ศึกเทคโนโลยีจบยาก ปลุกโลกเร่งพัฒนาไอที

 นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
          "ภาคเทคโนโลยี" นับเป็นหนึ่งในชนวนปัญหาเรื้อรังระหว่างนานาประเทศ โดยเฉพาะระหว่างจีนและสหรัฐ ซึ่งล่าสุดยังคงขัดแย้งกันใน ที่ประชุมองค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยู ทีโอ) โดยสหรัฐอ้างว่าจีนบีบให้เอกชนต่างชาติต้องถ่ายโอนเทคโนโลยีให้ทางการแลกเปลี่ยนกับการได้เข้าไปทำธุรกิจในตลาดจีน นอกจากสหรัฐแล้ว ก่อนหน้านี้ หอการค้ายุโรปออกมา เปิดเผยเช่นกันว่า บรรดาผู้ประกอบการยุโรปเองก็เคยประสบปัญหา ดังกล่าวเช่นเดียวกับเอกชนสหรัฐ
          นอกจากเรื่องการบีบให้ถ่ายโอนเทคโนโลยีแล้ว อีกประเด็นความขัดแย้งที่สำคัญไม่แพ้กันคือกรณีการแบน "แซดทีอี" บริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ของจีน ห้ามทำธุรกิจในสหรัฐเป็นเวลา 7 ปี ซึ่งสหรัฐระบุว่า แซดทีอีละเมิด ข้อตกลงยอมความในปี 2016 โดยฝ่าฝืนคำสั่งคว่ำบาตรของสหรัฐและขายสินค้าให้อิหร่านและเกาหลีเหนือระหว่างปี 2010-2016 นำไปสู่การสั่งปรับ 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.8 หมื่นล้านบาท) ในปี 2017
          กรณีพิพาทแซดทีอีนั้นเป็นสัญญาณกระตุ้นอีกอย่างว่า จีนและประเทศต่างๆ ทั่วโลกต้องเร่งเกียร์สร้างและสนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้รุดหน้าไปไกลยิ่งกว่าเดิม ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังเพื่อลดการพึ่งพาด้านเทคโนโลยีจากต่างชาติด้วย
          การที่แซดทีอีโดนแบนจนกระทบธุรกิจ จากที่ต้องระงับการดำเนินงานหลักทั้งด้านการผลิตและจัดจำหน่ายทางออนไลน์ทั่วโลกไปนั้น บ่งชี้ว่า แม้กระทั่งเอกชนจีนรายใหญ่ยังคงต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากสหรัฐ เนื่องจากเทคโนโลยีของตัวเองยังไม่เพียงพอต่อการนำไปสร้างผลิตภัณฑ์ และหากในอนาคตเกิดความขัดแย้งที่คล้ายคลึงกันขึ้นอีก จีนก็เสี่ยงตกอยู่ในสถานการณ์เช่นเดิม
          สำหรับ "จีน" นั้น รัฐบาลได้ออกแผนยุทธศาสตร์ "เมดอินไชน่า 2025" ขึ้นมาเมื่อปี 2015 เพื่อยกระดับภาคการผลิตและผลักดันให้จีนขึ้นเป็นผู้นำโลกในด้านอุตสาหกรรมเกิดใหม่ เช่น อากาศยาน หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) รวมถึงธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ ยุทธศาสตร์ดังกล่าวส่งผลให้การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) ในจีนปรับขึ้นต่อเนื่อง โดยไปอยู่ที่ 2.79 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 8.9 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2017 ปรับขึ้น 14% เทียบรายปี
          อย่างไรก็ดี การทุ่มงบด้านอาร์แอนด์ดีดังกล่าวอาจยังไม่เพียงพอ
          เพราะยังไม่สามารถแก้ปัญหาการต้องพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างชาติได้ โดยเฉพาะในด้านเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการพัฒนาอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีต่างๆ โดยบลูมเบิร์กรายงานว่า ในปัจจุบันมีผู้ผลิตชิปเพียง 16% เท่านั้น ที่สามารถผลิตเซมิคอนดักเตอร์สำหรับใช้งานภายในประเทศ หมายความว่า จีนต้องพึ่งพาการนำเข้าชิปจากต่างชาติเกือบ 90% คิดเป็นประมาณ 2 แสนล้านดอลลาร์/ปี (ราว 6.4 ล้านล้านบาท)
          ด้วยเหตุนี้ เมื่อช่วงต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลปักกิ่งจึงประกาศตั้งกองทุนการลงทุนธุรกิจชิปขึ้น มูลค่า 4.74 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.5 ล้านล้านบาท) เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาธุรกิจชิปในประเทศ โดยมูลค่ากองทุนดังกล่าวสูงกว่ากองทุนก่อนหน้านี้เมื่อปี 2014 เกือบเท่าตัว ที่ 2.18 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 6.99 แสนล้านบาท) ที่ลงทุนในโครงการพัฒนากว่า 70 โครงการทั่วประเทศ
