดยมีตัวแทนจากภาครัฐและภาคเอกชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง
          นายสมคิดกล่าวปราศรัยโดยสรุปว่า ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ความตื่นตัวด้านเทคโนโลยีในประเทศมีจำกัดมาก ทั้งๆ ที่กระแสของโลกกำลังมุ่งสู่ดิจิทัล ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ของ หัวเว่ยเป็นจังหวะที่ดีที่สุด เพราะเป็นช่วงที่คนไทยกำลังตื่นตัวมากทีเดียว นอกจากนี้ได้ขอให้หัวเว่ยมาช่วยใน 3 ด้าน คือ 1.การเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบดิจิทัลให้มีความเข้มแข็ง 2.การช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ให้เข้มแข็ง และ 3.การศึกษา ตั้งเป้าจะทำให้ 5จี เกิดในปี 2563 หรือภายใน 2 ปีข้างหน้า ซึ่งได้หารือกับนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และค่ายมือถือเอกชนไว้แล้ว พร้อมทั้งให้การบ้านกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จัดงานเกี่ยวกับ บิ๊กดาต้า จากก่อนหน้าได้จัดงานใหญ่มาแล้ว 2 ครั้งเพื่อปลุกคนไทยให้ตื่นรู้ดิจิทัลมากขึ้น สะท้อนว่าไทยกำลังเข้าสู่เรื่องนี้อย่างเต็มตัวและสานต่อนโยบายสตาร์ตอัพเนชั่น ซึ่งถือเป็นจังหวะดีที่เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวขึ้น มีสำนักเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงธนาคารพาณิชย์ต่างประเมินตรงกันว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้น อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้จึงน่าจะสูงเกิน 4% อย่างแน่นอน ล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) รายงานว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัว แต่ต้องใช้เวลาอีกสักพักเพื่อให้การฟื้นตัวลงถึงเศรษฐกิจรากหญ้า และทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตแบบทั่วถึง ส่วนสาเหตุที่เศรษฐกิจรากหญ้าไม่ดีนั้นเป็นเรื่องของราคาพืชผลทางการเกษตร ซึ่งต่อไปต้องสร้างสินค้าให้มีมูลค่ามากขึ้น (อ่านรายละเอียด น.2)
          หัวเว่ยพัฒนามิเตอร์อัจฉริยะ
          นายกัว ผิง รองประธานกรรมการและประธานกรรมการหมุนเวียนตามวาระของ หัวเว่ย เทคโนโลยี่ เปิดเผยว่า การก้าวไปสู่สมาร์ท ซิตี้ รัฐบาลจะต้องส่งเสริมด้านนวัตกรรม พัฒนาเมืองและอินดัสทรีปาร์ค รวมถึงการบ่มเพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มากขึ้น
          ขณะเดียวกันธุรกิจต่างๆ ต้องพัฒนาด้านอินเตอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที) โอเพ่นแล็บ ซึ่งขณะนี้ประเมินว่าภาคเอกชนก็มีการลงทุนในโครงข่ายเอ็นบี-ไอโอทีแล้ว เพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม ในส่วนของหัวเว่ยเอง ปีที่ผ่านมาได้พัฒนามิเตอร์อัจฉริยะในสมาร์ทซิตี้ โดยตรวจสอบการใช้น้ำ และลดน้ำรั่วไหล ซึ่งผลปรากฏว่าสามารถลดการใช้น้ำจาก 20% เหลือ 11% และในเดือนกรกฎาคมนี้จะพัฒนาโอเพ่นแล็บเพิ่มเติม โดยเฉพาะในด้านนวัตกรรมการใช้ไฟฟ้า
          ดีแทค-แคทขอเยียวยาหวั่นซิมดับ
