ลุ้น กม.ลูก พ.ร.ก.คุมคริปโทเคอร์เรนซี จะ"ปิดกั้นหรือ"เปิดกว้าง"การลงทุน

ทีมข่าวเศรษฐกิจ
          สัปดาห์ที่ผ่านมามีประกาศราชกิจจานุเบกษา เรื่องการออกกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ "คริปโทเคอร์เรนซี" โดยออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) 2 ฉบับ ประกอบด้วย พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล และ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 19) ซึ่งได้ระบุถึงเรื่องหลักๆ ที่เกี่ยวข้องไว้ 3 เรื่องคือ สินทรัพย์ดิจิทัล ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล และการจัดเก็บภาษี ทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนักลงทุนและผู้ประกอบธุรกิจ โดยมอบอำนาจให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นผู้ออกหลักเกณฑ์และควบคุมดูแลทั้งหมด
          เพราะฉะนั้น หลังจากที่รัฐบาลออก พ.ร.ก.หรือวางกฎหมายแม่บทไว้แล้ว ต้องรอติดตามว่า "กฎหมายลูก" หรือขอบการกำกับดูแลคริปโทเคอร์เรนซีจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร จะปิดกั้นหรือเปิดกว้างการลงทุนในบ้านเรา กันแน่
          ก.ล.ต.เปิดรับฟังความคิดเห็น
          ในขั้นตอนแรกสุด ก.ล.ต.ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้สนใจและผู้ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่วันที่ 16-30 พฤษภาคมนี้ เพื่อรวบรวมความคิดเห็นไปออกเกณฑ์กำกับดูแลให้เหมาะสม ก่อนจะออกเป็นกฎหมายลูกเป็นลำดับต่อไป โดยยึดตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ทั้งการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถทำธุรกิจได้ถูกกฎหมาย และการคุ้มครองผู้ลงทุนไม่ให้ถูกหลอกหรือถูกเอาเปรียบ ตลอดจนป้องกันปัญหาการฟอกเงินที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยผู้ที่ประกอบธุรกิจเหล่านี้อยู่แล้วก่อนวันที่ พ.ร.ก.นี้มีผลใช้บังคับ (14 พฤษภาคม 2561) ต้องยื่นขออนุญาตภายใน 90 วัน หรือภายในวันที่ 14 สิงหาคม 2561
          เกณฑ์ดูแลรวมถึงศูนย์ซื้อขาย-นายหน้า
          ตามที่ นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ ก.ล.ต. ให้ข้อมูลว่า เกณฑ์การกำกับดูแลธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลจะครอบคลุมผู้ประกอบธุรกิจ ได้แก่ 1.ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล 2.นายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล 3.ผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งจะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และมีมาตรฐานตามเกณฑ์ที่ ก.ล.ต.กำหนด เช่น มีแหล่งเงินทุนเพียงพอ มีระบบรักษาความปลอดภัยและการบริหารความเสี่ยงจากโจรกรรม มีระบบการพิสูจน์และ ตรวจสอบข้อเท็จจริงของลูกค้า และมีมาตรการป้องกันการฟอกเงิน โดยผู้ประกอบธุรกิจสามารถจัดให้มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลกับ คริปโทเคอร์เรนซีที่คณะกรรมการ ก.ล.ต.กำหนดหรือในรูปเงินบาทเท่านั้น