          นอกจากก่อตั้งกองทุนแล้ว รัฐบาลจีนพยายามดึงแรงงานมีฝีมือจาก ต่างชาติมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีด้วยเช่นกัน โดยไฟแนนเชียลไทมส์รายงานว่า รัฐบาลจีนเตรียมใช้มาตรการดึงดูดแรงงานกลุ่มดังกล่าวในปีนี้ ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งก็กำลังเพิ่มงบด้านอาร์แอนด์ดี เช่น อาลีบาบา ซึ่งกำลังทุ่มเงินลงทุนด้านดังกล่าว 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 4.81 แสนล้านบาท) และบริษัทไอทีรายอื่นๆ อยู่ระหว่างร่วมมือกับรัฐบาลในการตั้งศูนย์พัฒนานวัตกรรมต่างๆ ทั่วประเทศ
          แม้การเพิ่มงบลงทุนและความพยายามดึงต่างชาติเข้ามาช่วยพัฒนาอาจเป็นตัวเร่งการยกระดับเทคโนโลยีได้ แต่ความท้าทายในระยะยาวของจีนยังคงไม่หายไป จากการที่เอกชนจีนส่วนใหญ่ยังติดอยู่ในกับดักโมเดลการพัฒนาแบบเดิมๆ ที่เริ่มจาก 1.การเข้าซื้อกิจการต่างชาติเพื่อครอบครองเทคโนโลยี 2.ได้ทุนสนับสนุนอ้อมๆ จากภาครัฐหรือนักลงทุนต่างชาติ 3.ใช้ทุนดังกล่าวพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นโดยอิงกับเทคโนโลยีที่ไปซื้อมา หมายความว่า การพัฒนาดังกล่าวไม่ได้ช่วยสร้างสิ่งใหม่ที่แตกต่างจากเดิมนัก การติด กับดักที่ว่าจึงอาจทำให้การสร้างเทคโนโลยี "ของตัวเอง" ขึ้นจริงๆ ยังอาจต้องใช้เวลาอีกไม่น้อย
          ไม่เพียงแค่จีนที่กำลังเร่งเกียร์พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเท่านั้น ฝั่ง "ยุโรป" เอง ก็มีความเคลื่อนไหวในด้านดังกล่าวอย่างต่อเนื่องในช่วง ไม่นานนี้ หลังปล่อยให้สหรัฐและจีนนำหน้าไปก่อนในช่วงที่ผ่านมา
          สำหรับปัญหาของอียูในการสนับสนุนการสร้างเทคโนโลยีนั้น หลักๆ มาจากการลงทุนด้านอาร์แอนด์ดีที่ยังไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับจีนหรือสหรัฐ โดยเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา การลงทุนในด้านดังกล่าวของอียูอยู่ที่สัดส่วนราว 2.03% ของขนาดเศรษฐกิจ (จีดีพี)
          น้อยกว่าสัดส่วนของสหรัฐและจีนที่ 2.79% และ 2.07%
          ด้วยเหตุนี้สถานการณ์ดังกล่าวจึงทำให้อียูต้องการทางแก้ปัญหาเบื้องต้นในเรื่องงบประมาณก่อน โดยล่าสุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ฝรั่งเศสและเยอรมนีกำลังผลักดันแนวคิดริเริ่มใหม่เพื่อสนับสนุนเงินด้านอาร์แอนด์ดีให้สตาร์ทอัพเทคโนโลยีระหว่างการประชุมอียูในเดือน มิ.ย.นี้ โดยฝรั่งเศสนั้นให้คำมั่นว่าจะลงทุนพัฒนาด้านเอไอ 1,750 ล้านดอลลาร์ (ราว 5.6 หมื่นล้านบาท) ภายในปี 2022 เพื่อหวังกระตุ้นให้ประเทศอื่นๆ ในอียูดำเนินรอยตาม
          ก่อนหน้านี้เมื่อเดือน เม.ย. อียูได้ตั้งกองทุนส่งเสริมการลงทุนในสตาร์ทอัพด้านนวัตกรรม โดยตั้งเป้าว่าจะเพิ่มยอดการลงทุนในสตาร์ทอัพ 2 เท่า จากยอด 6,500 ล้านยูโร (ราว 2.5 แสนล้านบาท) ในปี 2016 ถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับยอดการลงทุน 4 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.54 ล้านล้านบาท) ของสหรัฐ ซึ่งช่วยสนับสนุนให้ยูนิคอร์นหลายราย เช่น อูเบอร์ และแอร์บีเอ็นบี เติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง
          ประเด็นความขัดแย้งด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะระหว่างจีนกับสหรัฐที่ยังคาราคาซังในขณะนี้ จึงเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญให้ทั่วโลกต้องเร่งสร้างนวัตกรรมของตัวเองขึ้นมา เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศขึ้นในอนาคต