          นายราจีฟ บาวา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กรและพัฒนาธุรกิจ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค เปิดเผยว่า ในวันที่ 7 มิถุนายนนี้ ดีแทคและบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท จะเดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อขอยืนยันสิทธิเยียวยาในการใช้คลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ต่อไปอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีการประมูลเกิดขึ้น ซึ่งดีแทคมีสิทธิที่จะใช้ตามกฎหมายจนกว่าการประมูลจะเกิดขึ้น พร้อมกันนี้จะยื่นแผนสำหรับคุ้มครองผู้บริโภค โดยมีสาระสำคัญที่มุ่งหมายให้ลูกค้าของดีแทคเกิดความมั่นใจในการใช้งานคลื่นความถี่ที่กำลังจะหมดสัมปทานในวันที่ 15 กันยายน 2561 ว่า จะสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่เกิด ผลกระทบ หรือเหตุการณ์ซิมดับ
          นายราจีฟกล่าวว่า ขณะนี้ดีแทคมีคลื่นความถี่ที่กำลังจะหมดสัมปทานจำนวน 2 คลื่นความถี่ ได้แก่ คลื่นความถี่ย่าน 1800 และ 850 เมกะเฮิรตซ์ แต่อย่างไรก็ดีคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมะเฮิรตซ์ ที่ทาง กสทช.กำหนดกรอบเวลาว่าจะมีการประมูลในวันที่ 4 สิงหาคม 2561 ยังไม่มีการระบุกำหนดเวลาที่ชัดเจนว่าผู้ชนะการประมูลจะสามารถนำคลื่นความถี่ไปใช้งานได้เมื่อใด ดังนั้น ดีแทคจึงยังสามารถใช้คลื่นความถี่ดังกล่าวได้ต่อไป เพื่อให้บริการลูกค้าอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะมีผู้ชนะการประมูลเข้ามาเริ่มใช้งาน ซึ่งเป็นไปตามหลักการของ ทาง กสทช.ที่ระบุเรื่องการประมูลคลื่นความถี่ไว้
          ลั่นพร้อมยกกำไรให้'กสทช.'
          นายราจีฟกล่าวว่า หวังเป็นอย่างยิ่งว่า กสทช.จะพิจารณามาตรการเยียวยาในการใช้คลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ต่อไป ซึ่งเป็นคนละส่วนกับคลื่นความถี่ย่าน 850 เมกะเฮิรตซ์ ที่เชื่อว่าจะได้รับการเยียวยา เนื่องจากไม่มีการนำออกมาประมูล ทั้งนี้คลื่นความถี่ย่าน 850 เมะเฮิรตซ์เป็นความถี่ที่สามารถให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศ เนื่องจากสามารถเป็นคลื่นความถี่ที่ยิงได้ไกล จึงทำให้มีลูกค้าที่อาจจะได้รับผลกระทบหากไม่ได้รับการเยียวยาเป็นจำนวนมาก
          "ดีแทคและแคทพร้อมจะจ่ายกำไรทั้งหมดที่เกิดจากการให้บริการอยู่บนคลื่นความถี่ที่จะได้รับการเยียวยาแก่ กสทช.ทั้งหมด เพื่อนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินต่อไป เพียงเพราะดีแทคและแคทมีเจตนาคือต้องการให้บริการลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องต่อไป ทั้งนี้ แม้ดีแทคจะต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นก็ตาม เราก็พร้อมที่จะดูแลลูกค้าอย่างเต็มที่และดีที่สุด" นายราจีฟกล่าว
          นายราจีฟกล่าวว่า สำหรับการจะจัดประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ของ กสทช.นั้น ดีแทค ยังคงยืนยันข้อเสนอเรื่องหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ตามเดิม คือ 1.ขอให้พิจารณาราคาเริ่มต้นการประมูลของการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ให้เหมาะสมเพิ่มขึ้นกับผู้บริโภคในประเทศไทย 2.ขนาดของคลื่นความถี่ที่จะให้อนุญาต โดยการกำหนดใบอนุญาตคลื่นความถี่ ชุดละ 2x5 เมกะเฮิรตซ์ (แทนขนาด 2x15 เมกะเฮิรตซ์) และ 3.การพิจารณาทบทวนข้อกำหนด N-1 (การกำหนดจำนวนใบอนุญาตที่นำมาประมูลต้องน้อยกว่าจำนวนผู้เข้าร่วมประมูล) เนื่องจากส่งผลเสียต่อการแข่งขันและผู้ใช้งานในภายหลังประมูล