          เฟสแรกให้สิทธินิติบุคคลตามกม.ไทย
          "ในเรื่องหลักเกณฑ์การอนุญาตการเสนอขาย โทเคนดิจิทัลนั้น ช่วงแรกนี้จะเสนอให้เปิดเฉพาะบริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด โดย ก.ล.ต.จะพิจารณาจากข้อมูลของบริษัทว่าไม่มีเหตุให้สงสัยว่า ผู้ระดมทุนตั้งใจจะไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์การกำกับดูแลหรือต้องการเอาเปรียบผู้ลงทุน รวมถึง การพิจารณาตัวกรรมการและผู้บริหาร จะต้องไม่เป็นผู้ที่มีลักษณะต้องห้าม เป็นต้น ทั้งนี้ผู้เสนอขาย โทเคนดิจิทัลจะต้องส่งรายงานเกี่ยวกับผลการดำเนินงานและฐานะการเงิน และข้อมูลที่อาจมีผลกระทบ ต่อสิทธิประโยชน์ของผู้ถือโทเคนดิจิทัลหรือต่อการตัดสินใจลงทุน เพื่อให้มีการเปิดเผยข้อมูลต่อประชาชนและผู้ลงทุนด้วย" นายรพีกล่าว
          จำกัดลงทุนครั้งละไม่เกิน3แสนบาท
          สำหรับ "หน่วยงานกลาง" ที่ ก.ล.ต.จะคัดเลือกมาเป็นผู้ช่วยนั้น นายรพีอธิบายว่า ผู้ตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูลในหนังสือชี้ชวน หรือผู้กลั่นกรองโทเคนดิจิทัล (ไอซีโอ พอร์ทอล) ก.ล.ต.ได้กำหนดคุณสมบัติไว้ว่าต้องเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย และมีทุนจดทะเบียนอย่างน้อย 5 ล้านบาท โดยผู้ถือหุ้น กรรมการและผู้บริหารต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม และองค์ประกอบสำคัญคือ ต้องมีระบบ คัดกรองผู้ระดมทุน การตรวจสอบสมาร์ท คอนแทร็ก การพิสูจน์ตัวตนของลูกค้า (เควายซี) รวมถึงการทำแบบประเมินความเหมาะสมในการลงทุนสำหรับผู้ลงทุนรายย่อยด้วย ซึ่งในเบื้องต้นได้กำหนดว่าผู้ลงทุนรายย่อยสามารถลงทุนได้ไม่เกินรายละ 3 แสนบาทต่อการเสนอขายในแต่ละครั้ง
          "การบังคับใช้กฎหมาย หากพบการกระทำอันไม่เป็นธรรมในการซื้อขายแลกเปลี่ยนในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล จะเอาผิดได้เทียบเคียงกับการกระทำ อันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ตามกฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เช่น การซื้อขายตัดหน้าลูกค้า การสร้างราคาให้ผิดไปจากสภาพปกติของตลาด เป็นต้น รวมถึงการเอาผิดหากเสนอขายโทเคนดิจิทัลหรือประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต" นายรพีกล่าว
          วิพากษ์หนักโดนเก็บภาษี2เด้ง
          ส่วนประเด็นฮอตที่ถูกพูดถึงมากที่สุดและเป็นที่กังวลของผู้ประกอบการที่ต้องการเทรดสกุลเงินดิจิทัล คือการเก็บภาษีคริปโทเคอร์เรนซี ขอแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ 1.ในส่วนของนักลงทุน หากได้กำไรจากการถือครองคริปโทเคอร์เรนซี จะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ของเงินได้ และเมื่อสิ้นปี จะต้องนำกำไรหรือผลประโยชน์ที่ได้จากการลงทุนไปคำนวณรวมกับเงินได้พึงประเมินประเภทอื่น เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับฐานภาษีของแต่ละคน
          รอชงครม.เคาะเว้น-ลดเก็บภาษี
          สำหรับเรื่องนี้อาจจะต้องลุ้นว่าสุดท้ายคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะใจดีลดภาษีลงหรือไม่ สอดคล้องกับรายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง แจ้งว่า เพื่อบรรเทาภาระให้กับนักลงทุนรายย่อยที่ซื้อขาย คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัล ผ่านศูนย์ซื้อขายที่ได้รับอนุญาต กรมสรรพากรเตรียมเสนอกฎหมายยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มต่อ ครม. ขณะเดียวกันก็อยู่ระหว่างหารือกับ ก.ล.ต.เพื่อพิจารณาเรื่องการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายด้วย เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ทำ ธุรกรรมเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล และ 2.ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลจะต้องเสียภาษีนิติบุคคลตามอัตราที่กำหนดไว้ เช่น หากมีกำไรสุทธิมากกว่า 3 ล้านบาท ต้องเสียภาษีในอัตรา 20% ในส่วนนี้ทางกรมสรรพากรก็อยู่ระหว่างการเสนอแก้กฎกระทรวงต่อ ครม.ด้วยว่าอาจจะลดลงมาเก็บในอัตรา 15% หรือไม่อย่างไร
          แน่นอนว่าเรื่องภาษีมีผลกับตลาดคริปโท เคอร์เรนซีมาก ต้องมาฟังเสียงจากภาคเอกชนหรือผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลว่ามองเรื่องนี้อย่างไรกันบ้าง
          เอกชนมองรัฐบาลเก็บภาษีโหดเกิน
          นายธนวัฒน์ เลิศวัฒนารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เวนเจอรส์ จำกัด หรือเจวีซี กล่าวว่า ดีใจที่มีกฎหมายออกมา โดยมองว่า พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นการสร้างมาตรฐานเรื่องการออกกฎหมายสกุลเงินดิจิทัลให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งอย่างน้อยสามารถแยกได้ว่าอะไรถูก อะไรผิด
          "การเก็บภาษีมองว่าอาจจะยังโหดไป อย่างการเก็บภาษีจากบริษัท เจมาร์ทจ่ายแวต (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) 7% หรือประมาณ 40 ล้านบาท ไปตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตามที่กรมสรรพากรแจ้งว่าแท็กพอยต์เกิดเดือนนั้น ก็ต้องจ่ายเลย ทั้งๆ ที่ไม่ทราบว่ากฎหมายระบุให้เป็นสินทรัพย์อะไร นอกจากนี้ ก็จ่ายภาษีคอร์ปอเรตไปแล้ว 20% หรือประมาณ 120 ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งหมด 180 ล้านบาท จากเงินที่ได้จากการเปิดระดมทุนประมาณ 600 ล้านบาท เพราะฉะนั้นจึงอาจจะมีคำถามจากผู้ถือเหรียญว่าแฟร์หรือไม่" นายธนวัฒน์กล่าว
          แนะรัฐออกสิทธิประโยชน์แลกจ่ายภาษี
          นายธนวัฒน์กล่าวว่า อย่างไรก็ตามเจมาร์ทต้องการทำเป็นตัวอย่างว่าเงินการลงทุนทั้งหมดอยู่ในไทย และทำถูกต้องทุกอย่างตามกฎหมาย แม้ว่าจะเสียภาษีก็ยินดีที่จะจ่าย ทั้งนี้ก็มีข้อเสนอแนะว่ารัฐบาลควรจะออกสิทธิประโยชน์ เช่น ไอซีโอ พรีวิลเลจ เป็นข้อแลกเปลี่ยน ไม่เช่นนั้นจะเหมือนกับการระดมทุนรูปแบบอื่น เช่น คราวด์ฟันดิ้ง ที่สุดท้าย นักลงทุนตัดสินใจไปลงทุนต่างประเทศมากกว่า