          นายราจีฟกล่าวว่า การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์นี้คงไม่มีผู้เข้าร่วมประมูลที่เป็นรายใหม่ เนื่องจากการประมูลมีต้นทุนสูง แต่หาก กสทช.พิจารณากำหนดขนาดใบอนุญาตให้เล็กลง รวมถึงมีราคาตั้งต้นที่ต่ำลง อาจจะมีคนที่อยากเข้าร่วมการประมูล เพื่อเอาไปตั้งต้นได้ ทั้งนี้ ไม่สามารถตอบได้ว่าจะเข้าประมูลคลื่นความถี่ดังกล่าวหรือไม่ เนื่องจากต้องผลการประมูลบอร์ดอีกครั้ง
          'อสมท'เลิกสัญญา-สปริงนิวส์จอมืด
          นายเขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า อสมท ผู้ให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลแก่ บริษัท สปริงนิวส์ เทเลวิชั่น จำกัด ซึ่งได้ทำสัญญาร่วมกันตั้งแต่ปี 2557 และตั้งแต่กลางปี 2559 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน สปริงนิวส์ได้ค้างชำระค่าเช่าใช้บริการโครงข่ายรวมเป็นเงินกว่า 104 ล้านบาท (รวมค่าปรับตามสัญญาและดอกเบี้ย ตามกฎหมาย : ข้อมูล ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2561) และที่ผ่านมา อสมท ได้มีหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้เป็นระยะเวลานานแล้วแต่สปริงนิวส์ได้ขอขยายเวลาชำระเงินเรื่อยมา โดยอ้างว่าบริษัทอยู่ในช่วงวางแผนเพิ่มทุนและจะทยอยผ่อนชำระหนี้ค่าใช้บริการ แต่ก็ไม่ได้ชำระแต่อย่างใด ฝ่ายบริการและคณะกรรมการ (บอร์ด) อสมท พิจารณาแล้วเห็นว่าหาก อสมท และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไม่พิจารณาดำเนินการใดๆ จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ภาครัฐและอาจถูกร้องในฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้ อสมท จึงได้ขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการ กสทช. เพื่อยุติการให้บริการ โดยคณะกรรมการ กสทช. มีมติเมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา เห็นชอบตามที่ อสมท เสนอ ดังนั้น อสมท จะดำเนินการยุติการให้บริการโครงข่ายแก่สปริงนิวส์ ในวันที่ 16 มิถุนายนนี้ เป็นต้นไป ทั้งนี้ อสมท ได้มีหนังสือแจ้งบริษัทสปริงนิวส์แล้วเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา
          กสทช.หาทางช่วยสปริงนิวส์
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า กสทช.อยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ให้บริการโครงข่ายรายอื่นเพื่อไม่ให้สปริงส์นิวส์ต้องจอดำ เมื่อสปริงส์นิวส์ไม่ชำระค่าบริการ อสมท ต้องยุติสัญญา อย่างไรก็ดี มองในแง่ดีว่าไม่น่าจะถึงขั้นจอดำเพราะยังมีผู้ให้บริการโครงข่ายเหลืออีก 3 ราย
          นายสมบัติ ลีลาพตะ ผู้อำนวยการ สำนักกฎหมายกระจายเสียงและโทรทัศน์ กสทช. เปิดเผยว่า สปริงนิวส์ได้ทำหนังสือถึง กสทช. เพื่อให้ช่วยหาผู้ให้บริการโครงข่ายรายใหม่ให้หากเจรจากับ อสมท ไม่ได้ข้อยุติ โดยสำนักงานจะเสนอบอร์ด กสทช.พิจารณาในสัปดาหน้า