          นายธนวัฒน์กล่าวว่า ส่วนประเด็นการเก็บภาษีของผู้ถือเหรียญหรือโทเคน มองว่าขึ้นอยู่กับความคาดหวังของคนว่าคาดหวังจะได้เท่าไหร่ อย่างคริปโทเคอร์เรนซีมีแคปปิตอล เกนจำนวนมาก การจ่ายภาษี 15% จึงอาจจะไม่ใช่เม็ดเงินที่มาก แต่นักลงทุนจะสับสนมากกว่ารัฐบาลจะมีวิธีการเก็บภาษีอย่างไร ในเมื่อความยากของคริปโทเคอร์เรนซีคือ สามารถเทรดได้หลายประเทศ ซื้อที่นี่ ขายที่โน่น ไม่จบกระบวนการ
          คอยน์ แอสเซทหวั่นนักลงทุนหนีไปนอก
          ขณะที่ นายณัฐพล อัศวชมพูนุช กรรมการสมาคมไทยบล็อกเชน และกรรมการบริษัท คอยน์ แอสเซท จำกัด ผู้ให้บริการกระดานเทรดสกุลเงินดิจิทัลในไทย ให้ความเห็นไปในทางเดียวกันว่า การจัดเก็บภาษีคริปโทเคอร์เรนซีเป็นประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจมากว่าจะมีวิธีการจัดเก็บอย่างไร ในเมื่อคริปโทเคอร์เรนซีไม่มีราคากลางที่ใช้อ้างอิง ขณะเดียวกันผู้ให้บริการกระดานซื้อขายหรือกระดานเทรดก็ไม่สามารถบังคับนักลงทุนให้ขายเงินสกุลดิจิทัล เพื่อแลกเป็นเงินสดแล้วนำมาจ่ายเป็นภาษีได้ จึงทำให้นักลงทุนเป็นกังวล เนื่องจากยังไม่มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน
          "พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเป็น กรอบกฎหมายกว้างๆ ในการออกกฎหมาย จะต้องรอดูเกณฑ์ของ ก.ล.ต.ก่อนอีกครั้งว่า แนวทางที่ออกมาจะเข้มงวดหรือผ่อนคลาย โดยประเมินว่าหากเกณฑ์เข้มงวดเกินไป อาจจะทำให้นักลงทุนหันไปลงทุนในต่างประเทศได้ เนื่องจากมีความน่าสนใจมากกว่า เช่น สิงคโปร์ เก็บค่าธรรมเนียมการเทรดไม่ถึง 1% และไม่มีการเก็บภาษีจากแคปปิตอล ขณะที่บางประเทศรัฐบาลให้การสนับสนุน โดยออกเป็นมาตรการ ไฟแนนเชียล ซัพพอร์ท เพื่อดึงดูดการลงทุนเข้าประเทศ" นายณัฐพลกล่าวนายณัฐพลกล่าวว่า ทั้งนี้เข้าใจว่าภาครัฐเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของนักลงทุน เช่น การฟอกเงิน หรือเส้นทางการลงทุนที่อาจจะตรวจสอบได้ยาก จึงอยากให้ออกเป็นมาตรการเตือนนักลงทุนแยกออกมาโดยเฉพาะจะดีกว่า หากวิธีการเก็บภาษีไม่ชัดเจน ไอซีโอจะไม่เกิด
          คริปโตเวชั่นชี้ไทยออกกม.ล้ำกว่าสิงคโปร์
          นายพลเดช อนันชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คริปโตเวชั่น จำกัด ระบุว่า พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล สะท้อนว่าไทยเป็นประเทศแรกที่มีกฎหมายด้านการกำกับคริปโทเคอร์เรนซีก้าวหน้าที่สุดในอาเซียน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับสิงคโปร์ที่นักลงทุนนิยมไปลงทุนกันนั้น ยังไม่ได้ออกเป็นกฎหมายฉบับเต็ม ออกเป็นแนวปฏิบัติหรือแอค ส่วนเรื่องของการเก็บภาษีจากผลกำไร 15% นายพลเดชกล่าวว่า การเก็บภาษีในไทยไม่ได้เรียกเก็บในอัตราที่สูงมาก ยังน้อยกว่าญี่ปุ่นที่มีการเก็บภาษีจากผลกำไรถึง 55%
          ก.ล.ต.เรียกเอกชนรับฟังเฮียริ่ง
          ด้าน นายกษมพัทธ์ วิธานวัฒนา ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีมายน์ โฮลดิ้ง ลิมิเต็ด ผู้ประกอบธุรกิจขุดเหรียญดิจิทัล เปิดเผยว่า วันที่ 21 พฤษภาคมนี้ ทางรัฐบาลนัดผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไปปรึกษาหารือเพื่อเสนอความคิดเห็น (เฮียริ่ง) เรื่องแนวทางการกำกับดูแล คริปโทเคอร์เรนซี ส่วนการออกไอซีโอในช่วงนี้ก็จะต้องหยุดไว้ก่อน เพื่อรอความชัดเจนของกฎหมาย หลังสามารถสรุปผลการแสดงความคิดเห็นในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ อย่างไรก็ตามนักลงทุนต้องไม่ลืมว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ควรจะศึกษาความรู้ก่อนตัดสินใจลงทุน เช่น ดูว่าธุรกิจที่เตรียมจะออก ไอซีโอมีความเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน ผู้ประกอบธุรกิจมีใบอนุญาตหรือไม่ ทั้งนี้จะต้องเข้าใจสภาพตลาดว่ามีความผันผวนสูง มีการเปลี่ยนมือยาก รวมถึงการรับประกันความสำเร็จหรือผลตอบแทนที่แน่นอน ตามที่ น.ส.อาจารีย์ ศุภพิโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) ก.ล.ต.ย้ำว่า การลงทุนมีความเสี่ยงสูง นักลงทุนจะต้องทำความเข้าใจก่อนลงทุน ทั้งเรื่องสภาพคล่อง ความผันผวนของราคา การแฮ็กหรือการโจรกรรมข้อมูลที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และต้องเข้าใจว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่ได้ครอบคลุมการลงทุนในต่างประเทศ
          ชวนนักลงทุนร่วมฟีดแบ๊กกม.
          "คริปโทเคอร์เรนซี-ไอซีโอเป็นเหมือนสึนามิระลอกใหม่ที่หลายๆ ประเทศโดนพร้อมๆ กัน เพราะฉะนั้นในช่วงแรกการออกกฎหมายยังไม่เพอร์เฟ็กต์ (สมบูรณ์) รัฐบาลก็พยายามสร้างความชัดเจนขึ้นมาและเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน เพราะฉะนั้นในช่วงนี้ จึงอยากชวนนักลงทุนและผู้ที่สนใจมาร่วมแสดงความคิดเห็นหรือให้ฟีดแบ๊กในช่วงเวลาที่เหลืออีก 2 สัปดาห์ก่อนที่จะปิดเฮียริ่ง ส่วนเรื่องแนวทางการจัดเก็บภาษีที่หลายๆ คนโฟกัส เข้าใจว่าทางกระทรวงการคลังก็กำลังพิจารณาเรื่องนี้ใหม่" น.ส.อาจารีย์ กล่าว
          และนอกจากการออกไอซีโอทั่วๆ ไปแล้ว ปัจจุบันนี้ยังมี "คริปโทเคอร์เรนซีทางเลือก" เช่น โทเคนที่ใช้สำหรับทำบุญ หรือโทเคนที่ใช้ซื้อสินค้าในวิสาหกิจชุมชนด้วย ดังนั้นนอกจากรอเกณฑ์ที่ชัดๆ จากฝ่ายกำกับของรัฐบาลแล้ว ก็ต้องรอดูกันว่าการลงทุนเงินดิจิทัลในไทยจะเป็นแบบไหน
          "พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นกรอบกฎหมายกว้างๆ ในการออกกฎหมาย จะต้องรอดูเกณฑ์ของ ก.ล.ต.ก่อนอีกครั้งว่า แนวทางที่ออกมาจะเข้มงวดหรือผ่อนคลาย หากเกณฑ์เข้มงวดเกินไป อาจจะทำให้นักลงทุนหันไปลงทุนในต่างประเทศได้ เนื่องจากมีความน่าสนใจมากกว่า"--จบ--

          --มติชน ฉบับวันที่ 22 พ.ค. 2561 (กรอบบ่าย)--