          กสิกรคาดใช้จ่ายบอลโลกโต5%
          นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลบอลโลกเป็นเหตุการณ์พิเศษที่ปกติจะได้รับความสนใจจากประชาชนและมีกลุ่มแฟนบอลที่ติดตามดูการแข่งขันในช่วงต่างๆ สำหรับปีนี้ตารางการแข่งขันเอื้อให้สามารถรับชมได้มากขึ้นเพราะเป็นช่วงเวลากลางคืน รวมทั้งมีการถ่ายทอดผ่านฟรีทีวีด้วย ซึ่งธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องจะมีการจัดโปรโมชั่นกระตุ้นกำลังซื้อทำให้ยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภคขยายตัวเพิ่มมากขึ้นหากเทียบกับช่วงปกติ โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม รวมไปถึงสินค้าที่เกี่ยวกีฬาฟุตบอล เช่น เสื้อ รวมทั้งสินค้าที่ระลึกเกี่ยวกับบอลโลกในปีนี้ด้วย
          "ขณะนี้การบริโภคเท่าที่ดูตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ออกมามีทิศทางที่ปรับดีขึ้น และยังมีทิศทางที่จะขยายตัวได้ต่อ อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่เป็นกังวลคือ ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น อาจจะมีผลต่อกำลังซื้อและการบริโภคได้หากราคาสินค้าปรับขึ้น แต่ขณะนี้ราคาน้ำมันย่อตัวลงแล้วมองว่าไม่น่าจะมีผลกระทบกับการบริโภคมากนัก" นายเชาว์กล่าว
          เสื้อของที่ระลึก-ตัดคูปองคึก
          นางสาววาริธร ศิริสัตยะวงศ์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าปีนี้การจับจ่ายช่วงเทศกาลฟุตบอลโลกจะมีความคึกคักมากกว่าช่วง 4 ปีก่อน เป็นผลจากช่องทางการถ่ายทอดที่ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งฟรีทีวี และผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งแตกต่างจากเมื่อ 4 ปีที่แล้วที่ถ่ายทอดเฉพาะช่องที่มีลิขสิทธิ์เท่านั้น อีกทั้งปีนี้เป็นการจัดการแข่งขันที่ยุโรประยะเวลาเหมาะสมกับการดูในไทยคือช่วงเวลากลางคืนถึงดึก ขณะที่ปีก่อนเป็นช่วงเช้ามืด จึงคาดว่าปีนี้ฐานคนดูฟุตบอลโลกจะเพิ่มขึ้นกว่าที่ผ่านมา ประมาณ 10.4 ล้านคน ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่จะผลักดันให้กำลังซื้อเพิ่มมากขึ้น
          นางสาววาริธรกล่าวว่า ขณะนี้จะเป็นช่วงที่ธุรกิจต่างๆ จัดโปรโมชั่น ไม่เฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับบอลโลก แต่รวมถึงธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นๆ จะใช้โปรโมชั่นบอลโลกกระตุ้นกำลังซื้อทั้งในกลุ่มแฟนบอล และที่ไม่ใช่กลุ่มแฟนบอลที่ตัดสินใจซื้อช่วงนี้ สินค้าที่จะซื้อ เช่น ทีวี สินค้าที่ระลึกต่างๆ อาทิ เสื้อบอล ประเมินการจับจ่ายในช่วงการถ่ายทอดบอลโลกมีเม็ดเงินสะพัด 6,685 ล้านบาท เติบโตขึ้น 5% เมื่อเทียบกับช่วงปกติ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มเป็นหลัก มูลค่า 5,265 ล้านบาท รองลงมา เป็นกลุ่มอุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับกีฬาฟุตบอล ของที่ระลึก มูลค่า 910 ล้านบาท ที่เหลือเกี่ยวกับการจัดแคมเปญชิงโชค ลุ้นโชคบอลโลก มูลค่า 510 ล้านบาท โดยหลักๆ คือการซื้อไปรษณียบัตรเพื่อชิงโชคทายผลบอล ตามด้วยการตัดคูปองทายผลแข่งขันฟุตบอลจากหนังสือพิมพ์
          แผนยุทธศาสตร์ชาติรอเข้าสนช.
          ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กล่าวในงาน "Future Thailand ร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน" จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ว่า ขณะนี้แผนยุทธศาสตร์ชาติได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว จะมีการนำเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา ก่อนทูลเกล้าฯ เพื่อลงพระปรมาภิไธยและประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป เช่นเดียวกับแผนปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน ที่ประกาศในราชกิจานุเบกษาแล้วก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ วันที่ 7 มิถุนายน จะเชิญคณะปฏิรูปทั้ง 11 คณะ มาหารือถึงความคืบหน้าการฏิรูปด้านต่างๆ ที่ดำเนินการอยู่และมีการติดขัดอย่างไรหรือไม่ หากกรณีที่มีการติดขัดทางรัฐบาลจะพยายามช่วยปลดล็อกเพื่อให้การดำเนินการไปได้อย่างต่อเนื่อง และการปฏิรูปต้องเป็นกระบวนการเปิดกว้าง ประชาชนมีส่วนร่วมในการเสนอแนะความคิดเห็น ต้องร่วมกันปฏิรูปในทุกภาคส่วน
          "เหตุผลที่ต้องมียุทธศาสตร์ชาติ เพราะที่ผ่านมาเมื่อมีรัฐบาลใหม่เข้ามามักประกาศยกเลิกโครงการของรัฐบาลที่แล้ว เพราะกลัวรัฐบาลที่แล้วได้หน้า จึงต้องคิดนโยบายของตัวเองแม้ว่าจะเป็นการเอาโครงการเดิมมาปัดฝุ่นก็ตาม พอเกิดแบบนี้บ่อยๆ ประเทศก็ไปไม่ถึงไหน ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ ทำให้ไทยพัฒนาช้ากว่าประเทศอื่นเพราะไม่มีความต่อเนื่องของนโยบาย เรื่องนี้เป็นเป็นเรื่องที่ต้องก้าวข้ามให้ได้เพื่อการเดินหน้าประเทศไทย ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในปี 2562 แต่แผนยุทธศาสตร์ยังเดินหน้าต่อ เพราะประกาศไว้ในรัฐธรรมนูญซึ่งรัฐธรรมนูญมีความมั่นคงถาวรพอสมควร อย่างไรก็ตาม จะให้มีการทบทวนได้ในระยะ 5 ปี เพราะโลกเปลี่ยน ซึ่งไม่รู้ว่าโลกข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เทคโนโลยีใหม่ อุตสาหกรรมใหม่เกิดขึ้น และหวัง 5-6 ปีข้างหน้าการดำเนินการตามแผนประเทศไทยมีการเดินหน้าได้อย่างชัดเจน" นายกอบศักดิ์กล่าว
          เร่งสร้างผลงาน6ด้านใน8เดือน
          นายกอบศักดิ์กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการดำเนินการ เช่น ด้านกฎหมายที่ไม่ทันสมัย ได้มีการแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะปัจจุบัน รัฐบาลได้มีการปรับด้านโครงสร้างการบริหาร ได้มีการทำแผนงานเพื่อให้มีการบริหารจัดการที่ดี เช่น การตั้งสำนักงานบริหารจัดการน้ำ ด้านการดำเนินการ รัฐบาลได้เร่งดำเนินการและปรับลดขั้นตอนการดำเนินการที่ล่าช้า ทำให้การจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจ ไทยมีอันดับดีขึ้น 20 อันดับ และไม่เฉพาะภาคธุรกิจ สำหรับประชาชนบริการหลายอย่าง เช่น การทำบัตรประชาชน การทำพาสปอร์ตทำได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ทั้งนี้ยังมีการเดินหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ทั้งรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง มอเตอร์เวย์ รถไฟฟ้าสายสีต่างๆ มีการประมูล 4G เกิดขึ้น และขณะนี้รัฐบาลประกาศแล้วภายใน 2 ปี จะต้องมี 5G ใช้ โครงการเน็ตประชารัฐ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่กำลังเกิดขึ้น
          นายกอบศักดิ์กล่าวว่า ต่อจากนี้การดำเนินงานเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการภายในระยะเวลา 8 เดือน มี 6 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 แผนแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน หรือการแก้จน กลุ่มที่ 2 แผนลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมในสังคม หรือแก้เหลื่อมล้ำ กลุ่มที่ 3 การสร้างความเป็นธรรมของสังคม หรือแก้โกง กลุ่มที่ 4 แผนสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กลุ่มที่ 5 แผนปฏิรูปราชการเพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนหรือปฏิรูปราชการ อาทิ การปฏิรูปกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ที่กำลังดำเนินการ นอกจากนี้จะมีการฏิรูปส่วนราชการอื่น เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมทั้ง สศช. ด้านการปฏิรูปตำรวจ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติกำลังดำเนินการอยู่ และกลุ่มที่ 6 สร้างอนาคตไทย
          'กอบศักดิ์'เชื่อปลายปีฐานรากฟื้น
          นายกอบศักดิ์กล่าวด้วยว่า อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไตรมาสแรก ขยายตัวถึง 4.8% เป็นการขยายตัวที่สูงมาก มียอดการซื้อรถยนต์เติบโต 25% อัตราการใช้กำลังการผลิตสูงขึ้นซึ่งสะท้อนถึงการลงทุนที่จะต้องเพิ่มขึ้นในอนาคต การส่งออกดีต่อเนื่อง โดยทั้งหมดนี้ยังไม่รวมโครงการลงทุนภาครัฐต่างๆ ที่กำลังจะออกมา ประเมินว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวได้ต่อเนื่อง ทั้งนี้ ภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติหลังจากที่ชะลอตัวในช่วงก่อนหน้า ทุกประเทศมีอัตราการขยายตัวดีขึ้น ซึ่งเศรษฐกิจไทยได้รับอานิสงส์ด้วย โดยจะมีคำสั่งซื้อเข้ามาต่อเนื่อง ต้องมีการลงทุนขยายกำลังการผลิต แม้ว่าช่วงแรกจะเป็นการขยายตัวของเศรษฐกิจจากด้านบนและจากธุรกิจมากกว่า ประเมินว่าจีดีพีที่ 4.8% มาจากธุรกิจราว 7% ขณะที่ฐานรากโต 1-2% โดยรากฐากกว่า 20 ล้านคน ยังลำบาก ซึ่งปัจจัยกดดันคือราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ แต่ขณะนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มปรับขึ้นจะส่งผลดีต่อราคาสินค้าเกษตร เชื่อว่าช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้หากราคาสินค้าเกษตรปรับขึ้นต่อเนื่องฐานรากจะได้รับอานิสงส์มากขึ้น ซึ่งขณะนี้ราคาข้าว ราคายางดีขึ้นแล้ว ทั้งนี้ เมื่อราคาน้ำมันปรับขึ้น ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันจะทำให้การเกินดุลเดินสะพัดของไทยลดลง ประกอบกับการที่ธนาคารกลางสหรัฐปรับขึ้นดอกเบี้ยมีเงินทุนไหลออก จะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงแรงกดดันค่าเงินบาทแข็งก็ลดลง ดังนั้นนอกจากราคาสินค้าเกษตรจะปรับขึ้น เมื่อแปลงเงินสกุลต่างชาติเป็นบาทจะทำให้รายได้มากขึ้นอีก ส่วนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยนั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก ไม่ต้องรีบขึ้นตามประเทศอื่น
          "เศรษฐกิจไทยทุกอย่างไปได้ เศรษฐกิจของธุรกิจดีแต่เหลืออย่างเดียวคือฐานราก ซึ่งประเมินว่าถ้าเศรษฐกิจโลกดีต่อเนื่อง ราคาสินค้าเกษตรหลักดีขึ้น ช่วงปลายปีการเพาะปลูกรอบใหม่ เกษตรกรก็จะลืมตาอ้าปากได้ ซึ่ง 4 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยชะลอเพราะราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ รัฐบาลลงไปช่วยเหมือนการรดน้ำ แต่ขณะนี้เศรษฐกิจโลกดี ราคาสินค้าเกษตรขึ้นเหมือนฝนตกเอง เชื่อว่าชาวบ้านจะมีความสุขมากขึ้น เมื่อเศรษฐกิจบนและล่างบวกขึ้นเชื่อว่าจีดีพีขยายตัวมากกว่า 4.0-4.5% ได้แน่นอน ซึ่งธนาคารโลกได้ปรับจีดีพีไทยขึ้นเป็น 4.6% นอกจากนี้จะมีเม็ดเงินโครงการไทยนิยมยั่งยืนออกมาเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยดีขึ้นแน่นอน" นายกอบศักดิ์กล่าว